ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ หารือเรื่องญัตติด่วนของพรรคชาติไทยที่ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาอุปสรรค ข้อดี ข้อเสีย ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบแก้ไขเพิ่มเติม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม และการสร้างบรรยากาศของความสมานฉันท์ในสังคมไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการลงนามสัญญาระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ตรวจสอบและตีความบทบัญญัตินี้ให้ชัดเจน และเสนญัตติให้ลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ขออนุญาต อภิปรายสรุปญัตติของพรรคชาติไทยที่ได้ยื่นต่อสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ญัตติด่วนของพรรคชาติไทย เรื่องขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาอุปสรรค ข้อดี ข้อเสีย ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบ ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคชาติไทย ได้ยื่นญัตติด่วนด้วยเหตุผลหลายประการครับ
ประการแรก ทําไมต้องมีการศึกษา เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าจะผ่านการลงประชามติ แต่เสียงที่ผ่าน การลงประชามตินั้นใกล้เคียงกันมากครับ ๑๔ ล้านเสียงเห็นชอบให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังมีอีก ๑๐ ล้านเสียงครับ ไม่เห็นชอบ ไม่เห็นด้วย ด้วยหลักปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่มีหลักการว่าเรายอมรับเสียงข้างมากแต่ต้องเคารพเสียงข้างน้อยด้วยครับ เพราะฉะนั้นใน ๑๐ ล้านเสียงนั้นเราต้องมาดูครับว่าเขาไม่เห็นด้วยในประเด็นไหนบ้าง ไม่เห็นชอบในประเด็นบทบัญญัติในมาตราใดบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเปึนเหตุเปึนผล อย่างยิ่งครับที่สภาที่เปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชนจะได้มีโอกาสนําเสียงข้างน้อย ๑๐ ล้านเสียงเข้ามาพิจารณาเข้ามาศึกษากันว่ามีประเด็นใดที่จําเปึนต้องปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ
ประการที่สอง สําคัญอย่างยิ่งครับท่านประธานที่เคารพ ระยะเวลาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมที่สุด ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เกิดความแตกแยกของผู้คนในสังคมของชาติไทยเรา บรรยากาศ ของความสมานฉันท์ต้องเกิดขึ้นครับ ภายใต้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่แตกแยก อย่างที่เปึนอยู่ ฉะนั้นเปึนหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะมีการแต่งตั้งไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้พรรคชาติไทยภูมิใจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ๒ ท่าน ที่ได้แสดงความคิดเห็นได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ครับ ท่านแรกขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านภราดร ปริศนานันทกุล ได้หยิบยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตราให้เห็นแล้วว่า มันจําเปึนต้องไปศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป อีกท่านหนึ่งครับ ท่าน ส.ส. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกทั้ง ๒ ท่านครับ แต่สามารถ ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส.ส. สิริพงศ์ได้ชี้ให้เห็นว่าความชัดเจนในมาตราต่าง ๆ นั้นจําเปึนต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ผมยกตัวอย่างให้เห็นอีกมาตราหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญที่ใช้ อยู่ในปัจจุบันมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตอ่านครับ วรรคสองสั้น ๆ ครับท่านประธานครับ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย นี่ประการแรกนะครับ เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้อง ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตามหนังสือสัญญา ต่อไปนะครับท่านประธานครับ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
บทบัญญัติอย่างนี้ชัดเจนหรือยังครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาพระวิหารในขณะนี้ นี่นะครับ ถ้าบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้อย่างนี้ ยังไม่ได้รับการปฏิบัติตามเพราะว่า คําว่า สัญญา หนังสือสัญญา จะไปครอบคลุมกับการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศหรือไม่ จะต้องไปตีความกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เปึนหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการชุดนี้อีกเหมือนกันครับต้องไปดูว่า เหตุใดบทบัญญัติอย่างนี้ยังไม่ชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้นครับ วรรคสาม ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับ นานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับ หนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบด้วย อย่างนี้มันชัดเจนหรือยังครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามันยัง ไม่ชัดเจนอีกก็เปึนหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ครับน่าเสียดายเหลือเกินครับว่าอาจจะ มีการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นี้หรือไม่ครับ
ประการสุดท้ายครับ ท่านประธานคงยังจําได้ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน หลังจากที่มีการยุบสภา มีการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๘ เราใช้ งบประมาณไป ๒,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นเพียงป้เดียวมีการยุบสภาเกิดขึ้น แล้วก็มีการเลือกตั้ง เราเสียเงินไปเมื่อวันที่ ๒ เมษายน อีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทแล้วในท้ายที่สุด ๔,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับท่านประธาน หลังจากนั้นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน เปึนโมฆะ นํามาสู่การลงประชามติเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ เราเสียเงินไปอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๖,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ วันที่ ๒๓ ธันวาคม สภาชุดนี้แหละครับ มีการเลือกตั้ง เราเสียเงินงบประมาณไปอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณซึ่งเปึนภาษี ของพี่น้องประชาชน ๘,๐๐๐ ล้านบาทเสียไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นเปึนหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้อีกเหมือนกันจะต้องไปพิจารณาว่าเราจะทําประชามติ ถ้ามีการแก้ไข เราจะทําประชามติก่อนหรือหลัง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เปึนรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถ้ามีการแก้ไขและจะนํามาใช้จําเปึน อย่างยิ่งครับ จําเปึนอย่างยิ่งต้องผ่านฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เช่นเดียวกัน ไม่ใช่มาผ่านรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชน อย่างเดียว จําเปึนครับต้องไปลงประชามติกันอีกครั้งหนึ่งถึงแม้ว่าจะเสียงบประมาณ เพิ่มเติมก็ตาม แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะทํามติว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการแก้ไข ผมขออนุญาตสรุปญัตติของผมแต่เพียงเท่านี้ ก็หวังว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติแห่งสภานี้จะได้ให้ความเห็นชอบต่อญัตติ ที่พรรคชาติไทยได้นําเสนอต่อไปกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ