สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤติในประเทศ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ผมจะเปึนคนสรุปญัตตินี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าตลอดระยะเวลา ๑ วันเศษที่ผ่านมาที่สภานี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง ในการพิจารณาญัตติด่วนของพวกเราทั้งสิ้นจํานวน ๗ ฉบับนั้น ต้องยอมรับว่า เปึนการพิจารณากันไปในท่ามกลางสถานการณ์ภายนอกสภาที่ไม่ปกติเปึนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึนสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางด้านสังคม หรือแม้แต่กระทั่ง สถานการณ์ทางด้านการเมือง แม้จนกระทั่งปัจจุบันที่พวกเรากําลังอภิปรายกันอยู่ และจะมีการลงมตินั้น สถานการณ์ภายนอกสภานี้ก็ยังมีความรุนแรงและน่าเปึนห่วงว่า อาจจะนําไปสู่ความวิกฤติที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นในบ้านเมืองของเรา ญัตติด่วนฉบับนี้ เปึนญัตติด่วนที่เกิดขึ้นจากความเปึนห่วงในสถานการณ์ของบ้านเมืองดังกล่าวนั้นครับ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอแนวความคิดนี้มาตลอดระยะเวลาตั้งแต่ มีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยความเปึนห่วงว่าการคิดที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นอาจจะนําไปสู่วิกฤติที่บานปลายในบ้านเมืองได้ เหตุผลที่เปึนอย่างนี้ ก็เพราะว่าพวกเราเห็นครับว่า ปัญหาทั้งหลายภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากโดยพรรคพลังประชาชนนั้น ท่านมีเปัาหมายชัดเจนที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่เปึนเปัาหมายที่ผิดแต่ประการใด แม้แต่กระทั่งความเชื่อของท่าน ที่ท่านเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากอํานาจเผด็จการก็ตาม เพียงแต่จังหวะก้าวและท่าทีรวมถึงระยะเวลาและเนื้อหาในการนําเสนอในการ แก้รัฐธรรมนูญนั้นกลายเปึนจุดที่ทําให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองก็ว่าได้ พรรคประชาธิปัตย์นั้นเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนั้นแก้ได้ครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเราจะแก้อะไร แก้เพื่อใครและแก้เมื่อใด เปึนความจริงเช่นเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยบอกว่าเมื่อประชามติจบไปแล้วรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะแก้ไขได้ และมีหลายเรื่องที่จําเปึนที่จะต้องแก้ไข แต่ว่าในความเปึนจริงของประเทศเราต้องยอมรับว่า ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ช่วงปลายป้ที่แล้วนั้นเมื่อเสร็จสิ้น จากการเลือกตั้งแล้วปัญหาจริง ๆ ที่เผชิญหน้ากับประเทศของเราอยู่หาใช่เรื่องวิกฤติ ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญไม่ แต่วิกฤติที่เผชิญหน้าเราอยู่เปึนวิกฤติที่เกิดขึ้นกับประชาชน ทั่วทุกหย่อมหญ้า เปึนวิกฤติในเรื่องปากท้องของแพง เปึนวิกฤติที่กระทบไปถึงพี่น้อง เกษตรกร เปึนวิกฤติที่กระทบไปถึงคนยากคนจน เปึนวิกฤติที่มาจากส่วนหนึ่งเปึนปัญหา ที่เกิดขึ้นจากภายนอกประเทศ และจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งมีเจตจํานงอันแน่วแน่ที่จะแก้ไขวิกฤติเหล่านั้นจึงสามารถนําพาประเทศไปสู่ความอยู่ดี กินดีได้ สิ่งที่เราเปึนห่วงก็คือว่าภายใต้ภาวะวิกฤติปากท้องของแพงนั้นในวันที่รัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ท่านระบุเอาไว้ในนโยบายของท่าน อย่างชัดเจนในเวลานั้นในหน้า ๒๘ บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปึนรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติให้ความเห็นชอบ แต่โดยที่ยังปรากฏว่า มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก รัฐบาลนี้จึงจะสนับสนุนให้มีการศึกษาทบทวน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อดําเนินการแก้ไขให้เปึนไปตามหลักประชาธิปไตย อย่างแท้จริง และเปึนประโยชน์ต่อการบริหารประเทศให้ดียิ่งขึ้นในเวลาอันควรต่อไป ท่านประธานก็จะเห็นว่าในวันที่ท่านแถลงนโยบายก็จะไม่มีสมาชิกจากซีกของฝ์ายค้าน ลุกขึ้นคัดค้านในประเด็นของรัฐธรรมนูญนี้แต่ประการใด ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผู้นําสูงสุดที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ยังบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะ มีการกระทํากันในช่วง ๔-๕ เดือนก่อนที่จะครบวาระ ๔ ป้ สถานการณ์ในขณะนั้น จึงเอื้ออํานวยที่จะให้การแก้ไขปัญหาวิกฤติปากท้องของแพงของประชาชนโดยรัฐบาล ต้องดําเนินต่อไป แต่คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่าแล้ววิกฤติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้น ได้อย่างไร เราจําเปึนจะต้องย้อนข้อเท็จจริงในทางด้านการเมืองในครั้งนี้ อย่างน้อย เพื่อบันทึกเอาไว้ และเปึนประโยชน์ต่อการที่กรรมาธิการชุดนี้จะนําไปศึกษาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญต่อไปในวันข้างหน้าด้วย แนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นหลังจากแถลงนโยบาย ไปแล้วมันเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คณะกรรมการ การเลือกตั้งได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผลการสอบสวนกรณีทุจริตการเลือกตั้ง จังหวัดเชียงรายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านเปึนประธาน สภาผู้แทนราษฎร เปึนอดีตในขณะนี้ ในที่สุด กกต. นั้นมีมติ ๓ ต่อ ๑ ลงมติว่าท่านทุจริต การเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ ในภาษาชาวบ้านก็คือว่าให้ใบแดง นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในกุมภาพันธ์ เหตุการณ์นั้นผมเชื่อว่าหลายฝ์ายคงไม่สบายใจอย่างน้อยที่สุดผู้ที่ ถูกใบแดงก็มีตําแหน่งเปึนกรรมการบริหาร เปึนรองหัวหน้าพรรค หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ วันที่ ๒๗ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ประกาศยุติการทําหน้าที่ แต่เหตุการณ์สําคัญ จริง ๆ มันเกิดวันที่ ๒๐ โดยกฎหมายวันที่ ๒๐ มีนาคม กกต. ซึ่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ในส่วนที่ต้องทําเรื่องคดีเลือกตั้งนั้น ศาลฎีกาโดย นายสมศักดิ์ เนตรมัย มีคําสั่งประทับ รับฟัองคดีดําที่ ลต ๓๘/๒๕๕๑ ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายยงยุทธ ติยะไพรัช รวมถึงบุคคลอื่นด้วย โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น หลังจากศาลฎีกาประทับรับฟัองก็เปึนอันว่าต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ข้อกังวลเรื่องนี้ผม เข้าใจว่าเกิดขึ้นทันทีครับ นั่นเพราะว่าในกฎหมายเลือกตั้งระบุเอาไว้ชัดเจน ในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ถ้ามีกรณีทุจริตการเลือกตั้งดังกล่าวจะมีเงื่อนไข ซึ่งอาจจะนําไปสู่การยุบพรรคได้ นโยบายที่แถลงไว้ว่าจะต้องมีการศึกษาทบทวนก่อน จึงถูกละเลย วันที่ ๒๒ มีนาคม หลังจากศาลฎีกามีคําสั่งประทับรับฟัองไปเพียง ๒ วัน บุคคลแรกที่จุดประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือเลขาธิการพรรคพลังประชาชน นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ให้สัมภาษณ์ว่า แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเสนอ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ เพียงมาตราเดียว และให้มีผลบังคับใช้ก่อนที่ตุลาการ รัฐธรรมนูญจะมีคําพิพากษาคดียุบพรรค คําให้สัมภาษณ์เช่นนี้เปึนบันทึกยืนยันและ มัดแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามีที่มาจากกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งประทับรับฟัอง เลขาธิการพรรคพลังประชาชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูด ในที่สุดก็เลยเกิดเปึน ประเด็นที่ภายในพรรคพลังประชาชนเองเอาไปประชุมกันครับ ผมเล่าเรื่องนี้เพราะเปึน ข้อเท็จจริงทางการเมือง แล้วเราจําเปึนที่จะต้องรับทราบที่มาที่ไปของญัตตินี้ เพราะท่านเอง บอกว่าญัตตินี้นั้นอาจจะมีวาระซ่อนเร้น แต่กระผมกราบเรียนว่าไม่มีจริง ๆ หลังจากนั้น วันที่ ๒๖ มีนาคม โฆษกพรรคพลังประชาชนแถลงชัดเจนภายหลังการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ในหลายประเด็น โดยมอบหมายให้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ