วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงมหาดไทยที่มีความบกพร่องและขาดหลักนิติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบริษัทศรีสุบรรณ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและความเป็นธรรม
ผมไม่จบปริญญาเอก จบปริญญาโท แค่กฎหมายมหาชน แล้วก็เปึนผู้แทนราษฎรมาน้อยครับ แต่ว่าเมื่อได้ติดตามงานของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมเห็นว่า เปึนการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ขาดหลักนิติธรรม ใช้อํานาจหน้าที่บีบบังคับให้ข้าราชการยอมตน เปึนพวกเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่น มุ่งตอบสนองผู้มีพระคุณในทางการเมืองส่วนตน อยู่ในประเด็นที่กราบเรียน เนื่องจากเวลาค่อนข้างจํากัดนะครับ แล้วก็ไม่อยากให้ ถูกพาดพิงมาก ผมขออนุญาตอ้างถึงบุคคลในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น บุคคลภายนอก จะใช้คําว่า กับพวก เหตุผลที่ต้องหยิบยกข้อมูลขึ้นมา เพราะว่าในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามารับตําแหน่ง ท่านให้สัมภาษณ์ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ บอกว่าลูก ๆ จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว
อีกประเด็นหนึ่ง บอกว่าไม่ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาพบที่บ้าน นั่นท่านให้สัมภาษณ์นะครับ แต่ว่าวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ท่านเรียกมาพบที่บ้านบางบอน วันที่ ๓ มีนาคม คุณเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ก็เข้าพบตามนโยบาย กรณีวันที่ ๑๓ มิถุนายน กรณีวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ท่านสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่รับเอเอสทีวีให้ยุติการรับสัญญาณ พอวันรุ่งขึ้นท่านก็ ปฏิเสธ เพราะฉะนั้นกระผมจึงมีความจําเปึนที่จะต้องหยิบยกกรณีที่มีอยู่จริงจับต้องได้ เพื่อให้เห็นชัดว่าท่านรัฐมนตรีเลือกปฏิบัติ ผมจะยกของฝ์ายค้านสักเรื่องของฝ์ายรัฐบาล สัก ๒ เรื่อง ของฝ์ายค้านที่กระผมหยิบยกจริง ๆ ไม่ใช่เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่เผอิญว่าเปึนพรรคพวกของฝ์ายค้าน ส่วนของฝ์ายรัฐบาล กระผมต้องขออนุญาตอย่างยิ่งเพราะไม่อยากจะพูดถึง บุคคลภายนอกให้มีการพาดพิงแล้วก็ได้รับความเสียหาย กระผมจะขออนุญาตพูดของ ท่านประธานชัย ชิดชอบ เท่าที่จําเปึน ขออนุญาตท่านประธานครับ จะขออนุญาต อ้างเอกสารเท่าที่จําเปึนในเวลาที่จํากัด กรณีของฝ์ายค้านท่านรัฐมนตรี ท่าน มท. ๑ ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ผมขออนุญาตอ่านครับ เร็ว ๆ นี้ที่อําเภอคีรีรัฐนิคมมีบุกรุกที่ของทางราชการ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ ท่านก็พูดมาเยอะ มาพูดถึงบริษัทศรีสุบรรณแล้วบอกว่าเดี๋ยวจะให้กรมที่ดินเข้าไปจัดการดําเนินการ ก็ถอนเอกสารสิทธิ ผมหยิบยกข้อมูลอันนี้ขึ้นมาเพื่อกราบเรียนท่านประธานสภาว่า มิฉะนั้นแล้วทางรัฐมนตรีคงจะต้องปฏิเสธว่าเปึนเรื่องของกรม ผมไม่รู้เรื่อง ท่านสุพล ฟองงาม ไม่รู้เรื่อง ท่านสิทธิชัยไม่รู้เรื่อง เอาละครับ เพราะฉะนั้น มท. ๑ คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าท่านให้สัมภาษณ์ไว้เอง มีความเปึนมาเปึนไป ที่ดินที่สุราษฎร์ธานีก็เปึนไป อย่างที่ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่ามีความเปึนมาก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตําแหน่ง ในป้ ๒๕๔๘-๒๕๔๙ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอได้สั่งให้อธิบดีกรมที่ดิน เพิกถอน น.ส. ๓ ของบริษัทศรีสุบรรณประมาณ ๒,๐๒๐ ไร่ อ้างว่าทับที่หลวง หวงห้าม จะทับหรือไม่ทับท่านประธานครับ ปรากฏว่าคดีนี้มีการขึ้นสู่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการทําแผนที่พิพาทตาม อันนี้ถ่ายมาจากศาลเปึนเอกสาร หมาย จ ๑๗ ส่วนที่กระผมทําเพิ่มขึ้นก็คือทําแถบสีเหลืองให้เห็นว่านี่คือหนังสือสําคัญ สําหรับที่หลวงหรือ นสล. ทําขึ้นมาเพื่อกราบเรียนท่านประธานว่าที่หลวงกับที่ของ บริษัทศรีสุบรรณ ๒,๐๒๐ ไร่ อยู่คนละที่กันไม่ได้ทับกัน เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรี มท. ๑ ใส่ร้ายแล้วครับ เพราะบอกว่าทับ พอได้ความชัด จากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเอกสาร จ ๑๗ บอกว่าไม่ทับ ท่านทําอย่างไรต่อครับ สั่งให้กรมที่ดินไปหาทางเพิกถอนว่า น.ส. ๓ ก ซึ่งไม่ทับที่หลวงแล้วนี่ออกโดยไม่ชอบ มีกระบวนการคําสั่งมากมายครับ ในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการสืบแล้วสอบแล้วก็รายงานไปที่นายบุญเชิด คิดเห็น ขณะนั้นเปึนรองอธิบดี กรมที่ดิน คณะกรรมการในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ ลงความเห็นว่าเนื่องจาก น.ส. ๓ ก เหล่านี้เปึนคดีอยู่ในศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ควรให้รอผลคําพิพากษาของศาลก่อน ในหนังสือสุดท้ายบอกว่าจึงเรียนมายังอธิบดีเพื่อโปรดพิจารณา หากเห็นชอบขอได้โปรด ลงนามในบันทึกถึงเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เลขานุการรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงเรื่องนี้ไม่เปึนเรื่องธรรมดาครับ เพราะว่าเรื่องเล็ก ๆ แค่เพิกถอน น.ส. ๓ ต้องรายงานเลขานุการรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ และปลัดกระทรวง การรายงานนี่ผมคงเจาะไม่ได้ว่าผลเปึนอย่างไร แต่ว่าไม่ได้ยุติแค่ เท่าที่รายงานนะครับ มีการสั่งการลงมาอีก รอบนี้ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ได้มีการสรุปเรื่องราวขึ้นมาอีก นายมนูญ นันทมนตรี ผู้อํานวยการสํานักมาตรฐาน การออกหนังสือสําคัญเสนอมาที่นายบุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดี ซึ่งตอนนี้เปึนรักษาการ อธิบดีแล้ว ความเห็นก็บอกว่า น.ส. ๓ ที่ศาลได้มีคําวินิจฉัยไปแล้วว่าออกโดยชอบ หากกรมที่ดินเห็นว่าออกไปโดยมิชอบ ถามกันขึ้นมาว่ากรมที่ดินมีอํานาจเพิกถอนหรือไม่ อันนี้ก็คือว่าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคําพิพากษาอย่างน้อย ๓๐ คดี เนื่องจากบริษัท ศรีสุบรรณได้ฟัองราษฎร ๗๙ ราย ใน ๗๙ ราย ๓๐ คดี ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาว่า การออก น.ส. ๓ ก ออกมาโดยชอบ น.ส. ๓ ก ไม่ได้ทับที่หลวงที่รัฐมนตรีกล่าวถึง แล้วก็ พิพากษาว่าบริษัทศรีสุบรรณเปึนผู้มีสิทธิครอบครอง พอพิพากษามา ๓๐ คดีครับ อีก ๓๐ คดีที่เหลือมีการทํายอมหรือเรียกว่าเปึนสัญญาประนีประนอมยอมความ ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ท่าน มท. ๑ จบปริญญาเอกย่อมรู้ครับว่า จะสัมฤทธิผลทุกประการต่อเมื่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคําพิพากตามยอม แน่นอนครับ คําพิพากษาตามยอมก็เปึนคําพิพากษาในพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์ มีผลเหมือนกับคําพิพากษาซึ่งมีการสู้คดีกันตามปกติ เมื่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิพากษาว่า น.ส. ๓ ก โดยชอบ กรมที่ดินก็บอกว่าออกไม่ชอบมีการหารือขึ้นมาว่า เนื่องจากว่าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่าออกชอบ แต่กรมที่ดินมีอํานาจเห็นว่าไม่ชอบ กรมที่ดินมีอํานาจเพิกถอน น.ส. ๓ ก ได้หรือไม่ ลองดูนะครับว่ากันอย่างนี้ ไม่จบแค่นี้ครับ มีอีกครับ ต่อมาในเดือนมิถุนายนไม่เขียนวันที่นะครับ แต่ว่าเปึนการประชุมคณะกรรมการ พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายของกรมที่ดิน ครั้งที่ ๔/๒๕๕๑ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมโออาร์ กรมที่ดิน ผมไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน รายงาน มาหลายแผ่นครับ ผมขออนุญาตหยิบยกข้อความซึ่งรองอธิบดีก็คือคุณบุญเชิด ที่ผมกล่าวเมื่อตะกี้นี้ รองอธิบดีมีความเห็นอย่างนี้ว่า ที่ดินที่บริษัทศรีสุบรรณครอบครองให้แบ่งเปึน ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ จํานวน ๔๘ น.ส. ๓ กลุ่มที่ ๓ จํานวน ๔ น.ส. ๓ บอกว่าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้พิพากษาว่าออกโดย ชอบแล้วจึงมีความเห็น อันนี้รองอธิบดีเห็นเองครับ จึงมีความเห็นว่าควรรอผล การพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวให้ถึงที่สุดก่อน ส่วนอีก ๗ แปลงบอกว่าควรเพิกถอน หนังสือนั้นลงนามเห็นชอบโดยนายบุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก อธิบดีกรมที่ดิน เนื้อความในเอกสารนี้แปลว่าอะไรครับท่านประธานครับ ก็แปลว่า ๕๘ แปลงบวก ๔ แปลงต้องไม่มีการเพิกถอน ต้องรอผลของศาลถึงที่สุดก่อน แต่ท่านประธานครับ อันนี้วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ นายบุญเชิด แต่ถัดมาอีก ๕ วัน นายบุญเชิดบอกว่า ๔๘ บวก ๔ คือ ๕๒ ให้รอผลคําพิพากษาถึงที่สุด แต่ ๗ ฉบับ ให้เพิกถอน ๕ วันต่อมาคือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ นายบุญเชิญคนเดียวกันนี้เอง ที่มีความเห็นว่าอย่าเพิ่งเพิกถอนให้รอคําพิพากษาของศาลก่อน ลงนามพิพากษาเพิกถอน ตูมเดียวเลยทั้งหมด ซึ่งปกติแล้วประเพณีปฏิบัติของกรมที่ดิน เมื่อคดีใดอยู่ในศาล ก็จะต้องรอคําพิพากษาถึงที่สุด อันนี้คือกรอบวิธีปฏิบัติของกรมที่ดิน ซึ่งกรอบนี้ เปึนกรอบที่กรมที่ดินแสดงไว้ตลอด แม้กระทั่งในตอนที่ตอบดีเอสไอไปว่าให้มีการเพิกถอน กรมก็ไม่ยอมเพิกถอนครับ กรมบอกว่าให้รอฟังการพิจารณาอันเปึนยุติเกี่ยวกับขอบเขต ของที่สาธารณประโยชน์และผลของคดีถึงที่สุดก่อนนะครับ กรมถือปฏิบัติแนวนี้มาตลอด แต่พอท่าน มท. ๑ เข้าไป วันนั้นก็มีความเห็นว่าเอาไว้ก่อน วันที่ ๒๑ บอกเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเพิกถอน พอวันที่ ๒๔ เพิกถอนตูม ผมไม่เห็นหรอกครับว่า มท. ๑ จะสั่งตรง มท. ๑ จะสั่งหรือไม่นะครับ แต่ว่าถ้าเปึนข้าราชการปกติเขาไม่กล้าหรอกครับ เพราะศาลพิพากษาว่าออกโดยชอบ มันเสี่ยงเหลือเกินสําหรับเจ้าหน้าที่ เพราะว่า อย่างน้อยพอเพิกถอนปัูบเขาก็ร้องไปที่ศาลฟัองปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ที่เจ้าหน้าที่จะต้องถูกดําเนินการ มท. ๑ ไม่โดนหรอกครับ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อสอดรับกับคําให้สัมภาษณ์ของท่านเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งตอนนั้นท่านยัง เข้าใจว่าบุกรุกที่หลวง ๒,๐๐๐ ไร่ ผมเอาเอกสารให้ดูแล้วใช่ไหม ในเอกสาร จ ๑๗ ของศาลไม่ใช่บุกรุก คนละที่ พอไม่ใช่บุกรุกก็รุกใหม่ว่าเพิกถอน น.ส. ๓ ท่านให้สัมภาษณ์ เดี๋ยวจะให้กรมที่ดินเข้าไปดําเนินการจัดการถอนเอกสารสิทธิ แน่นอนเลยครับ ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เขาถอนตูมเลย ๕ วันก่อนนั้นบอกไม่ถอน อันนี้คือสิ่งที่กระทํา กับฝ์ายค้าน ไม่ใช่นายสุเทพหรอกครับ ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์หรอกครับ ท่านให้ สัมภาษณ์ถูกแล้ว แล้วที่ท่านให้สัมภาษณ์ว่า เวรกรรมตกกับคนทําชั่ว ทําผิด ตกกับคน ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม นักการเมืองเลว ๆ ผมเห็นด้วย หากไม่เลว ไม่ชั่ว เวรกรรม ก็ไม่มีจริง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตอภิปรายต่อครับ แต่ในกรณีของฝ์ายรัฐบาล ขออนุญาตหยิบยกขึ้นมาแค่ ๒ กรณี มีชื่อบุคคลภายนอก ซึ่งกระผมขออนุญาตไม่พูดถึง เพื่อเปึนการให้เกียรติ เปึนกรณีเกี่ยวกับที่ดินที่เขากระโดง อําเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีนี้ขออนุญาตเข้าเรื่องเลยครับ นายวิฑูรย์ สรรเสริญ ซึ่งทํางานกับการรถไฟ แห่งประเทศไทยได้บอกว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนี้มาตั้งแต่ ป้ ๒๔๖๒ คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งรัฐบาลต้องถือตามนะครับ ท่าน มท. ๑ กฤษฎีกา มีความเห็นว่าที่ดินบริเวณนี้เปึนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามความเห็น ของกฤษฎีกาก็ยื้อกันไปยื้อกันมาหลายป้แล้ว ยื้อกันไปยื้อกันมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็บอกว่าเปึนที่เขาจังหวัดก็ไม่กล้าเพิกถอน เรื่องก็เข้าไปที่คณะกรรมาธิการบ้าง อะไรบ้างเยอะแยะครับ จนในที่สุดการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งแผนที่ฉบับล่าสุด ให้กรมที่ดินตรวจสอบรอบนี้กรมที่ดินจึงไม่มีทางออกอื่น กรมที่ดินจึงจะต้องทําการ เพิกถอน น.ส. ๓ ก ๒ แปลง ผมจะออกชื่อได้สักแปลงครับ คือมีชื่อของท่านประธาน ชัย ชิดชอบ อีกแปลงหนึ่งบุคคลภายนอกผมไม่พูดถึง นั่นคือกรณีแรก อันนี้ท่านคง ปฏิเสธไม่ได้เพราะว่าอยู่ในอํานาจของกรมที่ดิน อีกแปลงหนึ่งอีกกรณีหนึ่งเปึน กรณีของบุคคลภายนอก ๑ คน แล้วก็ในสภา ๑ คน ท่านประธานชัยอีกแหละครับ เปึนบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ ๔ มกราคมป้นี้เองครับ อันนี้ท่านจะปฏิเสธว่าไม่รู้ ก็ไม่ได้ เพราะท่านให้สัมภาษณ์บอกว่าเรื่องอยู่ที่อัยการ ท่านไม่มีอํานาจ แต่ในศาล มีอํานาจเรื่องพิพากษาแล้ว ศาลพิพากษาแล้วกลับมีอํานาจไปเพิกถอน แต่เรื่องอยู่ อัยการ ท่านบอกไม่มีอํานาจ ก็แปลก กรณีนี้นายศักดิ์ชัย เตชะเกรียงไกร ขออนุญาต เอ่ยนามบุคคลภายนอกคงไม่เสียหาย ท่านเปึนผู้ที่เข้าไปร้องต่อตํารวจอําเภอสตึกว่า บริเวณเลี้ยงกุ้งของบุคคลภายนอก ๑ คน มีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ เจ้าหน้าที่ ได้สอบสวนพยานเยอะเลยครับ สอบสวนพยานบุคคล ๕๘ ปาก มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ข้อมูลจากตํารวจบอกว่าสภาพที่เดิมนั้นมีหนองน้ําสาธารณะที่มีระบบนิเวศ สมบูรณ์ หนองน้ํามีระดับน้ําลึกประมาณ ๓-๔ เมตร รอบ ๆ หนองน้ําเปึนทุ่งหญ้า ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์และจับปลา หลังจากนั้นท่านประธานชัยและบุคคลภายนอกกว้านซื้อที่ดินรอบ ๆ หนองน้ํา สาธารณะดังกล่าว แล้วได้มีการล้อมรั้วลวดหนามโดยล้อมเอาหนองน้ําสาธารณะ ดังกล่าวเข้ารวมกับที่ดินที่ซื้อจากชาวบ้านและได้มีการนําดินจากโครงการขุดลอก กุดน้ําใสที่อยู่ใกล้เคียงไปถมที่สาธารณะหนองยางและหนองไฮบางส่วนจนมีสภาพ ตื้นเขินและมีการนําต้นยางพารามาปลูกในบริเวณหนองยางและกุดถ้ําแข้ที่เคยเปึน หนองน้ํานะครับ พยานหลายคนก็ยืนยันเขาเคยนําโคกระบือเข้าไปเลี้ยงที่หนองยาง แต่รอบนี้เขาใช้คําว่า ท่านประธานชัยและบุคคลภายนอกไม่ยอมให้เข้าไป ได้มีการใช้ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ จีพีเอสเจาะหาโดยรอบครับ จากหลักฐานของทางตํารวจ ตํารวจมั่นใจว่าเปึนการบุกรุกที่สาธารณะ ดังนั้นต่อมานายอําเภอสตึก ลูกน้อง ของท่านเองได้แจ้งความดําเนินคดีกับ ฯพณฯ ชัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลภายนอก ผมไม่ได้เอ่ยถึงบุคคลภายนอกนะครับ ต่อมาบุคคลภายนอก ที่กระผมกล่าวถึงได้ไปมอบตัวเมื่อวันที่ ๑๗ ป้ ๒๕๕๑ ผมยกตัวอย่างขึ้นมา ๓ กรณี เพื่อให้เห็นว่าเรื่องอยู่ที่อัยการ ท่านบอกก้าวล่วงไม่ได้ เรื่องอยู่ที่ตํารวจท่านบอกว่า ทําอะไรไม่ได้ เรื่องอยู่ที่กรมที่ดินท่านก็เพิกเฉยในขณะเดียวกันเรื่องบริษัทศรีสุบรรณ ศาลพิพากษาว่าออกโดยชอบ ท่านก็ยังสั่งเพิกถอน ไม่มีหลักฐานครับ แต่ว่า โดยพฤติกรรมที่กราบเรียนมาเจ้าหน้าที่ประจํา ข้าราชการตั้งแต่อธิบดีลงมา ใครลงมานี่นะครับ คงไม่กล้าที่จะเสี่ยงต่อคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบต่อ คดีแพ่งที่ถูกฟัองร้องค่าเสียหาย ดังนั้นกรณีที่จะดําเนินการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในศาล มันมีมาตรา ๖๑ วรรคแปด ท่านประธานครับ กรณีที่เรื่องอยู่ในศาล ศาลเมื่อมี คําพิพากษาแล้วสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขอย่างไรให้เจ้าพนักงานที่ดินดําเนินการตาม คําพิพากษา เจตนาอันนี้ก็คือว่ากรมที่ดินจะต้องรอผลของคําพิพากษา ไม่ใช่สั่งการ ทั้งที่ขัดกับคําพิพากษาของศาลซึ่งทําในนามพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์ ท่านคงเห็นได้ว่าระหว่างอัยการที่ท่านบอกว่าไม่อยากไปก้าวก่าย ความน่าเชื่อถือ ของอัยการกับความน่าเชื่อถือศรัทธาของศาลยุติธรรมอันไหนมากกว่า ศาลยุติธรรม ทําในนามพระปรมาภิไธย สอบพยานโดยเป่ดเผยชัดเจนสู้กันเต็มที่ ในขณะที่อัยการ เดี๋ยวนี้ก็เปึนที่ยอมรับว่ามีคําขอได้บ้าง มีคําสั่งได้บ้าง ไม่อยู่ในร่องในรอยซึ่งให้เห็น เปึนประจักษ์อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น