สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑

สุทิน คลังแสง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและรัฐประหาร โดยบอกว่าไม่ปฏิเสธที่จะมีการทุจริตในระบบรัฐบาลแต่เชื่อว่าระบบปกติของประเทศไทยยังสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยไม่ต้องรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายที่ดีและให้ประชาชนเห็นผลประโยชน์ และยังเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ก็จะพยายาม ระมัดระวังนะครับ แต่ว่าโดยเนื้อหาสาระนั้นผมก็คงเนื้อหาสาระ แต่คําพูดและภาษา จะพยายามระมัดระวัง ท่านประธานครับ กลุ่มซึ่งคิดว่าไม่ควรแก้ก็ได้อธิบายกันกลุ่มก้อน ฟังเหตุผลใหญ่ ๆ ก็คืออ้างอย่างนี้ครับ เพราะรัฐบาลที่แล้วมีการทุจริตคอร์รัปชันใช้คําว่า เชิงนโยบายบ้าง คอร์รัปชันอย่างมโหฬารบ้าง มีการซื้อเสียงในรัฐบาลที่แล้วบ้าง แทรกแซงองค์กรอิสระบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเกิดการรัฐประหาร เพราะบอกว่านั่นคือต้นเหตุ ของการรัฐประหาร ต้นเหตุของการที่มาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็หมายความว่า เพราะรัฐบาลคราวที่แล้วทุจริต มีการซื้อเสียง แทรกแซงองค์กรอิสระ จึงทําให้คนเข้ามา รัฐประหาร จึงทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะหมายความว่าอย่างไรก็สุดแท้แต่จะไป คิดกันเอา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าเราไม่ปฏิเสธหรอกครับนักการเมือง มีทั้งคนดี คนไม่ดี เหมือนท่านผู้อาวุโสจากซีกฝ์ายค้านบอก เช่นเดียวกับทุกองค์กร มีทั้งคนดี คนไม่ดี รัฐบาลที่อยู่ในประเทศไทยมาไม่รู้กี่ชุดก็ไม่ปฏิเสธว่ามีการทุจริต ทั้งที่ศาลได้ตัดสินไปแล้วบ้างและยังไม่ตัดสิน มี ผมไม่ไปรับรองใครทั้งสิ้น แต่ผมอยากจะถาม แล้วฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะเขียนรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ว่า หากตั้งโจทย์ว่า มีการทุจริต มีการแทรกแซงองค์กรอิสระจึงจะต้องคงรัฐธรรมนูญและสรุปบทศึกษาว่า ต้องมีรัฐธรรมนูญแบบป้ ๒๕๕๐ คงไว้จะแก้ได้ ระวังนะครับ เพราะท่านประธานที่เคารพครับ พิสูจน์ได้ว่าถ้าตั้งโจทย์อย่างนั้น ตั้งสมมุติฐานอย่างนั้นและเชื่อว่าการรัฐประหารและ ร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้จะแก้ได้ ถามว่ารัฐประหารแล้วแก้ทุจริตได้ไหมครับ ผมว่า เปลี่ยนคิวกันทุจริต รัฐบาลมาอยู่ป้หนึ่งเกิดอะไรขึ้นครับ ใครกล้ารับรองได้ว่าบริสุทธิ์ สะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ งบกองทัพเพิ่มขึ้น ๒๐๐-๓๐๐ เท่าหมายถึงอะไร และที่สําคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้ละครับที่ผมรันทดหดหู่กับเพื่อนสมาชิกของเราซึ่งอยู่ใน สถาบันนิติบัญญัติด้วยกัน แน่นอนหากแม้นมีการทุจริตซึ่งผมไม่ได้ยอมรับว่ารัฐบาล ทุจริตนะครับ แต่รัฐบาลใดก็ตามถ้ามาตามการเลือกตั้ง ถ้าบ้านเมืองอยู่ในสภาพ เปึนประชาธิปไตยถามว่าเราไร้กลไกที่เอาผิดกับนักการเมืองเหล่านั้นหรือครับ ถึงจําเปึนจะต้องมีการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นทิ้ง เรายังมีกลไกปกติอยู่ ๓ ระดับที่จะต้องตัดสินนักการเมืองที่ทุจริตและในสภาพปกติยังทํางานได้ เช่น ๑. เรามี ศาลสถิตยุติธรรม ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาทํางานเปึนปกติ เราเชื่อมั่นไหมครับ ๒. เรายังมีองค์กรอิสระ สตง. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง และ สุดท้ายที่สุดครับ ถ้าเรามาจากการเลือกตั้งและมีวิญญาณเปึนนักประชาธิปไตยปฏิเสธ ไม่ได้คือศาลประชาชน ไม่เห็นจําเปึนจะต้องใช้การปฏิวัติรัฐประหารเข้ามาแก้ไข ผมยกตัวอย่างท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกจะเชื่อถือต่อศาลยุติธรรมหรือไม่ ว่าจะแก้ไขปัญหาและจับคนทุจริตทางการเมืองได้ ผมเชื่อมั่นครับ เชื่อมั่นว่าทําได้ ผมยกตัวอย่างได้ มีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งไม่เอ่ยนามท่าน ศาลพิพากษาถึงที่สุดจําคุกอยู่ ณ ขณะนี้ด้วยข้อหาทุจริตยามีคดีหนึ่ง ส.ป.ก. ๔-๐๑ ศาลฎีกาได้พิพากษาแล้วว่ากระทําผิดจนต้องสั่งคืน ส.ป.ก. นั้นแก่สํานักงาน ส.ป.ก. นี่แสดงว่าหากแม้นการกระทํามิดีมิชอบทุจริตระบบปกติคือศาลยุติธรรมยังทํางานได้ องค์กรอิสระ ๓ องค์กรที่พูดกันนักกันหนาว่ามีการแทรกแซง ประเดี๋ยวจะพูดในประเด็น ต่อไป ผมเชื่อว่า ๓ สถาบัน ๓ องค์กรยังทํางานได้และสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ คือศาล ประชาชน เราเชื่อมั่นไหมครับ วันนี้อย่าปฏิเสธความจริง ถ้าเราเปึนนักการเมือง เราทําดี ทําชั่ว ประชาชนจะให้คุณและโทษของเราเองจะแต่งตั้งและถอดถอนเราเองเมื่อคราวเลือกตั้ง ถ้าคนไม่เชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของประชาชนว่า เขาเลือกเรามาเพราะได้วินิจฉัยแล้วว่า พฤติกรรมของเราชอบไม่ชอบ เห็นไหมครับคดียุบพรรคไทยรักไทย ศาลคิดว่าจะเอาให้ สิ้นซากให้ยุบพรรคนี้ไปนั่นคือเจตนาที่ต้องยุบไป ท้ายที่สุดศาลประชาชนเปึนอย่างไรครับ เลือกเข้ามาอีกไหมครับ คนกลุ่มเดิมเยอะด้วยครับ ถ้าหากบ้านเมืองเปึนประชาธิปไตย ผมคิดว่าถล่มทลาย แล้วอีกกรณีหนึ่งครับ เชื่อมั่นไหมในศาลประชาชน กรณีที่เพชรบูรณ์ ไปจับการซื้อเสียงได้เงินสดล้านกว่าบาท กกต. ตัดสินให้ใบเหลืองซึ่งทุกคนคิดว่าน่าจะ เปึนใบแดงแต่สุดท้ายกลับไปเลือกตั้งใหม่ ศาลประชาชนบอกให้ใบแดงเองเลยครับ ตกเลยครับ เพราะฉะนั้นผมยังเชื่อมั่นว่าแม้จะมีการทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาลใดก็ตาม ระบบปกติของเรายังทํางานได้ ไม่จําเปึนที่จะต้องเรียกหาคณะรัฐประหารมาฉีกรัฐธรรมนูญ และเรียกเข้ามาแล้วแก้อะไรได้ซ้ํากลับมาทําเสียเอง เพราะฉะนั้นประเด็นการทุจริต ประเด็นการกล่าวหาเรื่องนี้กรรมาธิการจะไปแก้ไขจะไปศึกษาไปคิดให้หนักนะครับว่า การจะแก้ไขปัญหาทุจริตนี่จะเขียนอย่างไร จะสรุปอย่างไร ถ้าสรุปว่าเราต้องเขียน รัฐธรรมนูญเป่ดทางให้มีการเข้ามาปฏิวัติรัฐประหารเพื่อปราบนักการเมืองทุจริต คิดให้ดีนะครับ ผมว่าคิดผิดนะครับ ประการต่อมารัฐบาลชุดที่แล้วแทรกแซงองค์กรอิสระ เปึนมูลเหตุ ให้ทหารปฏิวัติก็เท่ากับรับรองว่าเพราะเหตุนั้นแหละรัฐบาลที่รัฐประหารเข้ามา จึงชอบธรรม ผมไม่บอกว่าควรเยินยอแต่รับรองเหตุผลการเข้ามาทํารัฐประหาร เพราะมีการแทรกแซงองค์กรอิสระ ผมไม่เสียเวลาเถียงหรอกครับ เถียงกันยาว ต้องเอาหลักฐานกันมางัดแต่ถามกลับแล้วฝากไปยังกรรมาธิการที่จะศึกษาว่า ถ้าคุณตั้งสมมุติฐานว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เป่ดช่องให้นักการเมืองแทรกแซงองค์กร อิสระได้ แล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะปัองกันการแทรกแซงได้ ผมถามว่ามันเปลี่ยน คนแทรกแซงไม่ใช่หรือครับ ป้ ๒๕๔๐ นักการเมืองแทรกแซง เอาละ อนุโลมว่าตามท่านไป แต่ป้ ๒๕๕๐ นี่ เปลี่ยนให้เผด็จการแทรกแซง เปลี่ยนให้อํามาตยาธิปไตยแทรกแซง แทรกแซงอย่างไรก็วันนี้สรรหาองค์กรอิสระใครสรรหาครับ ก็โยงใยไปแล้วไปถึงคน ซึ่งทํารัฐประหารทั้งนั้น เป่ดช่องให้แทรกแซงเหมือนกัน ป่ดฝ์ายนักการเมืองไม่ให้แทรก แต่เป่ดประตูบานใหญ่ฝ์ายข้าราชการ อํามาตยาธิปไตยและคนรัฐประหารแทรกแซง ต่างกันตรงไหนครับ ถ้าจะเลือกให้แทรกแซงได้ผมยังคิดว่าฝ์ายการเมืองแทรกแซงแล้ว กลับไปหาประชาชน ประชาชนลงโทษได้แต่คณะรัฐประหารและอํามาตยาธิปไตย ใครยึดโยง ใครไปให้คุณและโทษกับเขาได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเขียนมาตรานี้ แล้วตั้งสมมุติฐานอย่างนี้คิดให้ดีนะครับก่อนจะสรุปผลการศึกษา ประเด็นต่อมาบอกว่า ในสภานี่คือผมที่เศร้าใจที่สุดเพราะสภาเปึนเผด็จการรัฐสภา การบอกว่าเปึนเผด็จการรัฐสภา ก็เท่ากับการไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนเลือกมา เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ที่จะต้องไปศึกษาคิดให้ดีนะครับ ผมเองก็ไม่ชอบถ้ามีเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการ ด้วยเสียงข้างมาก แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การกล่าวหาเสียงข้างมาก การกล่าวหา เผด็จการรัฐสภา เราไปคิดแยกออกสิอันไหนเปึนมายาคติ อันไหนเปึนความจริง ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนซึ่งโจมตีเสียส่วนใหญ่ โจมตีเผด็จการรัฐสภาส่วนมากจะเปึน เสียงส่วนน้อย จะเปึนฝ์ายพ่ายแพ้จึงหาเหตุผลมาประกอบเพื่อลดความชอบธรรม ฝ์ายเสียงข้างมาก เปึนเช่นนี้ตลอดและหาเหตุผลสนับสนุนตนเองซึ่งเปึนฝ์ายเสียงข้างน้อย ให้ระวังถ้าจะสรุปผลการศึกษาว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก่อให้เกิดเผด็จการรัฐสภา และ เผด็จการรัฐสภานี่เปึนเหตุให้บ้านเมืองเปึนวิกฤติ ถ้าจะศึกษา ถ้าจะสรุปอย่างนั้น ผมขอฝากให้คิด ท่านประธานหรือกรรมาธิการต่อไปนี้ให้คิดด้วยว่าถ้ากลัวว่าเผด็จการรัฐสภานี่ หรือคนบอกว่า อันตรายกว่ารัฐประหาร หรือเรียกว่าทุนสามานย์ก็สรรหามาพูดกัน แต่ผมฝากไปคิดและตั้งเปึนสมมุติฐานด้วยว่าเสียงข้างน้อยก็อันตราย เสียงข้างน้อย ก็ทําลายระบอบประชาธิปไตยได้อันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าเสียงข้างน้อยนี่ เมื่อไม่ยอมรับเสียงข้างมากในสภาไปสมคบกับอํานาจข้างนอกมาล้มเสียงข้างมาก ในสภา อันนี้อันตรายให้ตั้งสมมุติฐานนี่แล้วก็เขียนไว้ด้วย

อันต่อมาซื้อเสียง พูดประหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทําให้รัฐบาลและ สภาคราวที่แล้วซื้อเสียงมากจึงชอบธรรมที่ต้องรัฐประหาร และคณะรัฐประหารชอบธรรม ที่จะต้องเขียนรัฐธรรมนูญออกมาปัองกัน จริงหรือเปล่าครับว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้ ผมคิดว่าหนักกว่าเดิมนะครับ และการซื้อเสียงนี่ฝ์ายอื่น กล่าวหาเรามามาก ฝ์ายที่จะลดความชอบธรรมของสภาโขกสับเรามาตลอด ลดความเชื่อถือ เรามาตลอด ผมก็รับได้ แต่เสียใจนะครับที่เรามาจากการเลือกตั้งด้วยกัน เราพูดถึงเรื่องนี้ กล่าวหาการซื้อเสียงด้วยความเลื่อนลอย ส่วนมากจะเหมากัน และผมฝากกรรมาธิการ ถ้าจะไปศึกษา ถ้าจะสรุปว่ารัฐธรรมนูญจําเปึนต้องเขียนเหมือนป้ ๒๕๕๐ เพื่อจะปัองกัน การซื้อเสียง ผมฝากให้คิดให้ระแวดระวังว่าการกล่าวหาว่าคนอื่นซื้อเสียงมักจะเกิดจาก คนแพ้เลือกตั้ง บางครั้งไปซื้อด้วยกันแต่ประชาชนเลือกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ซื้อด้วยกันแต่เมื่อ แพ้กลับไปกล่าวหาเขาว่าเขาซื้อทั้ง ๆ ที่ไปซื้อด้วยกัน ซึ่งไม่รู้จะเปึนใครไม่ได้ระบุ แต่เมื่อ แพ้ก็ไปชี้หน้าเขาว่าคุณซื้อเสียง ความเปึนจริงก็คือซื้อแล้วประชาชนรับเงินทั้ง ๒ ฝ์าย แต่เขาไม่เลือกตัวเอง ไม่ต้องวิตกว่าคนจะไปกล่าวหาว่าพูดเรื่องซื้อเสียงบ่อยจนเปึน แผ่นเสียงตกร่อง ไม่ต้องวิตกครับ เพราะการกล่าวหาว่าคนอื่นซื้อเสียงนี่ไม่ตกร่องหรอกครับ แต่พูดบ่อย ปริมาณการพูดว่าซื้อเสียงจะสัมพันธ์กับปริมาณจํานวนครั้งที่พ่ายแพ้ แพ้บ่อย ก็พูดบ่อย แพ้น้อยก็พูดน้อย แต่ถ้าชนะจะเงียบ เพราะฉะนั้นการตั้งสมมุติฐานว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ให้คิดดี ๆ นะครับกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อมา การยุบพรรค แก้มาตรา ๒๓๗ แล้ว เท่ากับว่าจะปล่อยให้คนซื้อเสียงเปึนอิสระเลยหรือ ถ้าเราไม่เอามาตรา ๒๓๗ ไม่มี การยุบพรรคก็แสดงว่าเราเป่ดเสรีให้มีการซื้อเสียงไม่ใช่หรอกครับ ฝากกรรมาธิการด้วย กฎหมายที่เอาผิดกับคนซื้อเสียงแม้ไม่ยุบพรรคมีอยู่มากเอกอุแหละครับ จะล้มจะตาย อยู่แล้วครับ ๑. ถูกตัดสิทธิทางการเมือง นี่คือโทษทางการเมือง ๕ ป้ ๑๐ ป้ว่ากันไป ยังไม่รวมทั้งโทษทางสังคมที่ประชาชนจะประณามหยามเหยียด ๒. ผิดกฎหมายอาญา มีคนติดคุก ๓. รับผิดชอบทางแพ่ง การเลือกตั้งครั้งหน้าใช้ทุนเท่าไรจะต้องไปชดใช้ ผมว่ามันไม่หนักพอแล้วหรือครับสําหรับจะลงโทษคนซื้อเสียง จําเปึนที่จะต้องไปยุบเขา หรือเปล่าครับ และพูดแล้วว่าในแง่กฎหมายไม่ชอบธรรม และในแง่ข้อเท็จจริง มีประเทศใดในโลกเขาทํา เพราะฉะนั้นถ้าแก้ประเด็นนี้แล้วผมยืนยันว่าแม้ไม่มีการยุบพรรค แต่มีบทบัญญัติของกฎหมายรุนแรงพอที่จะจัดการกับคนซื้อเสียง แต่ผมก็ยังไม่เชื่อ อยู่ดีแหละครับมาตรการทางกฎหมาย ผมยังเชื่อว่ามาตรการจิตสํานึก การสร้างนโยบายที่ดี และรัฐบาลและพรรคการเมืองใดพูดแล้วทําตามนโยบายแล้วให้ประชาชนเขาเห็นจริงว่า นโยบายที่ดีสัมผัสได้เปึนประโยชน์กับเขา ผมเชื่อว่าแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้

ท่านประธานครับ ประเด็นต่อมาที่พูดกันมากก็คือเรื่องการเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเมืองภาคพลเมือง อันนี้ผมต้องพูดท่านประธานที่เคารพครับ เพราะบ้านเมืองต่อไปนี้เกิดวิกฤติวันนี้ด้วยอ้างการเมืองภาคประชาชน และต่อไปถ้าอ้างอย่างนี้ ไปเรื่อย ๆ ใครให้หลักประกันได้ว่าวันนี้อ้างภาคประชาชนล้มรัฐบาลท่านสมัคร แต่ประทานโทษครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ครั้งหน้าถ้าเกิดท่านอภิสิทธิ์ได้เปึนายกรัฐมนตรี ใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีซีกอื่นขึ้นมาอ้างการเมืองภาคพลเมืองสร้างความวุ่นวาย เพราะนี่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ผิด ผมถึงได้ขออนุญาตบอกกรรมาธิการที่จะศึกษา ต่อไปนี้ครับ ให้ไปเชิญนักวิชาการมาร่วมในกรรมาธิการมาก ๆ ช่วยตีความและบัญญัติ ให้คํานิยามกับคําว่า การเมืองภาคประชาชน ให้ดีสิ ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มามาก เมื่อคราวสอนหนังสือ และได้ไปศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศซึ่งเปึนประชาธิปไตยว่า การเมืองภาคพลเมืองของเขาคืออะไร ท่านประธานครับ อันตรายมากเรื่องนี้ นักวิชาการที่จะเชิญมาร่วมคณะกรรมาธิการให้เขาตีความแล้วก็ให้เขาให้นิยามว่า การเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองภาคพลเมืองต่างกับการเมืองในสภาอย่างไร ซึ่งศัพท์รัฐศาสตร์มันบอกอยู่แล้ว ของเรานี่เขาเรียกว่า การเมืองระบบตัวแทน เรพพรีเซนเททีฟ เดโมเครซี (Representative democracy) แต่ภาคประชาชนเรียกว่า ไดเร็คท์ เดโมเครซี (Direct democracy) มีแต่นักวิชาการเหล่านั้นบางคนไม่ตีความ ผมถามว่าการเมืองภาคประชาชน ที่อ้างต่างจากการเมืองซึ่งเราเลือกอย่างไร ถามว่าเรามานั่งอยู่ที่นี่ประชาชนมีส่วนร่วมไหม เทวดา หรือมนุษย์ต่างดาวเลือกเรามานี่ ถ้าประชาชนเลือกเรามาถามว่าเขามีส่วนร่วมไหม ถ้าร่วมแล้ว ๔ ป้ ท่านครบวาระเขาต้องไปถอดเรา ถามว่ามีส่วนร่วมไหม ถ้านี่ก็คือ การเมืองภาคประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกเรามาและถอดถอนเรามา แล้วหน้าที่ ของการเมืองภาคประชาชนคืออะไร คือไปเดินขบวนอยู่ข้างถนน อยู่สวนสาธารณะ แล้วถามว่าใครจะให้คําจํากัดความและนิยามขีดเส้นแบ่งได้ว่าการเมืองภาคประชาชน กับการเมืองเชิงระบบมันจะต้องทํางานสอดสัมพันธ์กันอย่างไร ใครอยู่เส้นไหน ใครอยู่ เส้นใด ถ้าหากว่าไม่มีการตีความชัดเจนแล้วแบ่งเส้นไม่ชัดเจน วุ่นวายครับ ผมได้ศึกษา เหมือนกันท่านประธาน ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะคําว่า การเมืองภาคประชาชน และการมี ส่วนร่วมบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าจะศึกษาจะตีความและหาข้อสรุปต้องฟังทางนี้ ด้วยครับ การเมืองภาคประชาชนในประเทศซึ่งเขาเปึนประชาธิปไตย ผมยกตัวอย่าง จะเปึนการต่อสู้ในความเปึนประชาชนอันบริสุทธิ์ด้วยวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง ของเขา ล่าสุดที่เกาหลีใต้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการนําเข้าเนื้อโคซึ่งรัฐบาลละเลย แล้วไม่มีนักการเมืองไปแทรกเขานะครับ เปึนประชาชนบริสุทธิ์จริง ๆ ที่เขาต้องลุกขึ้นมา เพราะนโยบายรัฐบาลตกหล่นไม่ได้ดูแลเขา เขาก็ขึ้นมาเรียกร้อง ที่ประเทศไทยก็มีครับ การเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงพี่น้องชาวบ้านกูดต่อต้านท่อแก๊ส เหล่านั้นละครับ คือการเมืองภาคประชาชน แต่การเมืองภาคประชาชนที่เราอ้างวันนี้แยกกันอย่างไรครับ วันนี้ประชุมอยู่สภาแล้วก็ไปขึ้นเวทีหนึ่งแล้วขณะนี้ก็อยู่ที่นั่นด้วย ขนาดประชุมสภาอยู่นี่ ไปอยู่ที่นั่นด้วย แล้วคนสอบตกสอบได้เฮโลขึ้นที่นั่นหมด การเมืองภาคพลเมืองกับ การเมืองในสภาต่างกันตรงไหนครับ เพราะฉะนั้นต้องไปศึกษาครับ คณะกรรมาธิการ และบัญญัติเสียในรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ในมาตราใด หรือจะเปึนข้อสังเกตตาม รัฐธรรมนูญว่า ท้ายรัฐธรรมนูญว่าการเมืองภาคประชาชนหรือการมีส่วนร่วมต่อไปนี้ มิได้หมายความว่าจะเปึนการเมืองที่ป่ดถนนได้ ละเมิดกฎหมายได้ หรือเปึนการเมือง ที่เลือกตั้งมาแล้ว ๓ เดือน ก็ล้มระบบการเลือกตั้งมา อันนี้สําคัญครับ ต้องไปศึกษาและ หาข้อสรุปให้ดี ไม่เช่นนั้นวัฒนธรรมตัวนี้ การอ้างผิด ๆ และการเอาการเมืองภาคพลเมือง มาเปึนเครื่องมือกับการเมืองในสภาวุ่นไม่จบ

สิ่งต่อไปซึ่งก็พูดถึงกันมากเหมือนกันท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือเรื่องที่บอกว่าวันนี้วิกฤติคือรัฐธรรมนูญเปึนวิกฤติ ท่านประธานครับ ท่านพิจารณา ด้วยความเปึนธรรมสิครับว่าจริงหรือเปล่า หรือถูกเอารัฐธรรมนูญไปอ้าง เพราะเหตุผลอื่น ถ้าจริงวันนี้ถ้าเรายุติแก้ไขรัฐธรรมนูญเราทําตามทุกอย่างจะไม่ประชามติ จะเข้าสู่สภา แล้วทําไมไม่ดู พูดแล้วและที่ชัดเจนที่สุดวันนี้ก็คือข้อเรียกร้องที่ชัดเจนคือให้รัฐบาล ลาออกหรือยุบสภา