หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร อภิปรายเรื่องไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา โดยอ้างถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพในความตกลงที่ทำไว้ และเสนอตั้งคำถามเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน โดยกล่าวว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และมีผลกระทบต่ออาณาเขตและอธิปไตยของประเทศไทย และจึงควรได้รับความเห็นชอบจากสภา
ขอบพระคุณมากครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะผมไม่สามารถไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องที่มีการดําเนินการ เกี่ยวกับเขาพระวิหาร ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านเปึนโดยตําแหน่ง เปึนประธานสภาความมั่นคง และท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านเปึนประธานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน และวันที่ ๑๗ มิถุนายน ตามลําดับ ซึ่งการประชุมทั้งสองได้อนุมัติคําแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับ เขาพระวิหาร เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเปึนมรดกโลกโดยฝ์ายกัมพูชา แต่เพียงฝ์ายเดียว ผมลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ผมมิได้ลุกขึ้นด้วยความอยากที่จะได้ เปึนรัฐบาลหรอกครับ ผมลุกขึ้นมาในวันนี้ด้วยความเสียใจครับ ผมเสียใจที่มีวันนี้และผม เสียใจที่จะต้องอภิปรายในวันนี้ ท่านประธานครับ หลังจากวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาผมรู้สึกดีใจมากครับ ดีใจเพราะว่าหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เราจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง สําหรับตัวกระผมเองพรรคประชาธิปัตย์ จะเปึนรัฐบาลหรือไม่ เปึนเรื่องรองครับ ขอให้ประเทศชาติมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกครั้งหนึ่งและที่สําคัญคือรัฐบาลนั้นจะต้องขับเคลื่อนให้ประเทศชาติของเราเดินหน้า ให้พ้นจากยุคเผด็จการและทําให้มีการตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ อย่างเต็มที่ แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับทําให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง ไม่เพียง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องช่วยดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนได้เท่านั้น แต่ยัง ซ้ําเติมให้ประเทศชาติบอบช้ํามากขึ้นอีก ผมถึงเสียใจที่มีวันนี้ ผมเสียใจที่จะต้องลุกขึ้นมา อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนหนึ่งก็เปึนเรื่อง ส่วนตัวครับ ท่านกับผมรู้จักกันมานานแล้วเคยร่วมมือร่วมใจกันทํางานในหลายวาระ ในหลายเรื่อง แต่ความรู้สึกส่วนตัวเปึนเรื่องรองครับ เรื่องของประเทศชาติต้องมาก่อน ผมเชื่อว่าถ้าสถานภาพเรากลับกัน ท่านอยู่ข้างล่าง ผมอยู่ข้างบน ท่านก็คงต้องทําเหมือนที่ ผมทํา ที่สุดสําคัญกว่าเรื่องส่วนตัวคือเรื่องประเทศชาติครับ ผมรู้สึกเสียใจที่จะต้องอภิปราย ผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศ ท่านประธานครับ เปึนเรื่องของส่วนร่วมโดยแท้จริงจะมาวิพากษ์วิจารณ์กันง่าย ๆ บ่อย ๆ หรือจะมีการโต้กัน รายวันมิได้ครับ เพราะผลประโยชน์ส่วนรวมอาจจะเสียหายถูกกระทบกระเทือนได้ และตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปึนตําแหน่งที่ต้องมี ความสง่างาม มีศักดิ์ศรี เปึนหน้าเปึนตา เปึนภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศชาติ จะมาอภิปราย ไม่ไว้วางใจกันบ่อย ๆ ไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ผมต้องทําครับ ต้องทําด้วยเหตุผลที่ผมจะ กล่าวต่อไป ผมรู้สึกเสียใจอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมต้องการให้ไทยกับกัมพูชาเปึนมิตรที่ดี ต่อกันเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นที่จะทําให้ความสัมพันธ์ ระหว่างกันตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา กระผมเองได้พยายามสนับสนุนให้กัมพูชา เปึนประเทศที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ ความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด นับแต่ เวลาที่เกิดปัญหาที่เราเรียกว่า ปัญหากัมพูชา นับแต่ช่วงที่ผมยังคงเปึนนักวิชาการอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผมเปึนที่ปรึกษาทางด้านนโยบายของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ ในนโยบายที่แปรสนามรบเปึนตลาดการค้า และผมได้พยายาม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชามาโดยตลอดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมคิดว่าผมมีส่วนน้อย ๆ ในการผลักดันให้กัมพูชาเปึนสมาชิกของอาเซียนครับ ดังนั้นผม ลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ด้วยความปรารถนาดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา มิใช่ด้วยเหตุผลที่ต้องการทําลายความสัมพันธ์หรือทําให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ระหว่างกัน ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง ผมลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ด้วยความปรารถนาที่จะให้ ๒ ประเทศนี้ร่วมมือกัน อย่างยั่งยืนและในทางที่เปึนประโยชน์สูงสุดสําหรับทั้ง ๒ ฝ์าย มิใช่ให้ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง ได้เปรียบซึ่งกันและกัน ซึ่งย่อมจะเปึนพื้นฐานของความขัดแย้งต่อกันต่อไปได้ ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบมากกว่ากัน แต่ผมทราบดีครับว่าแม้ว่าผมจะอภิปรายอย่างไรคงต้องมีการ มองว่าผมต้องการสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ผมเสียใจตรงนี้ ผมจะขออภิปรายโดยเน้นเรื่องแถลงการณ์ร่วมเท่านั้นครับ บางทีอาจจะต้องมีส่วนที่ซ้ํากับ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแต่ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงครับ แต่เพื่อ ความเข้าใจที่ตรงกันบางทีก็ต้องกล่าวสิ่งที่เหมือนกันบ้างเพราะมันเปึนข้อเท็จจริง ดังที่ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไว้แล้วนะครับ ได้มีการลงนามแถลงการณ์ ร่วมระหว่าง ๓ ฝ์าย เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปึนผู้แทนของไทย โดยรองนายกรัฐมนตรีสก อาน เปึนฝ์ายเขมร แล้วก็ผู้ช่วยผู้อํานวยการ ของยูเนสโกนะครับ วันที่ ๑๘ มิถุนายน สาระสําคัญท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียนให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบแล้วครับ
ประการแรก ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทพระวิหารเปึน มรดกโลกโดยกัมพูชาแต่เพียงฝ์ายเดียว และนอกจากนั้นแล้วข้ออื่นยังเปึนความตกลง ที่ผูกพันครับ ผูกพันทั้งในส่วนที่เรียกว่า บัฟเฟอร์ โซน หรือเขตกันชน และในส่วนที่ทั้ง ๒ ฝ์ายได้ตกลงที่จะบริหารจัดการร่วมกันในบริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารนะครับ แล้วก็มีข้อผูกพันในระดับหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับแผนที่ที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้อีก ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ แถลงการณ์ร่วม ๓ ฝ์าย เมื่อ ๑๘ มิถุนายน เปึนหนังสือ สัญญาที่มีนัยที่กว้างไกลมากครับ กว้างไกลกว่าเรื่องเช่นว่า ทํารังวัดถูกต้องหรือไม่ การวาดแผนที่ถูกต้องหรือไม่ และนัยที่กว้างไกลดังกล่าวมีผลครับ มีผลที่จะทําให้ ประเทศชาติเสียหายในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปนับแต่วันนี้เปึนต้นไป ก่อนอื่นเพื่อ ความเข้าใจตรงกัน ผมขอกราบเรียนให้ท่านประธานทราบโดยสังเขปอีกสักครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับข้อเท็จจริงคดีปราสาทพระวิหารนะครับ ท่านประธานครับ คงไม่ต้องปฏิเสธนะครับว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าศาลโลกได้มีคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของ กัมพูชา โดยคําพิพากษาโดยเสียงข้างมาก ๙ กับ ๓ และคงปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า หลังวันที่ ๑๕ มิถุนายน ป้เดียวกัน ฝ์ายไทยได้ถอนธงไตรรงค์และทหารออกจากปราสาท พระวิหารตามที่ศาลโลกได้ลงมติไว้ แต่ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีใช้คําว่า เรายอมรับ โดยนัยว่า เรายอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่ครับ เราไม่เคยยอมรับไม่เคยให้ความเห็นชอบต่อคําพิพากษา เรายอมปฏิบัติตามเท่านั้นเองครับ ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ฝ์ายไทยได้ตั้งข้อสงวนรวมทั้งคําคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ คําพิพากษาเสียงข้างมากอย่างชัดเจน ซึ่งปรากฏและเห็นอย่างชัดเจนในหนังสือของ ดอกเตอร์ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ถึงนายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถึงแล้ว เรื่องการถอนธง ถอนทหารนั้นรัฐบาลไทยถือว่าเปึนการเคารพคําพิพากษาของศาลโลก ตามพันธกรณีแห่งความเปึนสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งกฎบัตรของสหประชาชาติได้ระบุไว้ ในมาตรา ๙๔ ว่า สมาชิกต้องเคารพคําพิพากษาของศาลโลกนะครับ ซึ่งจุดยืนของไทยในเรื่อง นี้ชัดเจนมากครับ จากแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังที่ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายไว้แล้ว มิใช่เปึนการยอมรับคําพิพากษาของศาลโลก ไม่ใช่นะครับ คําพิพากษา ของศาลโลกได้แยกแยะระหว่างปราสาทพระวิหาร ซึ่งตนได้ตัดสินว่าตั้งอยู่ในอาณาเขต ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แยกแยะคําว่า ปราสาทพระวิหาร กับคําว่า บริเวณปราสาท พระวิหาร หรือเทมเพิล แอเรียซึ่งศาลโลกมิได้พิพากษาว่าเปึนของไทย เพื่อปฏิบัติตาม คําพิพากษารัฐบาลไทยมองว่าต้องมีแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ตลอดจนการกําหนดแนวเขต บริเวณปราสาทพระวิหารให้ชัดเจน เพื่อเกิดความเข้าใจให้ตรงกันและเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นเปึนผู้ชี้แนวเขต และล้อมรั้ว มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ท่านประธานครับ ไม่ได้เปึนการกําหนด เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ทําไมครับ เพราะจุดยืนไทยเปึนจุดยืนที่เรามีมาโดยตลอดครับ ไทยยังถือว่าเขตแดนที่ถูกต้องคือเขตแดนตามสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งบริเวณเขาพระวิหาร หมายถึง เขตแดนที่เปึนสันปันน้ํา
เหตุผลประการที่สอง คือว่าไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไหนหรอกครับที่การกําหนด เขตแดนนั้นจะทําขึ้นโดยฝ์ายเดียวได้ทําไม่ได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทําขึ้นโดยมติของ คณะรัฐมนตรี ดังนั้นไม่มีทางครับ ไม่มีทางที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ จะเปึนการกําหนดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ความหมาย ท่านประธานครับ ไทยไม่เคยตกลงยอมรับอํานาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ไทยได้ตั้ง ข้อสงวนคัดค้านไว้ มีการกล่าวว่าตามมาตรา ๖๐ ของธรรมนูญแห่งศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ กําหนดให้ข้อสงวนดังกล่าวมีอายุความ ๑๐ ป้ ถูกต้องครับ แต่ยังมีข้อ ๖๑ ที่กําหนดให้มีอายุความ ๑๐ ป้ แต่ยังมีข้อ ๖๐ อยู่ครับ ซึ่งมีข้อความว่า คําพิพากษาเปึนที่ สิ้นสุดและไม่มีการอุทธรณ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบข่ายของ คําพิพากษา ศาลจะวินิจฉัยคําร้องของฝ์ายใดก็ได้ ข้อ ๖๐ ไม่มีอายุความครับ ในความเห็นของ นักกฎหมายหลายท่าน รวมทั้งศาสตราจารย์ดอกเตอร์สมปอง สุจริตกุล ซึ่งต้องถือว่า เปึนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศระดับโลกคนหนึ่งครับ และเปึนผู้ยกร่างหนังสือ ของดอกเตอร์ถนัดถึงนายอูถั่น ท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่า ผมขออนุญาตท่านอ่านนะครับ ข้อสงวนที่รัฐบาลไทยได้ตั้งไว้รวมทั้งคําคัดค้านไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาเสียงข้างมาก ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ มีขอบเขตกว้างขวาง หาได้จํากัดเฉพาะการร้องขอให้ศาลพิจารณาทบทวนคําพิพากษาตาม ข้อ ๖๐ ของธรรมนูญ ศาลยุติธรรมแต่อย่างใด ข้อสงวนของไทยครอบคลุมถึงธรรมนูญศาลทั้งหมดรวมทั้งข้อ ๖๐ ซึ่งไม่มีการจํากัดเวลา ๑๐ ป้เช่นข้อ ๖๑ นอกจากนั้นยังคลุมถึงกฎบัตรสหประชาชาติทั้งฉบับโดยเฉพาะข้อ ๓๓ ที่เป่ดโอกาสให้คู่กรณีแสวงหาช่องทางระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธี อาทิ อนุญาโตตุลาการ คณะกรรมการประนอมหรือคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ข้อสงวนของไทยจึงเป่ดโอกาสให้ กัมพูชาแสดงมิตรไมตรีต่อไทยโดยเสนอคืนอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารให้ไทย หรือยินยอมให้ใช้อํานาจอธิปไตยร่วมกันตามที่กัมพูชาได้เคยเสนอเมื่อ ๕๐ ป้ก่อน ดังนั้น ท่านประธานครับ ตามที่ไทยสนับสนุนให้กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียง ฝ์ายเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น หมายถึง การถอนข้อสงวนครับ ซึ่งการถอนข้อสงวน ดังกล่าวบวกกับคําให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศที่บอกว่าเขาพระวิหารเปึนกรรมสิทธิ์ของกัมพูชานะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ พูดอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา มันเปึนที่ของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา การถอนข้อสงวนดังกล่าวบวกกับคําสัมภาษณ์ของหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศซึ่งรับผิดชอบโดยเฉพาะ หมายถึง การยอมรับอธิปไตยของ กัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารครับ เปึนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยหลังจาก การพิพากษาเมื่อป้ ๒๕๐๕ ครับ ยิ่งไปกว่านั้นแถลงการณ์ร่วมในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ที่ผ่านมายังได้พูดถึงบัฟเฟอร์ โซนเขตกันชนแล้วก็เขตที่ต้องจัดการบริหารร่วมกัน รอบปราสาทพระวิหารอีกด้วย ซึ่งเปึนพื้นที่ที่ถ้าดูตามสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเมื่อป้ ๑๙๐๔ เปึนของเราครับ ดังนั้นการที่เราตกลงกันในลักษณะนี้ในที่สุดแล้วดังที่ท่านผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวถึงอาจจะมีนัยต่อสถานภาพของพื้นที่ในอนาคตอีกด้วย แต่ที่ แน่ ๆ ครับ คําแถลงการณ์ฉบับวันที่ ๑๘ มิถุนายน มีนัยต่ออาณาเขตของไทย
คําถามต่อไปท่านประธานครับ คือในตัวของมันเองคําแถลงการณ์ร่วม มีน้ําหนักมีความสําคัญแค่ใด ฝ์ายรัฐบาล ทั้งฝ์ายการเมืองแล้วก็ฝ์ายข้าราชการประจํา มักจะพูดว่า คําแถลงการณ์ร่วมมิใช่สนธิสัญญา มันไม่มีข้อผูกพัน คําว่า สนธิสัญญา คืออะไรครับ เราต้องตั้งคําถามนี้ก่อนเพื่อที่จะตอบคําถามว่าแถลงการณ์ร่วมนี่เปึนหรือไม่เปึน สนธิสัญญา ท่านประธานครับ อะไรคือสนธิสัญญา ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย แห่งสนธิสัญญาเมื่อป้ ๑๙๖๙ ความหมายของคําว่า ทรีตี (Treaty) หรือที่เราแปลเปึน คําว่า สนธิสัญญา เปึนความหมายที่กว้างมากครับ นี่คืออนุสัญญาเวียนนานะครับ แล้วก็ หมวด ๒ มาตรา ๑ เอ (A) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน คําว่า สนธิสัญญา หมายถึง ความตกลง ระหว่างประเทศโดยรัฐ ซึ่งเปึนลายลักษณ์อักษรและอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเปึนเอกสารฉบับเดียวหรือเปึนเอกสาร ๒ ฉบับ หรือมากกว่านั้น ซึ่งมีความเกี่ยวโยง ระหว่างกันและไม่ว่าความตกลงนั้นจะเรียกชื่อว่าอย่างไร เปึนคําแปลของผมเอง ถ้าเจ้าหน้าที่ กระทรวงบอกว่าผมแปลผิดก็แปลมาให้ดีกว่านี้ก็แล้วกันครับ คําแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน เปึนความตกลงเปึนลายลักษณ์อักษรลงนามโดยทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้อง หรือตัวแทนผู้มีอํานาจเต็มของทุกฝ์ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นตามความหมายของอนุสัญญาฉบับนี้คําแถลงการณ์คือสนธิสัญญาครับ ไม่ทราบว่า เมื่อไรนะครับ แต่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาจจะได้รับโน้ต เล็ก ๆ จากข้างหลังว่าไทยไม่เคยเปึนภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ แต่ที่สําคัญครับ เราไม่เคยเปึน ภาคีของสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับด้วยกัน ฉบับหนึ่งแน่นอน คือเรื่องกฎหมายทะเล อีกฉบับหนึ่งคืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพของ ผู้ลี้ภัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ แต่ว่าความตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ เอกสารเหล่านี้ อนุสัญญาเหล่านี้เราได้ปฏิบัติตามมาโดยตลอดครับ จึงได้ถือได้ว่าเรายอมรับว่าเอกสาร เหล่านี้ ความตกลงเหล่านี้เปึนส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศโดยจารีตประเพณี ดังนั้นจะปฏิเสธว่าเราไม่ยอมรับอนุสัญญาฉบับนี้มิได้ครับ ถามว่าเคยมีคําแถลงการณ์ ร่วมที่มีน้ําหนักมากในอดีตหรือเปล่าครับ มีครับ เมื่อป้ ค.ศ. ๑๙๖๗ เปึนต้น อาเซียน ถือกําเนิดได้อย่างไรครับ ถือกําเนิดจากคําแถลงการณ์ร่วมที่กรุงเทพฯ ครับ และอาเซียนมีอยู่ จนถึงทุกวันนี้บนพื้นฐานของคําแถลงการณ์ร่วมในป้นั้น และถ้าจะมองจริง ๆ แล้วกฎบัตร แห่งสหประชาชาติก็อาจจะสามารถตีความได้ว่าถือกําเนิดจากเอกสารที่มีความคล้ายคลึงกับ คําแถลงการณ์ร่วม ดังนั้นจะบอกว่าคําแถลงการณ์ร่วมมันไม่มีความสําคัญทางกฎหมาย ระหว่างประเทศไม่ได้ครับ ดังนั้นผมไม่มีทางอื่นนอกจากจะตีความว่าแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน เปึนหนังสือสัญญา และในกรณีนี้เปึนหนังสือสัญญาซึ่งมีนัย ต่ออาณาเขตประเทศไทยอีกด้วยครับ คําถามต่อไปคือ ในเมื่อเปึนสนธิสัญญาเช่นนี้แล้ว ควรหรือไม่ควรนําเสนอต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ ฝ์ายรัฐบาลทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ต้องเข้ารัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในบางส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เสียเวลาสภาแห่งนี้ หนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรืออาจจะต้อง ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อย่างมีนัยสําคัญนะครับ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับ นานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสองคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับ หนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบด้วย ท่านประธานครับ หนังสือสัญญาคือคําแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน เปึนหนังสือสัญญาซึ่งโดยนัยเปึนบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เปึนการสละ อธิปไตยไทยเหนือปราสาทพระวิหาร และในที่สุดอาจจะรวมถึงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารด้วย ดังนั้นต้องเข้ารัฐสภาครับ ต้องเข้าครับ การที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เสนอรัฐสภา การที่ปกป่ดข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือสัญญาฉบับนี้เปึนการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่อง ผิดพลาดและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และถ้าดูดี ๆ อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ อีกด้วย ผมจึงไม่สามารถจะไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ครับ