สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องการไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เนื่องจากมีการใช้อำนาจบริหารในลักษณะที่บกพร่อง ผิดพลาด และมีการใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเอง ทำให้กระทรวงยุติธรรมถูกไม่ไว้วางใจครั้งแรกในประวัติศาสตร์สภาผู้แทนราษฎร

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมก็ มานั่งฟังคําอภิปรายแล้วก็ฟังคําชี้แจงท่านรัฐมนตรีอยู่ทุกวันเหมือนกันครับ แล้วก็หวังว่า พฤติกรรมของท่านรัฐมนตรีที่ผมจะอภิปราย ซึ่งผมเคารพแล้วผมเชื่อว่าท่านคงไม่เปึน อย่างเมื่อกี้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ด้วยความที่ผมเคารพในความอาวุโส ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เคารพท่านจริง ๆ ครับ ผมรู้จักท่านแล้วก็เห็นท่านมานาน ผมได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้ติดตาม แล้วก็ดูแลการปฏิบัติราชการของกระทรวงยุติธรรมและของท่าน ผมกราบเรียนท่านประธาน จากใจจริงเลยครับ ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะตัวผมเองไม่เคยคิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ผมต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจคือท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผมไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือ ที่อยากจะอภิปรายท่าน ผมไม่อยากสร้างประวัติศาสตร์ครับ ท่านประธานครับ ๗๕ ป้ ของสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงยุติธรรมไม่เคยถูกไม่ไว้วางใจครับ ครั้งนี้เปึนครั้งแรก ที่พวกเราตัดสินใจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมเองเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของสภาแห่งนี้ในรอบ ๗๕ ป้ ที่ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเปึนกระทรวงที่ผมรัก ผมเปึนอดีต ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมแม้ในระบบอีกแบบหนึ่งก็แล้วแต่ แต่ผมไม่เคยคิดครับ มันไม่ได้เปึนความน่าภาคภูมิใจเลยที่จะเปึนคนแรกที่มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระทรวงยุติธรรม เพราะกระทรวงยุติธรรมควรจะเปึนกระทรวงที่เปึนที่พึ่งสําคัญที่สุด ของประเทศ กระทรวงยุติธรรมควรจะเปึนกระทรวงที่เปึนหลักของประชาชนของ ประเทศชาติ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนเศษที่ผ่านมา ผมและคณะ ได้ติดตามการทํางานของท่าน ได้ท้วงติงการทํางานของท่านหลายครั้ง แต่ท่านก็ยังปฏิบัติ ราชการใช้อํานาจในทางบริหารในลักษณะที่บกพร่อง ผิดพลาดหลายครั้ง ทําให้เกิด ความเสียหายแก่ราชการและพี่น้องประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ สิ่งที่ท่านต้องทํา เกี่ยวกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรมท่านกลับเพิกเฉย แต่ท่านกลับให้เวลาไปในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของอะไรผมไม่ทราบ โยกย้ายข้าราชการเปึนหลัก ท่านใช้ กฎหมาย ซึ่งอยู่ในอํานาจหน้าที่ของท่านในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของท่านเอง ท่านบริหารและใช้กฎหมายอย่างขาดคุณธรรม จริยธรรมและนิติธรรมจริง ๆ ผมและสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าถ้ายังคง ปล่อยให้ท่านใช้อํานาจหน้าที่บริหารราชการในลักษณะเช่นนี้ต่อไป พี่น้องประชาชน ประเทศชาติจะได้รับความเสียหาย นั่นคือสาเหตุที่ทําให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจ ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผมในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลแล้วก็ช่วย ความเปึนจริงหาทางช่วยเหลือ ด้วยครับว่าจะบริหารกันอย่างไร ต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน ผมเสียใจครับ เพราะว่าผมไม่อยากจะให้มีประวัติด่างพร้อยของกระทรวงยุติธรรม ในอดีตผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระทรวงยุติธรรมในอดีตเราเรียกกันว่าเปึนกระทรวงศาลครับ เพราะว่าก่อนที่จะมีการปรับปรุงปฏิรูปเรื่องของกระทวง ทบวง กรมนั้น กระทรวงยุติธรรม ทําหน้าที่อยู่อย่างเดียวคือดูแลข้าราชการตุลาการ ผมเปึนหนึ่งในข้าราชการตุลาการที่รัก ในกระทรวงยุติธรรม และผมกราบเรียนท่านประธานตรงนี้ล่ะครับว่าก่อนที่รัฐธรรมนูญ จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แล้วก็ให้แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมนั้น ในอดีต ต้องขออนุญาตกล่าวตรงนี้ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านไสว พัฒโน ซึ่งเปึนผู้ที่ผมเคารพรักผู้หนึ่งครับ ท่านเปึนผู้ที่มอบนโยบาย ซึ่งตอนนั้นผมช่วยท่านทํางาน ท่านบอกว่าพีระพันธุ์ไปดูสิ ผมเห็นกระทรวงยุติธรรมมานานแต่ว่าเสียงข้างนอกเขาบอก กันว่ากระทรวงยุติธรรมมันเปึนกระทรวงศาลดูแลแต่ศาล แล้วพี่น้องประชาชนจะมี กระทรวงไหนดูแลในเรื่องของความเปึนธรรมบ้าง ตรงนั้นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นในสมัย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ช่วงป้ ๒๕๓๕ ท่านรองนายกรัฐมนตรีบัญญัติได้มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาแล้วก็นําแนวทางของท่านไสว พัฒโน ไปศึกษาว่าเปึนไปได้ไหม ถ้าเราจะแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งในขณะนั้นก็มีท่านอดีตปลัดกระทรวง ยุติธรรมที่เพิ่งลาออกไป คือท่านจรัญ ภักดีธนากุล เข้ามาร่วมเปึนคณะทํางานที่ สํานักนายกรัฐมนตรีด้วย คิดหาทางกันครับว่าเอาศาลออกไปเปึนอิสระดีไหม แล้วก็ให้ กระทรวงยุติธรรมเปลี่ยนจากกระทรวงศาลมาเปึนกระทรวงที่ดูแลพี่น้องประชาชน เพราะว่าช่วงนั้นจังหวะพอดีท่านประธานอาจจะจําได้ คือมีคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูก ศรีธนะขัณฑ์ มีความไม่เชื่อถือ มีความแคลงใจของประชาชนในส่วนการทํางาน ของฝ์ายตํารวจ ขออนุญาตที่กล่าวอย่างนี้ เพราะนั่นคือความเปึนจริงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงมีความคิดกันครับท่านประธานว่าทําอย่างไรนอกจากจะให้กระทรวงยุติธรรมทําหน้าที่ เปึนกระทรวงที่ให้ความเปึนธรรมกับประชาชน เวลาประชาชนมีเรื่องเดือดร้อน เวลาประชาชนรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปึนธรรมในประเทศนี้ ถูกรังแก ถูกข่มเหงจะได้มี กระทรวงยุติธรรมเปึนคนมาแถลงนโยบายว่าจะดูแลอย่างไรให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อที่เขาจะได้มีความรู้สึกอยู่เย็นเปึนสุขเหมือนพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่มีกับท่านรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ว่าท่านต้องเปึนผู้ใหญ่เพื่อเปึน ที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนั้นจึงมีความคิดว่าเมื่อมีปัญหา ลักษณะอย่างนี้จึงจําเปึนต้องมีอํานาจตรวจสอบอํานาจของฝ์ายสอบสวน มีความคิดว่า จะต้องตั้งกรมพิเศษขึ้นมาสักกรมคือเรียกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ ณ วันนั้นไม่ได้ มาคิดภาษาอังกฤษว่าจะเปึนดีเอสไอหรือเปึนอะไรก็แล้วแต่ แต่คิดว่าต้องมีอะไร สักกรมหนึ่งขึ้นมา หรือหน่วยงานหนึ่ง แล้วก็มีอีกหน่วยงานหนึ่งที่คิดว่าต้องมีก็คือขึ้นมาทําหน้าที่เปึนที่พึ่ง ในเรื่องของการร้องทุกข์ของประชาชน ซึ่งวันนี้ก็มีเรื่องของสํานักรับเรื่องราวร้องทุกข์อะไร ขึ้นมาครับ นั่นคือที่มาและความคิดของเรา ณ ขณะนั้นคิดว่าคนที่ควรจะมาทําหน้าที่อยู่ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้รังเกียจแต่ไม่ควรจะเปึนตํารวจครับ เพราะว่าในเมื่อเรา ต้องการตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะคานหรือว่าตรวจสอบอํานาจสอบสวนของทาง ฝ์ายตํารวจ เราก็ไม่ควรจะเอาตํารวจมาสอบสวนกันเอง เพราะว่าอาจจะทําให้เกิด ข้อครหาหรืออะไรก็สุดแล้วแต่เปึนหลัก นั่นคือความเปึนมาในอดีตที่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธาน ต่อมาเรามีการยกร่างกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็ได้มี การนําความคิดนี้ไปด้วยเหตุอะไรก็สุดแล้วแต่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้กําหนดให้ กระทรวงยุติธรรมกับศาลแยกกันจริง ๆ หลังจากนั้นก็มีกฎหมายให้มาตั้งกรมสอบสวน คดีพิเศษขึ้นมาตามแนวทาง ผมเองอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ผมรู้สึกดีใจที่จะมีกรมนี้ ขึ้นมา ผมดีใจที่วันนี้พี่น้องประชาชนจะมีหน่วยงานอีกสักหน่วยงานหนึ่งที่จะเข้ามา ทํางานทําหน้าที่ที่จะเปึนที่พึ่งของพี่น้องประชาชน จะได้มีส่วนที่จะไปตรวจสอบหรือว่า ทัดทานอํานาจอื่นที่หากจะมาข่มเหงรังแกเขา แล้วเราก็คาดหวังว่าเราจะมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมที่จะมาใช้อํานาจหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีในการบริหารงาน และในฐานะ รัฐมนตรีที่กํากับดูแลกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกํากับหน้าที่อื่น ในกระทรวงยุติธรรมที่มีความเปึนธรรม มีความยุติธรรมในหัวใจ เพราะว่าที่ผ่านมานั้น ประวัติของกระทรวงยุติธรรมเราตั้งใจเปึนอย่างยิ่งครับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มีการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มีความตั้งใจเช่นเดียวกัน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จากวันนั้นมาวันนี้กลายเปึนช่วง ๔ เดือนเศษที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ท่านบริหารราชการในกระทรวงนี้ทําให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรนี้ และท่านได้ใช้อํานาจหน้าที่ของท่านหลายประการในลักษณะที่เหมือนช่วยพวกพ้อง ผมใช้คําว่า เหมือน ครับ เพราะในใจผมยังไม่อยากจะเชื่อ ผมเคารพท่านมานาน แต่ว่าจากเถยจิตเปึนอย่างไรนั้นไม่มีใครทราบ แต่จากพฤติกรรมทําให้เชื่อว่าอาจจะ เปึนไปได้ แต่ผมก็จะรอฟังคําชี้แจงของท่านวันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าผมก็ดี เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ก็ดี ท่านประธานก็ดี ท่านรัฐมนตรีก็ดี เราเปึนคนในจํานวนไม่กี่คนของคนไทยนะครับที่โชคดี ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเราเปึน ข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมตระหนักเรื่องนี้ตลอดท่านประธาน เมื่อวันก่อนนี้ เราพูดเรื่องอํานาจอธิปไตยครับ ความจริงวันนี้ก็ใช่นะครับ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ใช้อํานาจนั้นผ่านทางศาล ทางรัฐสภา และทางคณะรัฐมนตรี ที่ผมบอกว่าพวกเราโชคดี ตรงนี้อย่างไรครับ เพราะว่าเราเปึนกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มเองที่มาทํางานให้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภายใต้ ๓ องค์กรนี้ ผมกับท่านรัฐมนตรีอาจจะโชคดีกว่าเพื่อนหลายคน ท่านรัฐมนตรีทําทั้ง ๒ งานมาแล้ว คือเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปึนรัฐมนตรี ท่านอยู่ใน ๒ อํานาจที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมอยู่ใน ๒ อํานาจคือ อยู่ในอํานาจตุลาการเมื่อก่อนนี้ วันนี้อยู่ในอํานาจนิติบัญญัติ ผมอยู่ใน ๒ อํานาจ ท่านกับผมโชคดีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนั่นคือ ที่ผ่านมาครับ ตุลาการเขาถึงได้มีคําพิพากษาอยู่บนหัวกระดาษคําพิพากษาเสมอครับว่า ทําคําพิพากษาในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องจดจํา เพราะฉะนั้นในการทําหน้าที่รัฐมนตรีก็ดี ทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี เราต้องทําในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เพราะเราเปึนข้าแผ่นดิน เราไม่ได้เปึน เจ้านายของข้าราชการ ข้าราชการเหล่านั้นก็เปึนข้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเปึนตัวแทนมาทํางาน การทํางานบริหารราชการเราต้องให้ความเปึนธรรมด้วย คุณธรรมและหลักนิติธรรม เราอย่าหลงลืมไปครับว่าเราเปึนเจ้านายเขา ไม่ใช่ครับ เราจะมีนายกี่คนก็สุดแล้วแต่ครับ นายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้คือพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และเมื่อวันที่ท่านได้ไปถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก่อนที่จะเข้าสู่ ตําแหน่งและก่อนที่จะแถลงนโยบายนั้นท่านบอกว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่าจะซื่อสัตย์ สุจริตทําเพื่อประโยชน์ประชาชนเหมือนกับพวกเรา แต่ที่ต่างกันตรงไหนครับท่านประธาน ตรงที่ว่าพวกเราพูดจบเราต้องเอาไว้ในใจ ของท่านโชคดีกว่าพวกเรา โชคดีกว่าตรงที่ว่า เมื่อท่านพูดจบแล้วเพราะท่านไปพูดต่อหน้าพระพักตร์ ท่านพูดแล้วท่านมีพระบรมราโชวาท กลับมา ท่านมอบพระบรมราโชวาทที่สําคัญให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะรัฐมนตรีว่าอย่างไร ผมขออัญเชิญตอนหนึ่ง ท่านอาจจะนึกว่าแปลกทําไมคน ๓๕ คน ต้องเสียสละเพื่อคน ๖๓ ล้านคน เพราะว่าคน ๖๓ ล้านคน เขาหวังว่า คณะรัฐมนตรีจะทํางานเพื่อเขา ถ้าไม่ทํางานเพื่อประชาชนจะทํางานเพื่ออะไร ก็ขอให้ ท่านพยายามที่จะทํา อาจจะทํายากแต่เชื่อว่าท่านจะต้องทําได้ ตรงนี้สําคัญที่สุดครับ ไม่ทําเพื่อประชาชนจะทํางานเพื่ออะไร พระองค์ท่านเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมทําได้ ผมก็เชื่อว่าท่านทําได้เพียงแต่ท่านไม่ทํา ผมโชคดีเหมือนท่าน อย่างหนึ่ง ตอนที่เปึนข้าราชการตุลาการผมได้มีโอกาสเข้าเฝัาถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อหน้าพระพักตร์เหมือนท่าน ผมจําวันนั้นมาจนวันนี้ สิ่งที่พระบรมราโชวาทให้กับพวกผมไว้ ความโดยสรุปว่าความยุติธรรมตามกฎหมายกับความยุติธรรมในความเปึนจริง มันไม่เหมือนกันอย่าใช้กฎหมายทําให้เกิดปัญหา ผมยึดคํานี้มาตลอดความหมาย ของพระบรมราโชวาททรงปรีชาสามารถมากครับ ท่านไม่ใช่นักกฎหมาย ท่านไม่ได้ ประกอบอาชีพกฎหมาย แต่ท่านได้มอบแนวทางที่สําคัญของคนที่จะประกอบอาชีพ กฎหมายหรือทําหน้าที่ดูแลกฎหมาย สิ่งที่สําคัญที่สุดคนที่จะอยู่ในตําแหน่งของ การอํานวยความยุติธรรมนั้นต้องมีความยุติธรรมในตัวของท่านเองก่อน ถ้าหากว่า ท่านไม่มีความยุติธรรมในตัวของท่าน ท่านให้ความยุติธรรมแก่คนอื่นไม่ได้ ท่านไม่สามารถจะเอาความยุติธรรมของท่านไปวินิจฉัยกฎหมายต่าง ๆ ที่จะทํามาได้ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานตรงนี้เพราะอะไรครับ นับแต่วันที่ท่านได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แล้วต่อมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ไม่กี่วันเองครับ อยู่ ๆ ก็มีข่าวว่าท่านจะโยกย้ายท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในขณะนั้นคือท่านสุนัย มโนมัยอุดม ผมกราบเรียนตรงนี้ครับ ความจริงมีหลายเรื่อง อย่างท่านประธานวิปบอกไปต้องเอาให้น้อยเพราะว่าเวลาน้อย ความจริงมีอีกหลายเรื่อง แต่เอาที่เปึนข่าวก็แล้วกันท่านจะได้ตอบได้ง่ายหน่อย แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ มันอยู่ที่ว่าอะไรกันท่านเพิ่งถวายสัตย์ปฏิญาณเพิ่งเข้าทํางานไม่กี่วันเองข่าวออกมา ข่าวออกมาเสร็จ ท่านประธานครับ มีการบอกว่าจะย้าย ไม่ย้าย ท้ายที่สุดวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก็มีการย้ายท่านอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ย้าย ในลักษณะไหน ย้ายให้แต่งตั้งไปรักษาราชการในตําแหน่งที่ยังไม่มีตัวตนเลย ในความเปึนจริง ไม่มีสํานักงานทํางาน ไม่มีอะไรเลย แล้วก็ย้ายในลักษณะแต่งตั้ง มาช่วยราชการอีกตําแหน่งหนึ่งมาแทนที่ตรงจุดเดิมของท่านสุนัย ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นทําให้สังคมกังขาว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าในช่วงนั้นขณะนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอที่เราเรียกกันง่าย ๆ สั้น ๆ นั้นกําลังสอบสวน คดีสําคัญ ๆ ซึ่งอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนจํานวนมาก สิ่งที่ท่านต้องทําคือ ต้องสร้างความเชื่อถือ เริ่มมายังไม่ทันไรหลังจากถวายสัตย์ แล้วก็แถลงนโยบาย ท่านก็เริ่มทําให้ประชาชนสงสัยในความยุติธรรมที่ท่านจะมีให้กับสังคมให้กับ ประเทศชาติแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังจากท่านเยอะ คาดหวังว่าท่านจะมีความเปึนกลาง มีการสอบถามกันว่าเกิดอะไรกันขึ้น ท่านได้พยายาม อ้างกฎหมาย ผมขออนุญาตพูดง่าย ๆ สั้น ๆ นะครับ กฎหมาย ป.ป.ท. มาตรา ๖๗ เรื่อง ๓๐ วัน แต่ในความจริงไม่ใช่หรอก ความเปึนจริงท่านอยากจะย้ายท่านสุนัยไปเปึนผู้ตรวจเปึนอะไรก็สุดแล้วแต่ด้วยซ้ําไป แต่ทําไม่ได้ครับ เพราะว่าถ้าทําวันนั้นท่านปลัดกระทรวงจะลาออก ที่ผมเรียน ท่านประธานตรงนี้เพราะว่าผมได้มีโอกาสสอบถาม ท่านไม่รับและท่านไม่ปฏิเสธ ผมก็ใช้ ทฤษฎีเดียวกับที่ศาลโลกให้ไทยเสียปราสาทพระวิหารว่าการนิ่งถือเปึนการยอมรับ หรือเอสทอพเพล (Estoppel) ท่านนิ่งครับ ท่านไม่ปฏิเสธ ท่านไม่รับ ตรงนี้ละครับ คือจุดเริ่มต้นที่ทําให้ผมเข้าใจว่าท่านกําลังใช้กฎหมาย ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านควรจะใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ท่านควรใช้กฎหมาย เพื่อสร้างหลักคุณธรรมและนิติธรรมที่ดีให้กับข้าราชการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตบอกท่านประธานว่า กฎหมายมาตรา ๔๖ ของพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน ป้ ๒๕๓๔ ที่ท่านใช้ท่านใช้ผิดครับ เพราะว่าการที่ท่านจะให้ คนไปช่วยราชการท่านให้ท่านสุนัยไปช่วยไปได้เพราะไม่มีตําแหน่ง แต่การที่จะให้ อีกคนหนึ่งมา มาได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะว่าตําแหน่งนั้นยังมีตัวตนอยู่ เขายังเปึนอธิบดี เพียงแต่ท่านสั่งให้เขาไปช่วยอีกตําแหน่งหนึ่ง ในเมื่อตําแหน่งนั้นยังอยู่ แล้วเอาอีกคนมารักษาราชการได้อย่างไร มันน่าจะขัดกับมาตรา ๔๖ ไหมครับ เอาล่ะครับ ท่านอาจจะบอกว่านี่อย่างไรมันมีทางออก ทางออกคือวรรคช่วงท้ายของมาตรา ๔๖ วรรคแรก ที่ท่านพยายามใช้อํานาจของท่านในฐานะผู้รักษากฎหมาย บอกว่านี่มันมี ช่องว่ารัฐมนตรีเห็นความเหมาะสม แต่แปลกไหมครับ เพราะว่าในคําสั่งนั้นเอง ท่านกลับไม่พูดถึงความเหมาะสมที่ให้อีกท่านหนึ่งมาอยู่ตรงนี้แทน ตรงกันข้ามกับ คําสั่งที่ให้ท่านรองปลัดมารักษาราชการตําแหน่งปลัดกระทรวง ท่านไปดูสิครับ คําสั่งไม่เหมือนกันเลย ทั้ง ๆ ที่เรื่องเดียวกัน ตรงนี้อาจจะไม่มีอะไรมากหรอกครับ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าทําไม เผอิญผมไปเห็นข่าวที่ท่านทําผมไม่อยากจะ บอกว่าท่านกลั่นแกล้ง เพราะผมก็ไปคิดว่าคนอย่างท่านจะไปกลั่นแกล้งใคร แต่เผอิญ มีข่าวที่มีอยู่ในเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรที่ไปเก็บรวบรวมข่าวมา แล้วก็อยู่ในเว็บไซต์ เขาบอกว่าเขาไปสัมภาษณ์ท่านอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษท่านหนึ่ง ซึ่งเปึน น้องชายเขาบอกไม่มีอะไรหรอกครับ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ความจริงท่านไม่ได้เสียหาย หรอกครับ ท่านเปึนคนโชคดี ท่าน พันตํารวจเอก ทวี มาอยู่ที่นี่เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ล่ะครับที่บอกว่าจริง ๆ แล้วท่านอยากจะให้มา หาว่าทําอย่างไรจะให้มาต่างหาก ประเด็นคือว่ามาทําอะไร ท่านจึงหาช่องตรงนี้แหละครับที่เอาให้ท่านมา ความจริง ท่านเปึนคนโชคดี ผมก็รู้จักท่านดีครับแล้วก็นับถือท่าน แต่ว่าท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ก่อนหน้านี้ที่ผมอยากจะกราบเรียนต้องชี้ให้เห็นครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอธิบดี ในอดีตประมาณป้ ๒๕๔๗ คือท่านพลตํารวจเอกน้องชายท่านนะครับ ผมไม่อยาก เอ่ยนาม ท่านก็โอนมาเสร็จแล้ว ๑ เดือนให้หลังท่านก็พยายามจะเอาท่านทวีนี่ละครับ มาอยู่ ปรากฏว่ามีปัญหามาก ท่านไปดูประวัติศาสตร์เขาได้ครับ มีปัญหามากในการที่จะ เอาเข้ามา ติดขัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แม้เรื่องคุณสมบัติบางส่วน แต่ท้ายที่สุดก็เอาเขามา ตรงนี้ผมถึงเรียนว่าท่านไม่ได้เสียหายท่านโชคดี เพราะว่าสิ่งที่ท่านได้รับนั้นท่านได้รับ ความเมตตาจากผู้ใหญ่ แต่ว่าครั้งนี้ท่านโชคดีเปึน ๒ เท่า เพราะว่าท่านได้ทั้งพี่ชาย และน้องชายนําโชคให้ท่าน ตรงนี้ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่อยากพูด แต่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมหลายคนให้ผมบอก ต้องพูดถ้าผมยังมีความเปึนธรรม ในหัวใจ ผมต้องพูดให้เขาหลายคนที่มากับท่านวันนี้ละครับ เขาเจ็บช้ําน้ําใจมาก แต่เขาไม่กล้าแสดงออก ทําไมคนคนหนึ่งในกระทรวงยุติธรรมถึงได้รับการดูแลเปึนพิเศษ มากกว่าคนอื่น ๆ ท่านกล้าที่จะทํากฎหมายต่าง ๆ ที่จะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเปึน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า หลังจากที่ท่านได้มีการโยกย้ายแต่งตั้งก็มีการที่ นําเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี ตอนที่ท่านให้มารักษาราชการกันนี่วันเดียวกันนี้นะครับ แต่ตอนที่ท่านให้แต่ละคนไปอยู่ในตําแหน่งนั้น ทําไมมันไปคนละวันห่างกันเยอะ มันมีข่าวตามสื่อมวลชน วันนี้ผมคิดว่าท่านต้องชี้แจงเขาบอกว่ามีการพยายามจะเสนอ ให้คนอื่นมาเปึนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นี่แทนท่านผู้นี้ครับ แล้วตกลงยังไม่ได้เลย ทําให้เรื่องต้องล่าช้า แต่ท้ายที่สุดท่านก็ได้เปึน ผมถึงบอกว่าท่านโชคดีจริง ๆ แต่ท่านประธานมาดูนะครับ ผมจะลําดับเหตุการณ์ให้ท่านประธานดู หลังจากที่มี การแต่งตั้งโยกย้ายกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาวันที่ ๒๗ หรือวันที่ ๑ บางข่าวเขาว่า วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ บางข่าวเขาว่าวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๑ มีการเข้าไปแจ้งความ ร้องทุกข์กับสํานักงานสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอกรณีทุจริตบัตรเลือกตั้ง ทุจริตบัตรเลือกตั้ง วันที่ ๒๗ วันที่ ๓๑ มีนาคม ท่านรักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้นําคณะ ชุดใหญ่ของสํานักงานสอบสวนคดีพิเศษไปที่สํานักงาน กกต. ไปตรวจสอบเรื่องนี้เลยครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ แล้วมีการไปตรวจสอบบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เดือดร้อน ไหมครับ เดือดร้อนจากการใช้อํานาจหน้าที่ วันที่ ๓๑ ยกไปเลยครับ พอมาวันที่ ๑ เมษายน คณะรัฐมนตรีรับทราบแต่งตั้งท่านรักษาการเปึนอธิบดีตัวจริง พอมาวันที่ ๒ เมษายน กลุ่มคนวันเสาร์ก็ไปใหม่ครับ ไปร้องเรียนเรื่องของการฮั้วประมูลที่ สตง. พอมาวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ท่านประธานครับ ผมจะขอเพื่อความรวดเร็วผมไม่แสดงเอกสาร แต่ผมให้ ท่านประธานได้ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม มีการปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนของท่านอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่ โดยเปึนการประเมินผลงานระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ประเมินเลยครับ ขึ้นเงินเดือน พอมา วันที่ ๑๕ พฤษภาคมก็มีการแต่งตั้งท่านอดีตอธิบดีคือท่านสุนัยเปึนเลขาธิการ ป.ป.ท. อย่างเปึนทางการ พอมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม มีการโอนและรับโอนท่านอธิบดีท่านใหม่ อย่างเปึนทางการในระบบบริหารราชการของกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ปรับขึ้นเงินเดือน ให้ท่านอธิบดีท่านนี้อีก ๑ ครั้งภายใน ๑๔ วัน ท่านประธานเปึนผู้ใหญ่ของสภาคนหนึ่ง ท่านประธานเคยได้ยินลักษณะแบบนี้ไหมครับ ผมถึงบอกว่าท่านโชคดี แต่ว่าทําไม ท่านอื่นในกระทรวงเขาไม่ได้โชคดีอย่างนี้บ้าง แล้วหลังจากนั้นมาท่านประธานก็จะเห็นว่า เริ่มมีข่าวอะไรต่าง ๆ อีกหลายเรื่องตามมา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในส่วนนี้มีการที่จะแก้ไขปัญหาคดีสําคัญคดีหนึ่งคือคดีเอสซี แอสเสท หลังจากที่มี การเปลี่ยนแปลงตรงนั้นกันขึ้นมาแล้ว ท่านประธานครับ วันนี้ท่านรองอธิบดีซึ่งเปึน หัวหน้าชุดสอบสวนก็ยังเปึนอยู่ วันนี้ท่านแทบจะไม่รับรู้เรื่องอะไรเลย อันนี้ก็แบบเดียวกัน ผมได้ข่าวมาผมถาม ท่านมีมารยาทท่านไม่ตอบแล้วท่านก็ไม่ปฏิเสธ ท่านไม่รับเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ทําให้เกิดความคลางแคลงใจเปึนอย่างยิ่งต่อสังคมต่อสาธารณชน และจาก พวกกระผมครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าหลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีปัญหาอื่น ตามมาอีกครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะต้องนําเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. ท่านจะต้องนําเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามกฎหมาย ป.ป.ท. ซึ่งท่านประธาน ก็เปึนประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในช่วงนั้น เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ซึ่งความเปึนจริง แล้วตามกฎหมายฉบับนี้ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งอันนี้ต้องอ่านนะครับ ตามกฎหมายฉบับนี้ มาตรา ๖๖ เขาบอกว่าท่านจะต้องดําเนินการแต่งตั้งให้เสร็จภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับคือตั้งแต่วันที่ ๒๔ เพราะฉะนั้นต้องนับจากวันที่ ๒๕ ครบกําหนด ๖๐ วันคือวันที่ ๒๔ แต่ก่อนหน้านี้ครับ ตอนที่ท่านใช้เหตุโยกย้ายอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือท่านสุนัย มโนมัยอุดม ท่านไปใช้มาตรา ๖๗ ซึ่งต่อเนื่องกัน ในมาตรา ๖๗ นั้น ท่านบอก ไม่ได้ครับ ต้องรีบทําเพราะมีกําหนดเวลาให้ทําภายใน ๓๐ วัน ท่านเห็นว่าท่านสุนัย มีความรู้มีความสามารถจะต้องรีบส่งไปอยู่ตรงนั้น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตั้งไม่ได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้าหากนับกําหนดเวลา ๓๐ วันจริง ๆ มันจะอยู่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ท่านเข้ามารับตําแหน่งบริหารราชการตั้งแต่วันที่ ๑๘ ท่านรีบทําตรงนี้เลย แต่ว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานจําได้ท่านมาชี้แจงเยอะเลยบอกจําเปึนมาก สัมภาษณ์สื่อมวลชนท่านก็บอกไม่อย่างนั้นจะผิดกฎหมายครับ ท่านบอกไม่อย่างนั้น จะผิดกฎหมายฉบับนี้ ป.ป.ท. มีกําหนด ๓๐ วัน แต่ว่าในกรณีตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ๖ คน ท่านใช้เวลานานมาก ท่านประธานเห็นไหมครับ ในการที่จะสั่งให้ท่านสุนัยไปทํา หน้าที่รักษาราชการเลขาธิการ ป.ป.ท. นั้น ท่านใช้เวลาเพียงแค่ ๓-๔ วันนับแต่วันเข้าสู่ ตําแหน่ง แต่ตอนพิจารณาเรื่องของกรรมการท่านใช้เวลานานมาก ประเด็นเกิดขึ้น ในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านประธานจําได้ เกิดขึ้นอย่างไรครับ เกิดขึ้นว่าท่านยื่นนําเรื่อง เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเกินระยะเวลา ๖๐ วันหรือไม่ ซึ่งก็ได้มีนักกฎหมายจํานวนมากเลย ที่มาช่วยท่าน พยายามบอกเลยครับหาช่องกัน แม้แต่ท่านรักษาราชการปลัดกระทรวง วันนี้ก็บอกว่าไม่เกินเวลา มาวันที่ ๒๕ มาช่วยอะไรท่านอยู่ตรงนั้น เอกสารก็มีปัญหา ท่านบอกว่าวันที่ ๒๘ วันที่ ๒๕ อะไรนั่นนะครับ ท่านคงจําได้ของเดือนมีนาคม แต่ว่ามี นักกฎหมายจํานวนมากไปหาทางออกให้ท่านครับ แล้วไปบอกว่าอย่างไรครับท่านประธาน บอกว่าระยะเวลา ๖๐ วันนี้ไม่มีโทษกําหนดไว้ เพราะฉะนั้นไม่เปึนไร ท่านประธานคงจําได้ เรื่องนี้ ท่านประธานเห็นมาตรฐานของท่านรัฐมนตรี ตอนที่ท่านจะโยกย้ายท่านอดีต อธิบดีดีเอสไอ ท่านสุนัย มโนมัยอุดม ท่านบอกไม่ได้เลย กําหนดเวลาตามกฎหมาย มาตรา ๖๗ ๓๐ วัน ถ้ามาอยู่ในกรอบเวลานั้นเดี๋ยวผิดกฎหมายพอมามาตรา ๖๖ ๖๐ วัน ท่านทําไม่ทันตามนั้น ท่านบอกทําได้เพราะว่าไม่มีโทษกําหนดไว้ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ท่านก็มาชี้แจง ท่านบอกว่าท่านได้รับหนังสือวันที่ ๒๕ ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วท่านได้ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ อันนี้ท่านก็คงมีเหมือนผม วันที่ ๒๔ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ท่านได้รับหนังสือ เอกสารรายงานว่าขอให้ท่านทํารายการตรงนี้มา แล้วก็หนังสือนี้มีเลขรับถูกต้องที่ สํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมยื่นต่อรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ส่งรายชื่อไปให้ท่าน จํานวน ๑๔-๑๕ คน ผมไม่ต้องพูดหมดนะครับ เพื่ออะไรครับ เขาต้องเลือก ๖ คน ๖ คน ในที่นี้เขาให้ท่านรัฐมนตรีไปลงเลขในจํานวนนี้เอง แต่ว่าในจํานวน ๖ คนนี้ มีอยู่ ๑ คน ซึ่งท่านรัฐมนตรีใส่ชื่อเข้าไป ให้เขาใส่ชื่อเข้าไปครับท่านเลือกมา ขออภัยเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เสียหายอะไรครับ เพราะว่าท่านคือท่านไสว พราหมณี อดีตสมาชิกพรรครัฐบาล และอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรครัฐบาล ประเด็นมาอยู่ตรงนี้ครับ ท่านเปึนคนส่งชื่อตรงนี้ ไปให้ทางคณะกรรมการ แล้วคณะกรรมการเขาก็ทํางานตามที่ท่านได้ใส่ชื่อเข้าไป แล้วก็ ส่งมาให้ครับ แต่ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ถ้าท่านประธานจําได้วันนั้น เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีเอาเข้าสภาผู้แทนราษฎร มีการถกเถียงพูดกันมาก พูดกันเยอะมากว่า ๑. ระยะเวลาได้ไหม แล้วถกเถียงกันอยู่ตรงนั้น พวกเราเข้าใจว่าพูดจบแล้วจะต้องมาพูด เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณา ปรากฏว่าที่ประชุมรวบรัดเลยครับ ลงมติ ผ่านไปเลย เสร็จแล้ววันนี้ไปติดอยู่ที่วุฒิสภา ความล่าช้าเกิดขึ้นอีกไหมครับท่านประธาน นี่คือรูปแบบหนึ่งแต่ประเด็นมันอยู่ตรงไหนครับ มันอยู่ตรงที่ว่าท่านที่ผมเอ่ยนามไป เมื่อสักครู่คือท่านไสวนั้นท่านเปึนสมาชิกพรรคการเมือง แต่ว่าเปึนผู้ที่ท่านรัฐมนตรี เสนอชื่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าทางกระทรวงส่งรายชื่อ ทั้งหมดให้ท่านรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มีนาคม และเพื่อไม่ให้มีข้อครหาท่านไสว พราหมณี ก็เลยลาออกจากพรรครัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๑ ท่านประธานเปึนไปได้ อย่างไรครับ ท่านรัฐมนตรีเสนอชื่อไปให้ทางกระทรวงใส่ไปในรายการให้เปึนผู้มีสิทธิได้รับ การคัดเลือกเปึนคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อเปึนการปัองกันปราบปรามการทุจริตภาครัฐ แต่บุคคลที่ท่านส่งไปให้เสนอชื่อนั้นเปึนสมาชิกพรรคการเมือง และเปึนผู้ที่ลงสมัคร แน่นอนครับ อาจจะมาบอกว่าไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่เปึนเรื่องที่ไม่ควรกระทําใช่ไหม ผมทราบครับ ท่านกําลังจะบอกผมว่าในกฎหมายใช้คําว่า ตําแหน่งทางการเมือง แต่ผมถามท่านครับ ผมถึงบอกว่าเรื่องของการขาดนิติธรรม ขาดจริยธรรม ท่านไม่ควร กระทําแบบนี้ ท่านได้พยายามที่จะแก้ปัญหาถึงได้มาลาออกวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๑ หลังจากที่ท่านได้ลงเลข ๒ ไว้ที่ข้างหน้าชื่อของท่านไสวเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม เหตุนี้ อีกหรือเปล่าครับที่ทําให้การเสนอชื่อต่าง ๆ ไปถึงคณะรัฐมนตรีต้องล่าช้าและเปึนเหตุนี้ หรือเปล่าครับที่ทําให้การเสนอชื่อเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต้องล่าช้าตามไปด้วย ท่านไม่ได้ คํานึงเลยว่ากฎหมายให้ท่านทําอย่างไร ถ้าหากว่าพรรคพวกของท่านจะได้ประโยชน์ ท่านไม่ได้คํานึงเลยว่ากฎหมายจริง ๆ จะต้องมีผลอย่างไรเพียงขอให้คนที่ท่านเลือก ได้มีโอกาส ผมอาจจะเข้าใจผิดแต่นี่คือพยานหลักฐานที่ทําให้เราเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท่านผู้ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เปึนความผิดของท่าน แต่ประเด็นคือท่านรัฐมนตรี เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม การที่จะทําให้กระทรวงยุติธรรมเปึนกระทรวง ที่เปึนธรรม ผมอยากจะขออนุญาตว่า สิ่งที่พวกผมยึดกันอยู่เสมอครับและข้าราชการ กระทรวงยุติธรรมวันนี้หลายคนที่จากสายตุลาการหรือนักกฎหมายที่ยึดเอาไว้ก็คือ พระบรมราโชวาทอย่างที่ผมได้กราบเรียนไว้ ผมไม่เอามาอ่านให้เสียเวลา คือความจริง อยากอ่านแต่ว่าไม่อยากให้ประธานเสียเวลาเพราะว่าเวลาก็น้อยลงตลอด ผมถึงพยายาม ไม่แสดงเอกสารเลย แต่ทั้งหมดนี่ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีทราบว่าเปึนความจริง ท่านไสว พราหมณี เอกสารของ กกต. ที่ตรวจสอบได้นะครับ ท่านเปึนสมาชิกพรรค หมายเลข ๘๗๐๒ เลขประจําตัวประชาชน ๓๑๐๒๐๐๒๗๐๓๖๘๓ ท่านสมัครเปึน สมาชิกพรรคเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ แล้วก็วันที่พ้นสมาชิกภาพวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๑ หลังจากวันที่ท่านรัฐมนตรีส่งชื่อไปให้ทางคณะกรรมการและหลังจากวันที่ รัฐมนตรีเลือกให้ไปอยู่ในลําดับที่ ๒ เกือบ ๑ เดือนท่านประธาน แล้วหลังจากที่ท่านได้ ลาออกแล้วถึงได้มีกระบวนการตรากฎหมายอื่น ๆ เพื่อจะนําสู่คณะรัฐมนตรีหรืออะไร ก็สุดแล้วแต่ แต่ที่สําคัญขั้นตอนเปึนอย่างไรมาถึงสภาผู้แทนราษฎรล่าช้ากว่าตามที่ กฎหมายกําหนด และท่านประธานคงจําได้นะครับ เหตุผลที่ท่านรัฐมนตรีพยายามอธิบาย และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่ไม่ได้มีความเปึนธรรมในกฎหมายเหมือนที่มี พระบรมราโชวาทไว้ก็พยายามหาทางออกให้ บอกว่าไม่มีโทษ ก็ถ้าถามว่าถ้าไม่มีโทษแล้ว มาตรา ๖๗ ที่ไปย้ายท่านสุนัยบอกไม่ทันมันเปึนอย่างไร แล้วกรณีของท่านสุนัย ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อบ่งชี้ว่าเถยจิตคืออะไร ตั้งแต่ท่านไปนะครับ วันนั้นยังไม่มีอะไรเลย แล้วไปทําอะไรครับ มาตรา ๖๗ ที่ท่านหยิบยกมาอ้าง เขาบอกว่า ให้กระทรวงยุติธรรม สํานักงาน ป.ป.ท .และอีกหลายหน่วยงานมาร่วมกันทําโครงสร้าง ปรากฏว่าถ้าท่านประธาน จําได้ วันนั้นผมก็พูด ผมบอกว่าลองถ้าหากว่าจะให้ท่านไป ทําไมไม่เอาคนที่ดูแล เรื่อง ป.ป.ท .ไปโดยตรง ท่านดูแลมาตั้งแต่ต้น ท่านรองอธิบดีดีเอสไอคือท่านธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งกําลังจะไปเปึนตัวจริงอีกไม่นาน วันนั้นท่านก็บอกไม่ได้ แต่ปรากฏว่าถ้าไม่ได้ เมื่อท่านสุนัยไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ทําไมคนที่ทําเรื่องทั้งหมดในทางความเปึนจริง ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับสํานักงานเลขาธิการ ป .ป .ท .เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรนี้คือ ท่านธาริต เพ็งดิษฐ์ เหมือนเดิม สรุปแล้วก็คือย้ายท่านสุนัยไปแขวนไว้ลอย ๆ แล้วนี่ก็คือ ประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ท่านรัฐมนตรีใช้กฎหมายในมือ โดยไม่ยึดมาตรฐานที่ถูกต้อง อย่างกรณีกรรมการ ป .ป .ท .ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปนั้น ท่านประธานครับ อย่าคิดว่าเปึนครั้งแรกความจริงท่านรัฐมนตรีสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ท่านเปึนคนโชคดีที่สุดจริง ๆ เลยในบรรดาพวกเราที่ได้ไปอยู่ตรงนั้นนะครับ อยู่ตรงตําแหน่ง รัฐมนตรี เชื่อหรือไม่ครับว่าทุกครั้งที่ท่านไปอยู่ตรงนั้น ท่านจะเปึนคนมีอํานาจแต่งตั้ง คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบตลอดเวลาเลย เมื่อประมาณป้ ๒๕๔๐ ท่านเปึนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปัองกัน ปราบปรามการทุจริตในอดีตที่เรียกว่า ป .ป .ป .มาครั้งหนึ่งครับ ท่านคงจําได้นะครับ ในครั้งนั้นเกิดปัญหาแบบเดียวกันกับครั้งนี้เลย แล้วเมื่อท่านนําเรื่องเข้าสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ก็เกิดปัญหาแบบเดียวกับครั้งนี้ละครับ ท่านอดีตผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านชวน หลีกภัย ก็เปึนผู้หนึ่งที่ลุกขึ้นอภิปรายถึงความไม่เหมาะสม หลายประการ ท่านก็ไม่เชื่อครับ ทําแบบเดียวกันเลยครับ เสร็จแล้วไปเจอปัญหา ที่วุฒิสภาเหมือนกันเลย วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ วุฒิสภาไม่ผ่าน ๒ ท่าน ๑ ใน ๒ ท่าน ที่ไม่ผ่านนั้นเพราะว่ามีประวัติทุจริต มาครั้งนี้เห็นไหมครับ ผมถึงไม่เข้าใจว่าทําไม ท่านถึงต้องทําแบบนี้อยู่เสมอเลย ท่านประธานไปดูรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ วุฒิสภาก็ได้ ๑๑ ป้ให้หลังท่านกลับมามีโชคดีอีกครั้ง เปึนคนที่มีอํานาจแต่งตั้ง ผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลการปัองกันปราบปรามการทุจริต แต่ในการคัดตัวบุคคลที่จะไป ทําหน้าที่ท่านกลับทําเหมือนเดิม ตรงนี้ล่ะครับที่ผมเรียนว่าท่านไม่เหมาะสมจริง ๆ ท่านไม่ได้ยึดพระบรมราโชวาทเลย ที่บอกว่าประชาชนเขาคาดหวังให้ท่านทําให้เขา ไม่ทําให้เขา ทําเพื่ออะไร ไม่ใช่ให้ท่านมาทําเพื่อพวกพ้อง ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ผมไม่เคยคิดเลยว่าท่านที่ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะใช้อํานาจ ในกฎหมายเปึนอย่างนี้ และที่ผมเสียใจมากกว่าท่านรัฐมนตรีคือใครครับ บรรดา ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมที่พยายามช่วยบิดเบือนข้อกฎหมาย ขณะนี้ก็กําลังช่วยกัน อยู่ข้างหลังนั่นแหละครับ แต่คนที่ช่วยท่านหลายคนก็เปึนคนให้ข้อมูลผมครับ