อภิสิทธิ์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัคร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานที่ละเลยปัญหาปากท้องและสร้างความแตกแยก ต่อมาจึงยื่นเสนอชื่อตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสภาโดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้สมาชิกพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติอย่างถูกต้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กระผมและคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังมีสาระดังต่อไปนี้

ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเปึนนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน ที่อยากเห็นรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งสามารถยุติวิกฤติการณ์ทางการเมืองการปกครอง ขจัดปัดเป์าความทุกข์เข็ญเดือดร้อนที่กําลังแผ่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า พร้อมทั้งทุ่มเท ทํางานเพื่อพลิกวิกฤติของชาติให้เปึนโอกาสในการฟุ๋นฟูบูรณะประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง ของแพง เศรษฐกิจเสื่อมโทรม ราคาพืชผลทางการเกษตรผันผวน เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีสวัสดิการพอเพียง คลี่คลายความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เสริมสร้างระบบการเมืองที่สะอาด โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่งเสริมและเปึนแบบอย่างของการใช้ระบบคุณธรรมจริยธรรม ใช้หลักนิติธรรม นิติรัฐ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนสร้างความสมานฉันท์ ลดความแตกแยกของ ประชาชนภายในชาติ แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับนําพาคณะรัฐบาลทําในสิ่งที่ตรงกันข้าม กับความคาดหวังของประชาชนโดยสิ้นเชิง ดังนี้

๑. เมื่อได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช กลับใช้โอกาสนั้น ไปสนองตอบและรับใช้อดีตนักการเมืองผู้สูญเสียผลประโยชน์อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ลืมหูลืมตา และไม่ใส่ใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในบ้านเมือง เริ่มจากการคัดเลือกบุคคลมาร่วม ในคณะรัฐมนตรีโดยไม่แยแสต่อความเหมาะสมและประสิทธิภาพของการดํารงตําแหน่ง ยอมตกอยู่ภายใต้การครอบงําของผู้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองที่สังกัด แต่งตั้งรัฐมนตรี และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามโควตาและความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ ภายในพรรคการเมืองของตนเท่านั้น

๒. นายสมัคร สุนทรเวช ยอมรับให้นําบุคคลที่ไม่มีวุฒิภาวะ ขาดความรู้ ความสามารถ มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน มีพฤติกรรมเปึนอันธพาลการเมือง นักเลงโต เปึนสมุนรับใช้อดีตนักการเมืองที่สูญเสียผลประโยชน์ ตลอดจนบริวารของนักการเมือง ผู้กว้างขวางเข้าดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี

๓. นายสมัคร สุนทรเวช มีความบกพร่องอย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลย ให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินตามอําเภอใจ ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความเปึน เอกภาพ ไร้ทิศทาง ขาดความรู้ มุ่งแต่สร้างภาพของตน จนทําให้บริหารนโยบายล้มเหลว เกิดความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนทั้งเกษตรกร คนยากจน และประชาชนทั่วไป เอาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกแทนผลประโยชน์ของชาติ จนหมิ่นเหม่ที่จะกระทบ ต่ออธิปไตยของชาติ มีวาระซ่อนเร้นเตรียมหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน โดยการมุ่งแต่งข้อมูลเท็จ หวังแสวงประโยชน์ ใช้อํานาจแทรกแซงโยกย้ายกลั่นแกล้ง ข้าราชการและองค์กรที่ทํางานปกปัองผลประโยชน์ของประเทศชาติ

๔. นายสมัคร สุนทรเวช ยังปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ข้าราชการที่ยอม เปึนพวกกระทําการใช้อํานาจหน้าที่ล้างแค้นบุคคลและองค์กรที่ตนไม่พอใจ ขณะเดียวกัน ก็ปกปัองพวกพ้องจนทําลายระบบคุณธรรมจริยธรรม ลุแก่อํานาจโดยการท้าทาย กฎหมายบ้านเมืองเพียงเพื่อปกปัองการกระทําผิดของพวกพ้องของตนและอดีต นักการเมืองผู้สูญเสียอํานาจ แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กับพฤติกรรมดังกล่าว

๕. นายสมัคร สุนทรเวช แสดงท่าทีปกปัองให้ท้ายกับผู้ใต้บังคับบัญชา ที่กระทําความผิดอย่างออกหน้า แม้รัฐมนตรีที่มีทัศนคติที่เปึนอันตรายต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข อันเปึนความผิดร้ายแรง นายสมัคร สุนทรเวช ก็ยังปกปัอง โดยไม่คํานึงถึงผลกระทบต่อสถาบันอันเปึนที่เคารพยิ่ง ของประเทศชาติและประชาชน

๖. ท่ามกลางความรุนแรงของปัญหาบ้านเมือง นายสมัคร สุนทรเวช กลับบริหารประเทศไปเพียงวัน ๆ โดยไม่ใส่ใจการแก้ปัญหาวิกฤติปากท้องของประชาชน ปล่อยปละละเลยให้ปัญหาลุกลามจนเกิดผลกระทบในวงกว้างถึงประชาชนทุกชนชั้น ทุกอาชีพที่ต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง รายได้ลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น เกิดความเครียดวิตกกังวลจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย กลุ่มเกษตรกร คนยากจนหมดสิ้นหนทาง ต้องออกมาชุมนุมประท้วงป่ดถนนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใส่ใจแก้ไขปัญหาของตน กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า

๗. นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ทอดทิ้งและไม่ใส่ใจกับความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงก็ยังคงตกอยู่ในสภาพ ไร้ความหวังและมีแนวโน้มจะเลวร้ายอยู่เรื่อย ๆ แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัด ดําเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าว แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับทําเปึนหูทวนลม ปัดความรับผิดชอบ อ้างว่าไม่ใช่ภาระหน้าที่ ปล่อยให้วิกฤติความมั่นคงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรงบานปลายจนยากแก้ไข

๘. แม้ปัญหาของประเทศจะลุกลามบานปลายกลายเปึนวิกฤติรุนแรงขึ้น เรื่อย ๆ ในทุกด้าน แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับเฉยเมยมองข้าม และมุ่งแต่จะสนอง ความปรารถนาของผู้บงการเบื้องหลัง โดยการพยายามรวบรัดสนองตอบต่อความพยายาม แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือผู้มีบุญคุณ และลบล้างบทลงโทษในคดีที่พรรคการเมือง ของตนเองกระทําความผิดไว้ในการเลือกตั้ง

๙. ตลอดเวลานายสมัคร สุนทรเวช ใช้ฐานะและตําแหน่งนายกรัฐมนตรี แสดงออกต่อสาธารณะอย่างไร้วุฒิภาวะ มีพฤติกรรมภาวะผู้นําบกพร่องทั้งทางวาจาและ ทัศนคติ ใช้โมหะคติ เอาอารมณ์เปึนเจ้าเรือน พูดท้าทายข่มขู่ต่อสื่อมวลชนและประชาชน ตลอดเวลา จนเปึนชนวนให้วิกฤติความขัดแย้งในบ้านเมืองขยายตัวไม่มีที่สิ้นสุด ระยะเวลา ของการบริหารประเทศแม้จะผ่านไปเพียง ๔ เดือนเศษ แต่นายสมัคร สุนทรเวช ก็ได้ทําให้ ประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากการบริหารประเทศ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ทิศทางและไร้เอกภาพ ไม่มีความตระหนักถึงปัญหาสําคัญของบ้านเมืองและ ของประชาชน มุ่งแต่จะนําอํานาจรัฐที่ตนครอบครองไปตอบแทนบุญคุณของอดีต นักการเมืองผู้สูญเสียผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น แม้ภาคฝ์ายต่าง ๆ ทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน วุฒิสมาชิก ตลอดจนนักการเมือง ฝ์ายค้านจะให้โอกาส รัฐบาลและเสนอข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์มากมาย แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับไม่สนใจ ยังคงยืนกรานความบกพร่องทางภาวะผู้นําจนเปึนที่เอือมระอาของผู้คนทั่วไป

พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีทั้งหมดนี้หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดิน ต่อไปจะทําให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อราชการแผ่นดิน ระบบคุณธรรมจริยธรรม ความสามัคคีของคนในชาติ การทุจริตคอร์รัปชันจะรุนแรงมากขึ้น วิกฤติปากท้อง วิกฤติ ความมั่นคงจะยิ่งลุกลามจนยากแก้ไข สถาบันสําคัญของชาติถูกสั่นคลอน อันจะกระทบ ต่อเสถียรภาพของชาติโดยรวมในที่สุด พวกข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังมีรายชื่อ ข้างท้ายหนังสือนี้ ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร จึงขอเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึนรายบุคคล โดยรัฐมนตรีผู้มีรายนามตามท้ายญัตตินี้ได้บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ จนประชาชนเกิดความเดือดร้อนอย่างรุนแรง ขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม ขัดหลักนิติธรรม ใช้อํานาจหน้าที่บีบบังคับให้ข้าราชการยอมตนเปึนพวกเพื่อกลั่นแกล้ง บุคคลอื่นที่กระทําการปกปัองผลประโยชน์ของประเทศชาติจนได้รับความเสียหาย มุ่งตอบสนองผู้มีบุญคุณในทางการเมืองส่วนตนโดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าการปกปัองผลประโยชน์ของประเทศ ใช้ข้อมูลอันเปึนเท็จปัุนแต่งโครงการเพื่อเตรียมการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ หากปล่อย ให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะเกิดความเสียหายแก่ราชการและบ้านเมืองอย่างร้ายแรง ไม่สมควรดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีต่อไป พวกข้าพเจ้าซึ่งมีรายนามตามท้ายญัตตินี้จึงใช้ สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๕๙ เสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึนรายบุคคลดังต่อไปนี้

๑. นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง

๒. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์

๓. ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

๔. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

๕. นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

๖. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

๗. นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กระผมกราบเรียนว่าทั้ง ๒ ญัตตินี้ จึงได้กราบเรียนท่านประธานเพื่อได้โปรด บรรจุญัตติให้พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา และเพื่อให้เปึนไปตามเงื่อนไข และกระบวนการแห่งรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๘ จึงขอเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเปึนบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเปึนผู้สมควร ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้นําเสนอญัตติทั้ง ๒ ญัตติ ตามเงื่อนไข และกระบวนการของรัฐธรรมนูญ กระผมทราบดีว่าก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้ประกาศชัดแจ้ง ไม่ประสงค์ให้สิ่งที่เรากําลังจะดําเนินการในวันนี้เกิดขึ้นในสมัยประชุมนี้ แต่ว่าในที่สุด จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องขอขอบคุณว่าพวกกระผมได้ทําหน้าที่ของเราในฐานะ ตัวแทนปวงชนชาวไทยในวิถีทางของรัฐสภา ที่กระผมเสียใจอยู่นิดหนึ่งก็คือว่าเมื่อท่าน ได้ตกลงปลงใจจะให้พวกเราได้อภิปรายแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ์ายรัฐบาลก็ดียังอดไม่ได้ครับที่จะใช้สื่อสารของรัฐกล่าวหาจะเปึนกระผมหรือพรรคฝ์ายค้าน ต่าง ๆ นานา ที่จริงทําตั้งแต่การยื่นญัตติ ทั้ง ๆ ที่การยื่นญัตตินี้เปึนการใช้สิทธิและกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ซึ่งเปึนเรื่องที่รัฐบาลเองก็มักจะเรียกร้องให้พวกเราได้ทํา กล่าวหาว่าประเพณีการอภิปรายสมัยวิสามัญไม่มี การจะเสนอญัตติโดยไม่พูดถึงเรื่อง การทุจริตไม่มี การจะอภิปรายล่วงหน้าโดยความเสียหายยังไม่ทันเกิดขึ้น หรือโครงการ ยังไม่ได้อนุมัติ สัญญายังไม่ได้เซ็นไม่มี กระผมก็กราบเรียนว่าตรวจสอบประวัติศาสตร์ หมดแล้วครับ เคยทํามาหมดแล้วครับ ที่สําคัญคนที่เคยทํามาหมดแล้วเปึนนายกรัฐมนตรี อยู่ในปัจจุบัน วันที่ท่านเปึนหัวหน้าพรรคการเมืองที่เปึนฝ์ายค้านทํามาหมดแล้วครับ สมัยวิสามัญก็เคยเสนอ จะอภิปรายโดยโครงการยังไม่เซ็นสัญญาท่านก็อธิบายเสร็จเรียบร้อยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ์ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ถ้ายับยั้งความเสียหายได้ก็เปึนเรื่อง ที่ดีที่เปึนประโยชน์ กระผมจึงเพียงกราบเรียนเพื่อทําความเข้าใจว่าทําไมพอถึงเวลาที่ท่าน เปึนรัฐบาลไม่ยืนยันความคิด ไม่ยืนยันอุดมการณ์ ไม่ยืนยันหลักของความเปึนประชาธิปไตย เหมือนกับวันที่ท่านเปึนฝ์ายค้าน แล้วก็ใช้ถ้อยคํากล่าวหาพวกกระผมแค่นที่จะเขียนญัตติ กระเหี้ยนกระหือรือที่จะอภิปราย กระผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ไม่หรอกครับ วันนี้และวันพรุ่งนี้เปึนอย่างน้อยพวกกระผมจะแสดงให้เห็นว่าเรามีเหตุผล มีความชอบธรรม มีความจําเปึนที่จะต้องเดินหน้า ผมเสียอีกที่มีสิทธิจะถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่า ที่เปลี่ยนใจให้มาอภิปรายในวันนี้นี่แค่นหรือกระเหี้ยนกระหือรือ ไม่เคยมีมาก่อนนะครับ ตัดสินใจเปลี่ยนกันบอกว่าวันศุกร์บอกไม่มีอภิปราย วันเสาร์เปลี่ยนระเบียบวาระ แล้วก็ บอกให้เริ่มกันวันอังคาร ผมกราบเรียนว่าไม่เปึนไรหรอกครับ เราถือว่าเมื่อเปึนความตั้งใจ ของเราที่จะใช้เวทีของสภา ใช้สถานะความเปึนผู้แทนปวงชนชาวไทยเอาความเดือดร้อน เอาความเสียหายที่ท่านทําไว้มาพูดให้ประชาชนรับรู้รับทราบ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณา เปึนหน้าที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และเราจะทําอย่างตรงไปตรงมา ท่านนายกรัฐมนตรีบ่นเสมอครับ บ่นเสมอว่าเพิ่งเข้ามาทํางานได้ ๔ เดือนยังไม่ทันทําอะไร เปึนชิ้นเปึนอัน อันนี้ท่านก็พูดถูก ไม่เปึนชิ้นเปึนอันจริง ๆ ครับ ๔ เดือนของรัฐบาลมันจึง นานมากสําหรับประชาชน นานมากสําหรับประชาชนที่เขาคาดหวังว่าเลือกตั้งมาแล้ว การเมืองจะสงบ เศรษฐกิจจะฟุ๋นตัว พี่น้อง ๓ จังหวัดจะเห็นความหวัง แล้วบ้านเมือง ของเราเดินไปข้างหน้า กระผมกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานก็ย้ําอีกครับ ๔ เดือน ทํางานทุกวัน เดินทางไปต่างประเทศแนะนําตัวเองกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) รับแขกเมือง อธิบาย ซึ่งเปึนงานที่ไม่ว่าใครจะเข้ามาเปึนนายกรัฐมนตรีก็ต้องกระทําอยู่แล้ว แต่วันนี้ สิ่งที่ผมจะพิสูจน์ให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้เห็นก็คือว่า ๔ เดือน ที่ผ่านมาเปึน ๔ เดือนที่ประเทศไทยและประชาชนคนไทยสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยความไร้ประสิทธิภาพของท่านในการแก้ไขปัญหาหลัก ๆ ของชาติที่เปึนความท้าทาย สําหรับประเทศไทยและพี่น้องประชาชนคนไทยในยุคนี้ ขณะเดียวกันก็เปึนเรื่องแปลกว่า ๔ เดือนที่ไร้ประสิทธิภาพในการทํางานเพื่อประชาชนกลับเปึน ๔ เดือนที่มีประสิทธิภาพ สูงมากในการทํางานให้กับพวกพ้องและผู้มีบุญคุณของท่าน ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ทําให้ประชาชนประสิทธิภาพเปึนอย่างหนึ่ง ทําให้พวกพ้องผู้มีบุญคุณของท่านเปึนอีกอย่างหนึ่ง นี่คือประเด็นที่พวกกระผมทั้งหมดจะแสดงให้พี่น้องประชาชนเห็นเพื่อที่จะบอกครับว่า ๔ เดือน เปึนอย่างนี้ ถ้าปล่อย ๔ ป้มันจะเปึนอย่างไร ที่ท่านพยายามกระแหนะกระแหนว่าต้องการ เสนอเพื่อจะสลับขั้วเปลี่ยนขั้ว กระผมจะมีความทะเยอทะยานหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่หรอกครับ แต่มันเปึนกระบวนการที่กําหนดเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญ สถานการณ์บ้านเมืองที่ท่านบริหารมา จนถึงวันนี้ถ้าถามนักการเมืองคนไหนไม่มีใครอยากเข้าไปเปึนแทนท่านหรอกครับ เพราะปัญหาที่ท่านทิ้งไว้มันหนักหนาสาหัสมาก แต่ในฐานะคนไทยครับ เรากําลังจะบอกว่า คนไทย ประเทศไทยควรจะได้รัฐบาลที่ดีกว่านี้ ที่เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าสําหรับการอภิปรายในครั้งนี้ผมจะดําเนินการลําดับไปอย่างนี้ครับ ผมคงจะเพียงเกริ่นนําว่า ความเสียหายและความล้มเหลวในเชิงประสิทธิภาพของการแก้ไข ปัญหาของท่านนายกรัฐมนตรีในแต่ละด้านเปึนอย่างไร โดยอาจจะพาดพิงคาบเกี่ยวไปถึง รัฐมนตรีบางท่านในญัตติไม่ไว้วางใจเปึนรายบุคคล แต่ว่าหลังจากที่กระผมได้นั่งลงแล้ว ก็จะมีเพื่อนสมาชิสภาผู้แทนราษฎรได้มาขยายความทั้งข้อกล่าวหา ๙ ข้อ และรัฐมนตรีทั้ง ๗ ท่านให้ครบถ้วน ตัวกระผมจะเพียงเกริ่นนําในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีและการอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะพยายามลําดับให้อยู่ในกรอบ ของเวลา บางท่านคงต้องรอหน่อยขออนุญาตท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านไว้สุดท้ายครับ ของดีไว้ทีหลังด้วยท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเริ่มต้นสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภา ผมอภิปรายชัดเจนครับ ผมบอกว่า สถานการณ์ในวันนั้นไม่ว่าประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ฝ์ายค้านเข้ามาหรือจะเลือก ท่านเข้ามาในฐานะรัฐบาล ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการประคับประคอง บ้านเมืองและประชาธิปไตยให้เดินไปข้างหน้า แล้วก็ย้ําว่าการจะเดินไปข้างหน้าได้หรือไม่อย่างไรอยู่ที่ท่าทีของฝ์ายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าทีที่สําคัญที่สุดก็คือของรัฐบาลและผู้นํารัฐบาล และกระผมก็ได้บรรยายครับว่า จะประคับประคองบ้านเมืองรักษาประชาธิปไตยให้เดินไปข้างหน้าได้ ท่านนายกรัฐมนตรี จะต้องยอมรับกระบวนการของสภาอย่างไร ยอมรับกระบวนการของการเมืองภาคประชาชน อย่างไร เข้าใจบทบาทของข้าราชการ สื่อสารมวลชน กระบวนการยุติธรรมอย่างไร แล้วตั้ง เข็มให้ชัด กระผมบอกว่าท่านจะเดินไปตามเปัาหมายที่ท่านแถลงนโยบายไว้หรือไม่อยู่ที่ หลักการทํางานของท่าน ผมได้พูดไว้ว่าผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีเพราะท่านพูด ก่อนหน้านั้นว่าท่านมาตัวคนเดียว และพูดทํานองว่ามีปัญหาว่าจะถูกมองว่าเปึนหุ่นเชิดหรือไม่ ผมก็เลยกราบเรียนในวันนั้นแนะนําท่านบอกว่า เมื่อท่านมาดํารงตําแหน่งตรงนี้แล้ว บางเรื่องท่านละเว้นได้ไหม เพราะสิ่งที่จะไปตอกย้ําว่าท่านจะเปึนนายกรัฐมนตรีตัวจริง หรือไม่ หรือมีแรงกดดันหรือใครมาเชิดอยู่นี่มันอยู่ที่ว่าท่านยังทําตัวหรือทําหน้าที่ ในการปกปัองอดีตผู้นําหรือไม่อย่างไร ผมบอกมันไม่ใช่หน้าที่ของท่านอีกต่อไปแล้ว ที่จะไปทําตรงนั้นแล้วปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดําเนินการไปในตัวของมัน หน้าที่ท่าน วันนั้นไม่ต้องไปทําเรื่องการต่อสู้ การกล่าวหามือที่มองไม่เห็นหรืออะไรสารพัดที่ท่าน มักชอบพูดครับ แต่ว่ามุ่งทํางานเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศของเรา ๔ เดือนผ่านไปครับ ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาหลักของประเทศ ผมสรุปง่าย ๆ ว่า ๑. ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีทั้งวิกฤติการณ์พลังงาน วิกฤติการณ์เกี่ยวกับราคาอาหาร ปากท้อง ของแพง การดูแล คนยากคนจนและสภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะความเสี่ยงในเรื่องของภาวะเงินเฟัอเปึนหัวใจ สําคัญที่พี่น้องประชาชนผู้คนคาดหวังที่จะให้ท่านทํา ๒. ต้องการเห็นการแก้ปัญหาภาคใต้ ที่เปึนระบบที่ให้ความหวังที่จะทําให้ชีวิตความเปึนอยู่ของพี่น้องใน ๓ จังหวัดได้เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และ ๓. ต้องการจะเห็นความสมานฉันท์ในชาติ ไม่มีปัญหา ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเพื่อที่พี่น้องประชาชนคนไทยอยู่ในประเทศนี้ด้วยความสุขใจ ไม่วิตกกังวล ไม่เครียด ไม่มีความรู้สึกว่ามีการเผชิญหน้ากัน ทั้ง ๓ เรื่องนี้ครับล้มเหลว โดยสิ้นเชิง กระผมกราบเรียนว่า ผมให้ความเปึนธรรมกับท่าน ผมให้ความเปึนธรรมกับ คณะบุคคลของท่านครับ เรื่องไหนที่ผมรู้ว่ามันมีปัญหาเปึนอุปสรรค เปึนข้อจํากัด ผมยก ประโยชน์ให้ท่าน เวลาคนเตรียมข้อมูลมาที่จะให้ผมตําหนิติติงรัฐบาล ผมจะไปดูเสมอ ให้ความเปึนธรรมกับท่านเสมอครับว่าท่านได้มีความพยายามทําอะไรมากน้อยแค่ไหน หรือไม่ แต่ว่าในทั้ง ๓ เรื่องนี้ครับล้มเหลว

เรื่องแรก เรื่องเศรษฐกิจเอาเรื่องพลังงานก่อน ผมพูดสั้น ๆ เพราะว่า ประเดี๋ยวคุณกรณ์ จาติกวณิช ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี จะเปึนผู้รับผิดชอบในการที่จะ ขยายความต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจ เรื่องพลังงาน เรื่องน้ํามันนี่ครับ เมื่อวาน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบวุฒิสภาบอกว่า ใครมาเปึนราคาน้ํามันในตลาดโลกก็คง ไม่ลดลงหรอกครับ ถูกต้อง พวกเราไม่ถึงขั้นกับว่าไม่ให้ความเปึนธรรมไปคาดคั้นท่านหรอก ครับว่าท่านจะต้องไปลดราคาน้ํามันตลาดโลกได้ ไม่ใช่ แต่ที่จริงก็ถือว่าท่านโชคดี เพราะว่าวันที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศตรงนี้หนี้กองทุนน้ํามันซึ่งรัฐบาลชุดก่อนโน้นเคย สร้างเอาไว้ รัฐบาลชุดที่แล้วเขาก็บริหารจัดการให้เรียบร้อยจนไม่มีหนี้เหลืออยู่ ก็ถือว่าโชคดีมากกว่าอีกหลาย ๆ ประเทศ ไม่มีปัญหาที่จะทําให้เกิดการลุกลามบานปลาย เพราะว่าจะต้องไปปรับแก้นโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเปึนจริงเหมือนกับที่เกิดขึ้น ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในที่สุดพอทําแล้วเห็นไหมรัฐบาลเขาอายุสั้น กว่าท่านอีก ฝ์ายค้านก็ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมจําเปึนจะต้องพูด ก็คือว่า ความล้มเหลวของท่านก็คือ ๑. เรื่องวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ทางด้านพลังงาน ผมไม่ได้อภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพราะคนรับผิดชอบ ตรงนี้คือกระทรวงการคลังครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั่งดูพี่น้องประชาชน ทุกคนมีความวิตกกังวลและเดือดร้อนจากราคาน้ํามันซึ่งขึ้นแทบจะเรียกว่ารายวันในบางช่วง แล้วนั่งดูรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศคือ ปตท. มีกําไรป้ละแสนล้านบาท แล้วไม่มี ความคิดความอ่านที่จะมีการเข้าไปตรวจสอบว่าอะไรจะเปึนประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน หรือคนของประเทศได้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีถือคติง่าย ๆ ตามที่ท่านอธิบายในรายการ สนทนาประสาสมัคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ว่าเขาทําธุรกิจการค้าก็ต้องให้โอกาสเขา จะร้องทุกข์ว่าให้เอากําไรมาแบ่งกันหน่อย ลดราคาหน่อยก็พอได้ แต่ลองดูสิว่าในทางสากล เขาจะทําอย่างไรกันไหม แม้ ปตท. จะเอื้อเฟุ๋อมา ต่อไปก็หดหายกําไรหดคือไปทําอย่างนั้น เข้าปัูบคนที่ถือหุ้นเขาบอกว่าอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วท่านก็บอกว่าธุรกิจการค้าเขาค้ามาก ก็กําไรมากเท่านั้นเองแหละ ท่านประธานครับ พวกกระผมไม่เคยไปเสนออะไรสุดโต่ง แปรรูปรัฐวิสาหกิจทําได้ถ้าทําอย่างถูกต้อง แต่วันนี้ท่านเห็นหรือเปล่าละครับว่ากําไรที่เกิดขึ้น ป้ละแสนล้าน ไตรมาสแรกของป้นี้ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปัจจุบันนี้เปึนกําไรที่เกิดขึ้น จากโครงสร้างของการผูกขาด การผูกขาดตรงนี้มันต้องแก้ไขครับ แต่ว่าที่ผ่านมามันแก้ไข ไม่ได้เพราะว่ากฎหมายที่เราจะใช้กับการแข่งขันทางการค้าจัดการกับการผูกขาดคือ พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ ไปยกเว้นรัฐวิสาหกิจเอาไว้ แต่ผมไม่เคยเห็น กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่กับกระทรวงพาณิชย์ผู้รักษากฎหมายนี้เคยมา วางแนวทางให้กับคนไทยทั้งประเทศเลยว่า กําไรเปึนแสนล้านจะคืนกลับมาให้ประชาชน ได้อย่างไร เพราะวันนี้กําไรแสนล้านบาทเขาปันผลประมาณป้ละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แถมใน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันตามหุ้นของรัฐบาลเหลือเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะฉะนั้น แสนล้านตกกลับมาอยู่ที่รัฐบาลเพื่อจะช่วยประชาชนอย่างมากก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปล่อยสภาพนี้อยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร นี่เปึนตัวอย่างของการบริหาร ไปวัน ๆ แล้วก็ปล่อยให้ตัวเลขกําไรของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานมันบาดใจผู้ใช้น้ํามันทั่วประเทศ มาตรการช่วยเหลือที่ทํามาช้าไม่ทันการณ์ ไม่ว่าจะเปึนสําหรับพี่น้องชาวประมง ไม่ว่าจะ เปึนพี่น้องในเรื่องของการขนส่ง ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้ก็จะมีคนพูดในรายละเอียดต่อไป ครั้นมาดูแนวทางว่าในอนาคตน้ํามันเปึนอย่างนี้ ประเทศไทยเตรียมตัวเตรียมการอย่างไร ท่านประธานครับ แทบมองไม่เห็นเลยว่ายุทธศาสตร์ที่เปึนระบบมันคืออะไร ท่านนายกรัฐมนตรี โฆษณาว่าก็มีเรื่อง อี ๘๕ (E๘๕) เดิมเอาแอลกอฮอล์ เอทานอล (Ethanol) ผสมกันอยู่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเปึน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามาตรการในเรื่องนี้ มติ ครม. ของท่านเมื่อ ๑๗ มิถุนายน มันก็ฟัองเองครับ ผมไม่ได้อภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพราะว่ากระทรวงพลังงานเขาเสนอ เรื่องของ อี ๘๕ ไปค่อนข้างที่จะเปึนระบบ มีตัวเลขรองรับว่าภาษีสรรพสามิตควรจะเปึน เท่าไรอย่างไร มาตรการเปึนอย่างไร แต่ปรากฏว่าคนที่ทําให้สับสน ไม่ยอม คือกระทรวง การคลังครับ ผมถึงต้องรับอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และความไม่เปึน ระบบตรงนี้ที่ผมบอกมติ ครม. วันที่ ๑๗ มิถุนายนก็ฟัองอยู่ในตัวก็คือว่าพอท่านมีมติไปแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมเขาก็อุตส่าห์ไปจัดประชุมกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว รายงานให้ ครม. ทราบ เขาบอกว่าจากการประชุมหารือกับบริษัทรถยนต์ ๑๑ บริษัท บริษัทรถยนต์ทุกรายมีความเห็นว่ารัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในการกําหนดทิศทาง ด้านพลังงานของประเทศทั้งในส่วนของนโยบายเอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี (LPG) อี ๑๐ (E๑๐) อี ๒๐ (E๒๐) อี ๘๕ และไบโอดีเซล (Biodiesel) นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควรมีการประสานงานและประชุมหารือร่วมกันจนได้ข้อยุติก่อนจึงกําหนดเปึนนโยบาย ไม่ใช่ต่างคนต่างทําในปัจจุบันนี่รายงาน ครม. ท่านเลยประจานตัวเองเลยนะครับ วันที่ ๑๗ มิถุนายน แล้วท่านไม่สังเกตหรือครับว่าบริษัทรถยนต์ที่บอกว่ามาตรการ อี ๘๕ ยังไม่จูงใจ เพียงพอล้วนแล้วแต่เปึนบริษัทที่เขามีความพร้อมที่จะผลิตรถทางด้านนี้ ส่วนบริษัทที่บอกว่า พอใจแล้ว ดีแล้ว เพราะเขาไม่พร้อม เขาจึงไม่อยากให้มันเกิดเพื่อที่จะรอแข่งขันได้กับ บริษัทที่พร้อมแต่ยังไม่สามารถทําได้เพราะแรงจูงใจไม่พอ เรื่องนี้ก็จะมีคนขยายความครับ แต่ว่าหลักง่าย ๆ ก็คือว่ากระทรวงพลังงานเขาก็พยายามเสนอมาว่าจะจูงใจก็ต้องเก็บ ภาษีตามสัดส่วนของเบนซินหรือน้ํามันที่จะไปผสม ไม่ใช่เอามาเทียบดูแล้วปรากฏว่า ผู้ที่จะเลือกใช้ อี ๘๕ อี ๑๐ อี ๒๐ หรือน้ํามันแทบไม่มีแรงจูงใจที่แตกต่างกันเลย ตรงนี้ ก็กราบเรียนเปึนตัวอย่างให้เห็นครับว่า เรามองเห็นถึงความล้มเหลวในเรื่องที่เปึนเรื่องใหญ่ ที่สุด ที่เปึนต้นตอของปัญหาทุกปัญหาในทางเศรษฐกิจก็คือเรื่องพลังงาน เรื่องราคาน้ํามัน ครั้นมาดูเรื่องของอาหารครับ มาดูเรื่องของอาหารนั้นที่จริงสําหรับประเทศไทยมันไม่ควร เปึนวิกฤติเลยครับ มันควรจะเปึนโอกาส ไม่ควรจะเรียกเปึนวิกฤติเลย เพราะว่าประเทศไทย เปึนเพียง ๑ ใน ๖ ประเทศเท่านั้นที่ผลิตอาหารได้เกินความต้องการของคนในประเทศ และสามารถไปขายในต่างประเทศได้ แต่ใครจะคิดล่ะครับ วันที่ราคาข้าวขึ้นสูงไปมาก เปึนประวัติการณ์ครับ ไปบอกใครเมื่อ ๕ ป้ ๑๐ ป้ที่แล้วว่าราคาข้าวในต่างประเทศจะสูง ขนาดนี้ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ ต้องบอกว่าเพ้อฝัน มันจะเปึนไปได้อย่างไร แต่พอฝันเปึนจริง เรากลับเห็นเกษตรกรชาวนามาชุมนุมประท้วงครับ ล้มเหลวขนาดปล่อยโอกาสทองหลุดมือไป กลับกลายมาเปึนวิกฤติ เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์มีส่วนมาก โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมาตอบกระทู้ถามแทบจะเรียกว่ารายสัปดาห์ แล้วก็ฟัองความสับสน ของตัวท่านเองและความล้มเหลวจากการที่จะทําให้ตลาดมั่นคง เกษตรกรขายได้ดี แล้วมี เงินมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปซื้อข้าวในราคาถูกได้กลับกลายเปึนผู้ทําให้ตลาดปัืนป์วน ราคาตกในช่วงที่ข้าวเปลือกอยู่กับมือเกษตรกร เสร็จแล้วสุดท้ายพอหลุดมือไปแล้วก็มารีบ ทําโครงการต่าง ๆ บนความไม่พร้อม แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะว่า ท่านปล่อยสภาพการบริหารในกระทรวงพาณิชย์เองและระหว่างกระทรวงให้เปึน อย่างนี้ได้อย่างไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สัมภาษณ์เสร็จ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ออกมาบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่รู้เรื่อง ทําผิดหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บอกจะเอาข้าวในสต็อก (Stock) มาบรรจุถุง ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่เห็นด้วย สุดท้ายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็เอาข้าวไปบรรจุถุงแล้วก็ ยกเลิก นี่เรื่องภายในนะครับ แต่ร้ายกว่านั้นครับ แค่ความไม่พึงพอใจกันเองในกระทรวง พาณิชย์ทําให้ไทยซึ่งมีโอกาสจะขายข้าวให้กับฟ่ลิปป่นส์ แข่งขันกันนี่ครับ เรื่องจะต้อง เสนอ ครม. ทะเลาะกันเอง ปล่อยโอกาสหลุดลอยไป สุดท้ายเวียดนามขายและขายได้ ราคาดีด้วยครับ มันจึงไม่ใช่ว่าท่านอยู่มากี่เดือนครับ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน ที่ผ่านไปมันแพงเหลือเกินสําหรับพี่น้องประชาชนคนไทยและประเทศไทย แล้วเรื่องราคาข้าว ก็น่ากลัวเพราะว่าพอขึ้นเปึนอย่างนี้แล้วก็มีคนคิดจะแสวงประโยชน์ ถึงมีข่าวเอิกเกริก อย่างไรครับว่ามีคนจะเอาชาวต่างประเทศมาทํานา จะให้ผมอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านถึงขั้นรายงานเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. ว่า คนที่คิดทําอย่างนั้นทําผิดกฎหมายอย่างน้อย ๒ ฉบับ กฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว อาชีพสงวน แล้วคนรักษากฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ทําอะไรครับ ไปสืบสวนสอบสวนหรือยังครับว่าใครคิดจะเอาต่างชาติ มาทํานาแทนคนไทยเวลาข้าวราคาดี ผมก็ต้องอภิปรายกระทรวงพาณิชย์ต้องอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นี่คือเรื่องของอาหาร เมื่อล้มเหลวในเรื่องพลังงาน เรื่องอาหาร มาถึงปากท้อง ของแพง รวมทั้งลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนก็เห็นได้ชัดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปึนผู้นําของรัฐบาลไม่สามารถกําหนดแนวทางยุทธศาสตร์ได้เลยว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร หมูแพงบอกให้ไปกินไก่ เป่ดเทอมไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายเรียนฟรีได้ ออกโทรทัศน์บอกให้ผู้ปกครอง ช่วยประจานหน่อย ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างนี้ใครก็เปึนนายกรัฐมนตรีได้ มันจะต้องมี การวางแผน มันจะต้องมีการนําเสนออย่างเปึนระบบว่าในยามที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน อย่างนี้รายจ่ายเขาจะลดได้อย่างไร รายได้เขาจะเพิ่มอย่างไร ผมอุตส่าห์ให้รัฐมนตรีเงา ไปยื่นข้อเสนอถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ จัดงบไปเลยกลางป้พวกผม จะยกมือให้แต่ทําอย่างไรก็ได้ให้เป่ดเทอมที่ผ่านมาผู้ปกครองทั่วประเทศลูกหลานได้เรียนฟรี ให้ผู้สูงอายุซึ่งเปึนคนยากลําบากอยู่แล้วได้รับเบี้ยยังชีพกันครบถ้วนทุกคน ให้มีกองทุน เศรษฐกิจพอเพียง คํานวณตัวเลขเสร็จสรรพให้หมดว่าใช้งบประมาณเท่าไรดูแล้วว่าอยู่ใน ฐานะที่ทําได้ แล้วยังบอกเลยครับว่าให้เริ่มคิดถึงระบบสวัสดิการ คิดถึงระบบคูปองครับ แต่ว่าความไร้ประสิทธิภาพ การไม่มองเหตุการณ์ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเลยคือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทยวันนี้พอมาคิดเรื่องคูปอง (Coupon) ดูจะเฉไฉไปเรื่องอื่น แล้วครับ อันนี้ก็คงจะมีเรื่องที่เปึนรายละเอียดที่หลายฝ์ายก็จะได้พูดกันต่อไป

สุดท้ายเรื่องเศรษฐกิจนะครับไม่อยากใช้เวลามากจนเกินไป ภาวะเศรษฐกิจ ที่น่าเปึนห่วงที่รออยู่ข้างหน้าตอนนี้คือเรื่องเงินเฟัอ เราเห็นบางประเทศ อย่างเช่น เวียดนาม เปึนตัวอย่างนะครับว่าพอเงินเฟัอควบคุมไม่ได้ มันลุกลามไปเปึนวิกฤติได้ น่าเสียใจที่สุด ก็คือว่าในยามที่เรากําลังจะต้องต่อสู้กับเรื่องของภาวะเงินเฟัอสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือ การทํางานระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีความเปึนเอกภาพ ตรงกันข้ามเวลานี้มีแต่ข่าวคราวของความขัดแย้งระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับ กระทรวงการคลัง ที่น่าเสียใจก็คือว่าที่ขัดแย้งกันไม่ใช่เรื่องความคิดทฤษฎีนะครับ ขัดแย้ง มาจากการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีวาระเกี่ยวกับการที่จะเอา คนนั้นคนนี้ไปดํารงตําแหน่งตามที่ต่าง ๆ ไม่คํานึงถึงหลักธรรมาภิบาลเลยครับ ต้องการ เอาพรรคพวก โดยเฉพาะใครซึ่งอยู่ในหน้าที่แล้วก็เคยมีส่วนร่วมกับปัญหาของการทุจริต ในอดีตที่ผ่านมานี่ก็ยังให้มีบทบาทอยู่ พยายามจะหาตําแหน่งให้คนซึ่งเมื่อได้รับแจ้ง ข้อมูลจาก คตส. จะต้องดําเนินการในบางคดี เช่น เอสซี แอสเซท (SC Asset) ก็เพิกเฉย ตั้งคณะกรรมการสรรหาของ ก.ล.ต. (สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์) ตั้งคณะกรรมการสรรหาของธนาคารแห่งประเทศไทยตรงกันข้ามกับ หลักธรรมาภิบาลเลย คนหนึ่งถูกข้อกล่าวหาร่ํารวยผิดปกติด้วยเหตุรับสินบนเปึนเช็คคดี ที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน อีกคนหนึ่ง คตส. มีมติส่งสํานวนการไต่สวนคดีที่ธนาคารกรุงไทย ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทในเครือหนึ่ง ๙,๙๐๐ ล้านบาท อีกคนหนึ่งถูก คตส. กล่าวหาในคดี อนุมัติหวยบนดิน อีกคนหนึ่งเคยได้ไปเปึนประธานกรรมการบริษัท เอสซี แอสเสท อีกคนหนึ่ง เปึนประธานกรรมการ เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank : ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย) ที่ถูกสอบสวนอยู่ ไว้วางใจได้หรือครับ ในยาม หน้าสิ่วหน้าขวานจะต้องแก้ปัญหาเงินเฟัอนี่คิดแต่จะเล่นพรรคเล่นพวก เอาเรื่องนี้มาอยู่ เหนือความสําคัญของความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรจะมีระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลัง ในยามที่เศรษฐกิจเปึนอย่างนี้ กระผมจึงไว้วางใจให้ท่านทํางานต่อไปไม่ได้

ในส่วนของภาคใต้ครับ เรื่องนี้ได้พูดกันมามาก รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาแห่งนี้ก็พูดตรงกันทุกพรรค กระผมไม่เถียงท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็ติดตามตัวเลข เรื่องผู้เสียชีวิต เรื่องผู้บาดเจ็บ ป้นี้เทียบกับป้ที่แล้วลดลงครับ ผมก็ติดตามอยู่ แต่ผมลงไป พื้นที่จังหวัดปัตตานีครั้งหนึ่ง จังหวัดยะลาครั้งหนึ่ง ให้ทีมคณะรัฐมนตรีเงาไปเยี่ยม ทั้ง๓ จังหวัด ๓ ครั้ง สอบถามผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเวลาเราไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ ตามโรงพยาบาลนะครับ มันไม่มีใครบอกดีขึ้น มันจะวัดแค่ตัวเลขความถี่ของเหตุความรุนแรงนี่ มันไม่ได้หรอกครับ มันต้องรูปแบบความรุนแรงด้วย บางแห่งไม่เคยเกิดเหตุเลยครับ คิดว่า ปลอดภัยที่สุดแล้วใน ๓ จังหวัด ใครไปต้องไปโรงแรม ซีเอส ปัตตานี ก็เกิดปัญหาที่มันเกิดขึ้น ขณะนี้มันเปึนเพราะหลักคิดของนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้ปล่อยให้ตํารวจ ทหารทําแล้วเรื่อง มันจะจบ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหารเขาก็พยายามทําตามหน้าที่ของเขา โครงสร้างเขาตอนนี้ ก็ต้องใช้โครงสร้างของ กอ.รมน. ตามกฎหมายความมั่นคงที่พรรครัฐบาลนี่แหละครับ ประณามมาตลอดว่าเปึนกฎหมายที่ใช้ไม่ได้ แต่ท่านก็มีความสุขเมื่อเข้ามาแล้วเปึน ผอ. กอ.รมน. เองก็จะเลือกใช้กฎหมายนี้ ไม่คิดแก้ไข ทั้ง ๆ ที่กฎหมายฉบับนี้เขามีไว้ใช้ สําหรับสถานการณ์ที่ไม่รุนแรงพอที่จะใช้ พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นแนวการแก้ปัญหาทั้งหมด ทหาร ตํารวจ ทําไปนี่มันขาดการสนับสนุนในเรื่องนโยบายเชิงเศรษฐกิจ ในเชิงการเมือง ในเชิงการบริหารที่จะทําให้การแก้ปัญหานี่มันยั่งยืนได้ มันให้ความหวังกับประชาชนได้ ท่านปฏิเสธหมดครับ ผมเสนอกฎหมายจัดตั้งสํานักงานบริหารราชการชายแดนภาคใต้ให้มันมีองค์กรเปึนรูปธรรม ไม่ใช่มีแต่ ศอ.บต. ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้ กอ.รมน. ไม่มีกฎหมายที่รองรับชัดเจนเปึนเอกเทศ มีการจัดงบประมาณอย่างเปึนระบบ ท่านปฏิเสธที่จะไปดูจริง ๆ ครับว่า แผนพัฒนา เขตพัฒนาพิเศษมันควรจะต้องเชื่อมโยงไปสู่พี่น้องประชาชนที่เปึนชาวบ้านจริง ๆ อย่างไร เพียงแต่ไปหยิบเอาโครงการนั้นโครงการนี้ตามกระทรวงต่าง ๆ เอามารวมกันแล้วบอกนี่ เขตพัฒนาพิเศษ ไปตั้งโรงสกัดปาล์มก็ไม่มีปาล์มปัอนเข้าไป ไปทําโรงงานอาหารฮาลาล ก็ไม่มีวัตถุดิบที่จะปัอนเข้าไปที่มาจากคนในพื้นที่แล้วมันจะฟุ๋นขึ้นมาได้อย่างไร จะสร้าง โอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องภาคใต้ก็จะมีอีกหลายท่านได้พูดครับ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองก็แทนที่จะคํานึงถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้เวลาไปสัมภาษณ์ กับสื่อสารมวลชนต่างประเทศโดยเฉพาะสื่อสารหลักของโลกมุสลิมอัล-จาซีราห์ (Al Jasirah) ก็กลับไปทําให้โลกมุสลิมมีความไม่พึงพอใจไม่เข้าใจประเทศไทยหรือรัฐบาลไทยมากยิ่งขึ้น ไปดุด่าผู้สื่อข่าวที่มาสัมภาษณ์ท่านเรื่องตากใบบอกไม่เห็นมีอะไรเลยคนล้มทับตายกันเอง นี่แหละครับคือการขาดวุฒิภาวะในฐานะผู้นําที่พึงจะรู้ว่าความละเอียดอ่อนของเรื่องต่าง ๆ เปึนอย่างไร

สําหรับความล้มเหลวในด้านสุดท้ายในเรื่องของความสมานฉันท์นี่ครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมพูดมาตลอดเรื่องสมานฉันท์ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าธรรมาภิบาล ทํากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ทํากฎหมายให้บังคับใช้เท่าเทียมเสมอภาคกัน นั่นละครับคือ หนทางของความสมานฉันท์ที่ยั่งยืนถูกต้องที่สุด แต่ว่าอย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ ประสิทธิภาพในการล้างแค้น ประสิทธิภาพในการที่จะปกปัองประโยชน์ของตัว ๔ เดือน มันสูงลิบลับเลยครับต่างจากประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาประชาชน เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์เลยครับ เอาหัวใจเลยครับ ย้ายคุณสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะเขาคือหลักในการทําให้การสอบสวนเกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการทุจริตของอดีตผู้นํา หลายคดีเลยครับ โดนย้ายก่อน ตามมาด้วยอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายตํารวจซึ่งทําคดี ซื้อเสียงของอดีตประธานสภา อีกหลายต่อหลายคนครับ แล้วก็มุ่งหน้าในการที่จะแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปึนอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามสร้างความเข้าใจผิด เมื่อวานนี้ละครับ โอ๊ย อยากแก้เรื่องระบบเลือกตั้งเขตละคนมันสากล อยากจะแก้หลาย ๆ เรื่องให้มันเข้ารูปเข้ารอย เรื่องเหล่านั้นพวกกระผมก็บอกว่าควรแก้ แล้วก็ควรเอามาศึกษา ร่วมกัน พูดตั้งแต่วันแถลงนโยบาย แต่ไม่ใช่ครับ เสนอครั้งแรกแก้ ๕ มาตราเท่านั้นละครับ หัวใจคือ ๓ มาตรา มาตรา ๒๓๗ เรื่องยุบพรรค มาตรา ๓๐๙ เรื่อง คตส. มาตรา ๑๙๐ เรื่องทําสนธิสัญญา แล้วก็พอถูกคัดค้านเข้ามาก ๆ ก็เปลี่ยนกลับลําไปว่า เพียงแต่ต้องการ เอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ยกเว้น ๒ หมวดแรกมาแทนป้ ๒๕๕๐ ท่านนึกย้อนกลับไปสิครับ ก่อนหน้าที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ้านเมืองกําลังเข้ารูปเข้ารอยไหมล่ะครับ สงบเรียบร้อยดี ทุกอย่าง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทํางานไปถูกใจคนบ้าง ไม่ถูกใจคนบ้าง แต่ไม่มีใครคิดจะ ลุกฮือขึ้นมาชุมนุมต่อต้าน แต่เพราะเรื่องนี้แท้ ๆ จึงเปึนชนวนให้เกิดการชุมนุมขึ้นมาครับ คนที่ล้มเหลวในการสร้างความสมานฉันท์ก็คือตัวท่านเอง แล้วพอการชุมนุมทําท่าจะลุกลามไป ล้ําหน้าไปจนคนเริ่มบอกว่า เอ๊ะ เขาสมควรจะชุมนุม หรือไม่ คนที่เติมเชื้อไฟเข้าไปอย่างรุนแรงก็คือท่านนายกรัฐมนตรีอีก ออกโทรทัศน์ เปึนกรณีพิเศษประกาศเลยว่าต้องแตกหักวันนี้ คําพูดท่านเองนะครับ นั่นละครับจากวันนั้น มาถึงวันนี้กระบวนการสมานฉันท์มันจึงไม่เกิดขึ้น แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่ปลดชนวน ความขัดแย้งทางการเมืองเลย มีปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ปลดมันไปครับ เพื่อให้ท่านบริหารงานได้ อย่างสะดวก ปล่อยให้มันเปึนเงื่อนไขของความขัดแย้ง กรณีของอดีตรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีเดี๋ยวผมก็คงจะต้องพูดขยายความอีกสักนิดแต่ทุกข้อเสนอเลยครับ พวกกระผมเองท่านเองก็เคยใช้คําว่า มีไมตรี เสนอหลายเรื่องเพื่อที่จะให้บ้านเมืองมันสงบ แต่เพราะที่ท่านยืนยันว่าต้องเปึนตัวของท่านเอง ผมก็เปึนของผมอย่างนี้ มันก็เลย เหมือนกับท่านยืนอยู่บนชานชาลารถไฟขบวนสมานฉันท์มาแล้วมาเล่า พวกผมบอก ท่านขึ้นเถอะขบวนนี้ท่านบอกผมเปึนตัวของผมเองทําไมผมต้องขึ้นแล้วรถไฟก็ไป สุดท้าย ท่านก็ต้องวิ่งตามรถไฟทุกครั้งจะรัฐธรรมนูญ จะรัฐมนตรีจักรภพ จะเป่ดอภิปรายทั่วไป หรือเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจทําไมล่ะครับ แล้วถ้าท่านยังเปึนอย่างนี้อยู่ตลอดอย่าว่าแต่ ๔ เดือนเลยครับ ๔ ป้มันก็จะเปึนอย่างนี้แล้วบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไรครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้มันไม่ใช่เรื่องของผมหรอกครับ มันเปึนเรื่องที่ว่าคนเขามองดูประเทศไทย คนเขามองดูสถานการณ์แล้วเขาบอกว่าเราต้องมีรัฐบาลที่ดีกว่านี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็เลยกราบเรียนว่านี่คือความล้มเหลว ผมกราบเรียนต่อไปครับว่าบังเอิญมีเรื่อง ซึ่งความจริงจะมีอีกคณะหนึ่งมาพูดนะครับ เพราะว่าท่านก็ท้าทายไว้มากคือเรื่องของปัญหา ว่ายังไม่เคยเซ็นสัญญายังไม่ได้ทําอะไร โยนหินถามทางก็มาอภิปรายไม่ไว้วางใจกันแล้ว รถเมล์ครับ ผมพูดสั้น ๆ เท่านั้นเอง เพราะเดี๋ยวจะมีคณะที่เขารับผิดชอบเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ โยนหินถามทางหรือครับ ผมมีเอกสารในมือผมวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เปึนหนังสือ ที่ทางกระทรวงคมนาคมได้ทําเรื่องเสนอมาที่คณะรัฐมนตรี แล้วเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ นําเสนอเพื่อที่จะให้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โยนหินถามทางของท่านนี่ ๑๑ หน้านะครับ มีงบประมาณเรียบร้อย ๑๑๑,๖๙๐ ล้านบาท นี่เฉพาะเรื่องรถเมล์ไม่นับโครงการเรื่องเกษียณอายุ ก่อนกําหนดหรืออะไรต่อมิอะไรอีก อย่างนี้ไม่เรียกโยนหินถามทางหรือครับ แล้วที่สําคัญ ลายเซ็นนี้ละครับ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เสนอ ครม. เพื่อพิจารณา ก็ถ้าคิดว่า โยนหินถามทางหรือทําถูกต้องแล้วทําไมคนเซ็นให้เสนอ ครม. เพื่อพิจารณาถอนเรื่องออก เสียเองละครับพอรู้ว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้ว ๑๑๑,๖๙๐ ล้านบาทก็ไม่ใช่ตัวเลข ที่คิดกันขึ้นมาลอย ๆ ผมก็ไปเอามาหมดเลยครับว่าประมาณการงบประมาณที่บอกว่า ๖,๐๐๐ คัน ทําไมมันถึงออกมาเปึนแสนกว่าล้านบาท ผมบอกเสียเลยนะครับว่าอย่ากล่าวหา ฝ์ายค้านว่าจะไปขัดขวางการทําให้ ขสมก. ดีขึ้น พวกผมสนับสนุนครับอยากให้ ขสมก. มีกําไร อยากให้มีรถดี ๆ ที่ประชาชนนั่งในราคาที่ถูก ใช้พลังงานทดแทน สนับสนุนครับ แต่ไม่สนับสนุนให้คนมาหากินกับเรื่องนี้ ๑๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่เขาทํามาจากประมาณการหมดละครับว่า รถ ๖,๐๐๐ คันนี่ ค่าใช้จ่ายแต่ละเรื่องเปึนอย่างไร เดี๋ยวมีคนมาขยายความครับ เอาง่าย ๆ ว่าค่าซ่อมก็แพงกว่า ราคารถใหม่ ค่าที่บอกว่าจะไปทําระบบอีทิคเก็ต (e-Ticket) จีพีเอส (GPS) ผมว่าแพงกว่า ความเปึนจริงไม่รู้กี่เท่าตัวนะครับค่าเช่าอู่แพงกว่าค่าจอดเรือยอชต์ (Yacht) ผลตอบแทน ที่ให้กับคนที่จะมาเสนอให้เช่านี่ดีกว่าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อีกครับ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวเรื่องนี้เปึนรายละเอียดครับ ผมเพียงแต่บอกว่ามากล่าวหาพวกผมว่าแค่โยนหิน ถามทางก็โวยวายแล้ว ไม่ใช่ครับ คิดทํากันมาเปึนระบบ นายกรัฐมนตรีเองเซ็นให้เข้า ครม. แล้วแต่เปลี่ยนใจเพื่อที่จะเอาออกมา

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อไปแล้วก็จะเปึนประเด็น สุดท้ายแล้วก็คือว่า การทํางานโดยคํานึงถึงพวกพ้อง คํานึงถึงผู้มีบุญคุณมากกว่าการทํางาน ให้กับประชาชนและแผ่นดินที่ผมคิดว่าเลวร้ายมากที่สุด ๒ เรื่อง

เรื่องหนึ่งก็คือ กรณีของอดีตรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ผมไม่พูด อะไรเสียหายถึงท่านเพราะว่าจะไม่เปึนธรรมกับท่าน แต่ว่าต้องเท้าความว่าเรื่องนี้มันเกิดเรื่อง เพราะว่ามีตํารวจไปแจ้งความข้อหาร้ายแรงมากครับ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ ทําตัวเปึนศาล ไม่ได้ทําตัวเปึนอะไรเลยครับ แต่เห็นว่าเรื่องนี้ถ้าปล่อยให้ลุกลามบานปลาย ออกไปไม่เปึนผลดีกับประเทศ ไม่เปึนผลดีกับสถาบันหลักของชาติ ผมทําหนังสือถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมไม่เคยเอามาพูดข้างนอกให้มันเปึนปัญหาทางการเมือง ผมทําหนังสือถึงท่านบอกท่านช่วยดูหน่อย ผมเคยเห็นท่านปฏิบัติกับเรื่องนี้มาในช่วงที่ ท่านเปึนฝ์ายค้าน ตอนนั้นก็มีปัญหาของคุณวีระ มุสิกพงศ์ ผมอุตส่าห์ไปเอาเหตุการณ์ อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับอดีตรัฐมนตรีที่ผมเห็นว่าส่อให้เห็นถึงทัศนคติที่เปึนอันตราย แล้วก็ขอว่าท่านนายกรัฐมนตรีจัดการทางการเมืองเสียไม่ต้องไปเกี่ยวกับเรื่องคดีความ หรอกครับเพราะว่าเรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อน ท่านก็ไม่ทําครับ ปล่อยให้เอาเอกสารต่าง ๆ ออกมาท้าทายกันลุกลามบานปลายไปหมดครับ แล้วก็เลยมีขบวนการมาสอดรับ ในเรื่องนี้ ในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เว็บไซต์ (Web site) ที่กระทําการจาบจ้วงล่วงละเมิด สถาบันที่เปึนเคารพสูงสุดนี่ยังมีอยู่เยอะแยะไปหมด ถ้าท่านตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม มีความจริงจังกับเรื่องนี้ผมเชื่อครับว่ามันจะไม่เปึนอย่างนี้ เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ผมคิดว่า บ่งบอกถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงของท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาล แต่เรื่องที่วันนี้ กระผมจะต้องกราบเรียนกับท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่ผมคิดว่าร้ายแรงที่สุด ก็คือกรณีของเขาพระวิหารครับ ผมพูดเรื่องเขาพระวิหารนี่ผมรู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องถามผมก่อนแน่เลยว่าผมเกิดทันหรือเปล่า ผมเกิดป้ ๒๕๐๗ คดีเขาพระวิหาร ป้ ๒๕๐๕ ผมเกิดไม่ทันจริง ๆ แต่เกิดไม่ทันไม่ได้แปลว่าไม่รู้ เพราะผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรี ก็อธิบายได้ว่าสะพานที่เขาชุมนุมกันอยู่นี่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านก็อธิบายได้หมด ผมก็ ไม่ได้คิดว่าท่านต้องอายุ ๑๐๐ ป้ ท่านประธานครับ ที่ผมไม่เชื่อก็คือว่าความพยายามที่จะ เบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนความเสียหายในวันนี้ทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีถึงขั้นกับกล่าวหา อดีตหัวหน้าพรรคของท่าน คนที่รับท่านเข้าสู่การเมืองระดับชาติให้เปึนลูกทีมในการลงสมัคร รับเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรก ท่านพูดเลยครับบอกว่าคณะที่มาต่อว่าท่านอยู่ ไปถามคนเก่าคนแก่ในพรรคเสียบ้างว่า เสียหายเพราะอะไร แพ้คดีตั้งแต่ป้ ๒๕๐๕ ทนายความเปึนใครไปรับแผนที่ จึงเปึนเรื่อง ที่ทําให้แพ้คดีสูญเสียเขาพระวิหาร ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมก็ทํางานการเมือง มาจะเรียกว่าครึ่งค่อนชีวิตของผมก็ว่าได้เพียงแต่ผมอายุไม่มากเท่าท่าน แต่ผมเล่นการเมือง ทํางานการเมืองแบบมีหลักมีแหล่งมีรากฐานคือพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ใช่คนจรจัดเร่ร่อน ทางการเมือง กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ในพรรคประชาธิปัตย์เราอยู่กันผู้อาวุโส น้อง ๆ ที่เข้ามาใหม่เราจะพูดคุยกันตลอดครับให้รู้ความเปึนมาของบ้านเมือง ให้รู้ความเปึนมา ของประวัติของพรรค เขาพระวิหารผมก็มีหนังสือของท่านหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ที่เขียนเรื่องนี้อยู่ในมือ มอดอาจจะกินไปบ้างแต่สาระครบถ้วนอยู่ทุกอย่างครับ ศึกษาได้ และเขาถ่ายทอดกันมาหมดว่าการทํางานในทางการเมืองของคนของพรรคประชาธิปัตย์ทํากัน มาอย่างไร เรื่องตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเขาก็เล่าให้ผมฟังหลายเรื่อง แต่ผมไม่พูดที่นี่มันเสียหายกับท่านว่าท่านเปึนอย่างไร แต่ผมไม่นึกจริง ๆ ว่าเรื่องนี้จะมี การบิดเบือนประวัติศาสตร์กันได้มากถึงขนาดนี้ จากวินาทีนี้ไปจนเสร็จสิ้นการอภิปราย ของผมจะมีสมาชิกอีก ๔-๕ ท่าน ขึ้นมาเอาเอกสารหลักฐานในประวัติศาสตร์ทั้งหมด มาแสดงให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนคนไทยให้เห็นครับว่า ถ้าจะมีการสูญเสียไม่ว่า จะเปึนปราสาทพระวิหารหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง จะในอดีตในวันนี้หรือวันข้างหน้าเปึนเพราะใคร และถ้าเอกสารผมไม่ถูก ท่านโต้แย้งเอาเอกสารมาหักล้าง ผมขอเริ่มต้นแล้วก็ขออนุญาต ท่านประธานใช้อุปกรณ์ในการนําเสนอเพื่อประกอบเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนครับ