กุเทพ ใสกระจ่าง พูดถึงการอภิปรายญัตติและวิจารณ์เหตุผลในการสนับสนุนการรัฐประหาร โดยกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมกันในมาตรฐานการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมือง โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองใน 4 เดือนแรกของการทำงาน และพรรคการเมืองไม่สามารถแถลงนโยบายได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีมาตราหลายข้อที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม กุเทพ ใสกระจ่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน กระผมได้ฟัง การอภิปรายในญัตตินี้มายาวนานทําให้มองเห็นสัจจะหรือความจริงหลายประการครับ ท่านประธาน
ประการที่ ๑ เมื่อผมไปอ่านชื่อญัตติทําไมเห็นความแตกต่าง ทําไม ผมได้เห็นชื่อญัตติบางญัตติบอกว่าเปึนการศึกษาการบังคับใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ จากคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่เสนอญัตตินี้ก็พอจะมองเห็นเหตุผล ประการสําคัญอยู่ เหตุผลที่สําคัญที่ผมมองเห็นก็คือ ได้พยายามหาเหตุผลที่จะชื่นชม การก่อการรัฐประหารครั้งล่าสุด รวมไปถึงการชื่นชมรัฐธรรมนูญที่มาจากระบอบเผด็จการ ท่านประธานที่เคารพครับ ทําให้กระผมคิดว่ามีนักการเมืองเราจํานวนมากในยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าประชาธิปไตยชดเชยได้ด้วยการรัฐประหาร เมื่อกระผมได้รับการเลือกตั้ง ครั้งล่าสุด และเมื่อท่านประธานส่งไปเปึนผู้แทนประชุมองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ ที่สวิตเซอร์แลนด์ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าสมาชิกขององค์การนั้นเขาต้อนรับ เข้าสู่องค์การของเขาอย่างตื่นเต้น เขาบอกว่าในรอบ ๑ ป้ที่ผ่านมาที่มีการรัฐประหารนั้น ประเทศไทยไม่ได้มีสิทธิในการที่จะเข้าร่วมองค์การเหล่านั้นเลย เพราะเขาบอกว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเผด็จการไม่มีการเลือกตั้ง เขาไม่ต้อนรับตัวแทนซึ่งไม่ได้มาจาก ประชาชนเข้าสู่องค์กรของเขา เมื่อท่านประธานได้ส่งพวกกระผม ไปเปึนตัวแทนทําให้เขามีความกระตือรือร้นจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ นั่นแสดงให้เห็น จิตวิญญาณของประเทศที่มีประชาธิปไตย เขามองการรัฐประหารเปึนเรื่องเลวร้าย และ เมื่อผมทราบจากเวทีอภิปรายตรงนั้นว่าทุกประเทศต่างต่อต้านเราอย่างที่สุดในรอบ ๒ ป้ ก่อนหน้านั้น การค้าการขายหยุดชะงักไปหมด นั่นก็เปึนเพราะว่าเราส่งเสริมให้เกิด การรัฐประหารขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ครั้งล่าสุดผมได้เปึนตัวแทนพรรคพลังประชาชน ไปร่วมประชุมการประชุมนานาชาติของพรรคการเมืองของเอเชียที่ประเทศเกาหลีใต้ ท่านประธานครับ พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ร่วมประชุมมาจากทุกประเทศในเอเชีย ๒๖ ประเทศ ต่างก็มีความชื่นชมยินดีที่เรามีการเลือกตั้ง มีระบอบประชาธิปไตย แต่เขา รู้สึกตกใจมากว่าในประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างประเทศไทยนั้นจะมีการยุบ พรรคการเมืองอย่างง่ายดาย เขาคาดไม่ถึงว่าประเทศอย่างเราจะมีเรื่องอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลของทุกท่านที่นํามาอภิปรายเยินยอ สรรเสริญการรัฐประหาร เยินยอรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารจะดีเลิศอย่างไรนั้น ผมไม่อาจจะยอมรับได้ และในชีวิตของพวกเราไม่ควรจะมีคําว่า รัฐประหาร ชดเชย ประชาธิปไตยได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมรู้ว่าการยื่นญัตติในลักษณะอย่างนี้ ก็เปึนความพยายามในการหาเหตุผลโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศ โดยอ้างเหตุผลของการรัฐประหารนั่นเองมาเปึนหลักยืนยัน ข้อกล่าวหาที่คณะรัฐประหาร ได้กล่าวหา แม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ก็เปึนที่รู้กันว่าเมื่อเกิดการรัฐประหารทุกครั้งคนที่ถูก รัฐประหารโค่นล้มลงก็จะมีข้อกล่าวหาเหล่านี้แหละทุกครั้ง วันนี้เราก็ยังเปึนไปตามเพลงนั้น เอาเหตุผลที่นักรัฐประหารมากล่าวหาโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรีมากล่าวทับถมโจมตี ต่อไปอีก เชื่อมโยงไปถึงคําวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองของตุลาการรัฐธรรมนูญ บอกว่า เปึนการตัดสินที่ถูกต้องโดยลืมไปว่านั่นคือตุลาการรัฐธรรมนูญที่ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า ไทรบูนัล (Tribunal) เขาไม่ได้เรียกว่าคอร์ท (Court) หรือศาล ในประเทศที่มี ระบบกฎหมายเขาไม่ใช้ เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยคําตัดสินนั้นจะเปึนอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือว่าเปึนการตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญหรือไทรบูนัล ท่านประธาน ที่เคารพครับ การไปกล่าวหาโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณอย่างมันปากมันคอ จะพูด อย่างไรก็พูดได้ในวันนี้ แต่ละเลยลืมไปว่าในช่วง ๔ ป้ที่บริหารบ้านเมืองอยู่นั้น ประเทศไทยเราได้ก้าวไปถึงไหน ต่างประเทศเขายกย่องชมเชยขนาดไหน เศรษฐกิจมั่นคง ขนาดไหน ประชาชนทั่วประเทศทั้งในระบบรากหญ้า กลาง หรือปลายแถวรู้สึกยินดีปรีดา อย่างไร ละเลยที่จะพูดถึงทั้งสิ้น มีแต่การมองในด้านลบด้านเดียว การยื่นญัตติ เพียงเพื่อที่จะทําลายล้างความชอบธรรมของบุคคลบางคนอย่างนี้ไม่มีเหตุที่เราจะต้อง ไปเห็นด้วยได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากกราบเรียนว่า ถ้าเราจะใช้เวทีตรงนี้ กล่าวถึงภาพลบของคนคนหนึ่งแล้วอีกฝ์ายหนึ่งมากล่าวถึงภาพบวกใช้เวลาเท่า ๆ กัน ผมเชื่อว่าเราทําได้ดีกว่า แต่ผมไม่รบกวนเวลาท่านประธานหรอกครับ สามัญสํานึก ของประชาชนรู้ดีว่าใครอคติ ใครไม่อคติ ทําให้ผมมองเห็นอคติต่อไปในเรื่องมาตรฐาน ของการเมืองไทย เราเห็น ๒ มาตรฐานชัดเจนในเรื่องเวลาครับท่านประธาน ในการใช้ รัฐธรรมนูญพวกเราเรียกร้องว่ารัฐธรรมนูญนี้เพิ่งบังคับใช้ให้เวลาหน่อยสิ ให้รัฐธรรมนูญ ยาวต่อออกไปอีกหน่อยสิค่อยแก้ เอาละครับ เรื่องนี้มีเหตุผลพอรับฟังได้ กระบวนการ แก้รัฐธรรมนูญในทันทีจึงยุติ แต่เวลารัฐบาลจะทํางาน ท่านประธานครับ รัฐบาลมาจาก การเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในภาวะวิกฤติพยายามแก้ปัญหางบประมาณยังไม่ได้ตั้ง ขอเวลาทํางานเพียง ๔ เดือน ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมาอยู่ในสภานายกรัฐมนตรีมาตอบ กระทู้ถาม รัฐมนตรีพะวงอยู่กับสภา ไม่มีเวลาทํางานเต็มที่ ขอเวลาทํางานต่อไปอีกหน่อยไม่ได้ บอกเลยครับว่าทํางาน ๔ เดือนมาก็เสียหายพอแล้ว มาตรฐานอะไร ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องได้เวลาในการอยู่ พิสูจน์ รัฐบาลทําไมเขาไม่มีสิทธิได้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ฉะนั้นตรงนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงบอกว่าเฉพาะจุดเริ่มต้นก็เห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นเปึนอคติ เปึน ๒ มาตรฐานชัดเจน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อให้ตรงประเด็นกระผมอยากกราบเรียนว่า ทําไมเราจึง จําเปึนต้องมาคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้เพิ่งคิดวันนี้หรอกครับ ในช่วงที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ออกไปทําประชามติ พวกเราพรรคพลังประชาชนได้ออกไปเคลื่อนไหว บอกประชาชนว่าถ้าพี่น้องสนับสนุนเราเข้ามาเปึนรัฐบาลเราจะแก้รัฐธรรมนูญ เราจึงมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราคิดนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากอัตวิสัยส่วนตัวของคนบางคน ที่มาตําหนิติเตียนเราว่า โอ้ คดียุบพรรคจะเกิดขึ้นเลยรีบแก้ ไม่ใช่ครับ ตอนนั้น เรากําลังเลือกตั้ง เราไม่รู้ว่ามันจะมีคดียุบพรรคแต่เราก็บอกว่าจะแก้ เพราะเราเห็น ความไม่เปึนประชาธิปไตยและเห็นสิ่งที่มันขัดต่อหลักนิติธรรมที่พวกเราเชิดชูยกย่อง นั่นแหละครับ ท่านประธานที่เคารพ หลายท่านพูดถึงว่าที่มาไม่ชอบ แน่นอนครับ ผมคงไม่ต้องไปย้ํา แต่อยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างระบบ สิ่งที่เรียกว่า พรรคระบบราชการให้เข้มแข็งขึ้น หลายคนใช้คําว่า อํามาตยาธิปไตย ถ้ามันเปึนคําแสลงผมจะไม่ใช้ คําว่า พรรคราชการ นี้เปึนคําที่ใช้มาดั้งเดิมก่อนป้ ๒๕๔๐ ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน บอกว่าคนในระบบราชการเขามีอํานาจจริง เขาเข้มแข็ง นักวิชาการทางรัฐศาสตร์บอกว่าประเทศไทยเปึนพรรคเดียวที่เข้มแข็งที่สุดคือ พรรคราชการ ท่านประธานที่เคารพครับ มีหลายมาตราจริง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึง ความเข้มแข็งของพรรคราชการ ท่านประธานดูแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขียนไว้ ๙ ส่วน มีทุกส่วนมีทุกนโยบายล็อกไว้หมด พรรคการเมืองแทบไม่ต้อง แถลงนโยบายอะไรเลย เข้ามาเปึนรัฐบาลก็ต้องทําตามรัฐธรรมนูญ นี่คือการสร้างระบบ ราชการให้มีความเข้มแข็ง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๖๕ วรรคหนึ่ง หลายคน อภิปรายอย่างผิวเผิน ผมอยากลงลึกนิดเดียวครับท่านประธาน ในระบบการบริหาร ราชการแผ่นดิน เราเห็นว่าสิ่งที่มันมีอยู่ก็คือ อํานาจประจํากับอํานาจการเมือง อํานาจฝ์ายประจําในกระทรวง ทบวง กรม เราวัดจากหัวก็คือปลัดกระทรวง ส่วนอํานาจ การเมืองก็เหนือขึ้นไป ท่านประธานที่เคารพ ในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ อํานาจการเมือง เขาตัดรัฐมนตรีออกไปจากฝ์ายนิติบัญญัติไม่ให้เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกว่า ตัดอํานาจฝ์ายนิติบัญญัติออกจากบริหาร แต่เป่ดทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าไปอยู่ในส่วนอํานาจการเมืองด้วย ตําแหน่งทางการเมืองจึงให้กับสภาผู้แทนราษฎร เราจึงได้เข้าไปอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ขับเคลื่อนการทํางานเชิงนโยบาย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประธานที่เคารพ มันผิดฝา ให้รัฐมนตรีเปึน ส.ส. ได้ แต่ ส.ส. จะไปดํารงตําแหน่งการเมืองไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ ถ้า ส.ส. ไปดํารงตําแหน่ง การเมืองไม่ได้นั่นหมายถึงว่า อาณาจักรตรงนั้นก็ถูกครอบครองโดยข้าราชการประจํา ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ท่านประธานจะเห็นว่าเมื่อประธานาธิบดีเขาเข้าสู่ตําแหน่ง สิ่งแรกที่ต้องทําคือถอนคนของพรรคอื่นออกไปก่อนนั่นคือตําแหน่งทางการเมือง ถ้าเขาไม่มีคนของเขาเขาขับเคลื่อนไม่ได้แต่วันนี้เราทําเช่นนั้นไม่ได้ พวกเราต้องถูกจํากัด อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ผมกราบเรียนท่านว่าเปึนการทําลายอํานาจฝ์ายการเมือง ลงอย่างชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากชี้แจงและเปึนประเด็น สําคัญที่สุดในการอภิปรายของผมวันนี้ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบือนเจตนารมณ์ การยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๖๘ วรรคแรก เขียนไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อ ให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เปึนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาเขียนวรรคต่อไปว่า ถ้าพรรคการเมืองใด ไปดําเนินการอย่างนั้นต้องถูกยุบพรรค นี่คือหลักการแรก หลักการแรกนี้มาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วก็เปึนหลักการนี้เท่านั้น พรรคการเมืองที่จะถูกยุบถ้าตามหลักการนี้คือ พรรคการเมืองที่ไปเคลื่อนไหวนอกสภา พรรคการเมืองที่มีมติแปลก ๆ เช่น เขาให้ส่งคน ลงเลือกตั้งไม่ลง ได้คว่ําบาตรการเลือกตั้ง แล้วไปร่วมกับขบวนการนอกสภาด้วยวิธีการ ที่จะได้อํานาจมาโดยวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เราเข้าใจว่าหลักการนี้ ต้องการลงโทษพรรคการเมืองที่ดําเนินการอย่างนั้น รวมไปถึงการแสวงหาอํานาจ การปกครองประเทศด้วยวิธีการอื่น เช่น ใช้อํานาจ ยึดอํานาจรัฐประหาร ถ้าพรรคการเมืองใด ไปสนับสนุนจะต้องถูกยุบ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการนี้ถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีมาตรา ๒๓๗ มาตรา ๒๓๗ ไปเขียนเอาข้อความในประกาศคณะปฏิรูป การปกครองแผ่นดินหรือประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ มาเขียนไว้ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ออกมาจาก คณะรัฐประหารเพื่อยุบพรรคไทยรักไทยโดยเฉพาะ ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐประหารตั้งธงยุบพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าตุลาการรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย เปึนประการใดก็ตามในการสู้คดีผมเปึนคนหนึ่งที่สู้คดีมาแต่ต้น ผมไปอยู่ตรงนั้นรับฟัง การพิจารณาเกือบทุกนัด ความรู้สึกของผู้ชนะย่อมรู้สึกว่าตัวเองเปึนธรรม ท่านประธานครับ ข้อกล่าวหาที่เราสู้กันต่อตุลาการรัฐธรรมนูญ พรรคหนึ่งถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคเล็ก ลงสมัคร อีกพรรคหนึ่งถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคเล็กไม่ให้ลง ประจักษ์พยานเท่าเทียมกัน แต่เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าฝ์ายที่จ้างพรรคเล็กไม่ให้ลงฟังได้มากกว่าเราก็ต้อง ยอมรับ เรามีน้ําตาครับท่านประธาน ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ พวกเราร่ําไห้ หลายคนร้องไห้ เรารู้ว่าเราเจ็บปวดแต่เราต้องยอมรับคําวินิจฉัยแม้องค์กรนั้นจะไม่ได้เปึนองค์กรที่ตัดสิน ในพระปรมาภิไธย เพราะนั่นคือตุลาการรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ใส่เสื้อครุย วันนี้เรามีศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เราเชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีบรรทัดฐาน ที่แตกต่าง แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ทําหน้าที่ภายใต้การกํากับควบคุมของกฎเกณฑ์ ซึ่งร่างในคณะรัฐประหารโดยคณะรัฐประหารเขาย่อมมีอิสระน้อย เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จึงไปเอาประกาศ คปค. มาบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓๗ ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขอกราบเรียนท่านประธานในฐานะนักการเมืองผู้มีประสบการณ์ยาวไกลที่สุดในหมู่พวกเรา เปึนผู้ที่มีความขยันขันแข็งศึกษารอบรู้ในทุกเรื่อง ประวัติของท่านประธานเปึนที่ประจักษ์ ท่านประธานตอบผมได้ไหม หลักกฎหมายที่เขียนว่า เมื่อคนหนึ่งทําผิดถือว่าองค์กรของ คนนั้นผิดด้วย แล้วถือว่าทุกคนที่อยู่ในองค์กรนั้นก็ผิดไปด้วย แล้วให้ยุบองค์กรนั้น แล้วให้ ตัดสิทธิคนที่อยู่ในองค์กรนั้นทางการเมืองอีก ๕ ป้ คําว่า ตัดสิทธิทางการเมืองห้าป้ ท่านประธานครับ มาจาก คปค. ฉบับที่ ๒๗ ที่ออกมาดักหน้าว่า ถ้ามีการยุบพรรคไทยรักไทย จะต้องตัดสิทธิคนที่เปึนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ๑๑๑ คน ๕ ป้ ท่านประธานที่เคารพ คําอภิปรายของอดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ที่ถามท่านประธาน ชื่นชมหลักการนี้มากว่า เปึนหลักการที่จะทําให้พรรคการเมืองระมัดระวังและไม่ไปซื้อเสียงถามว่าถ้าไม่มีมาตรานี้ จะแก้ปัญหาซื้อเสียงได้หรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องการซื้อเสียงไม่ว่าใคร จะพูดดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นขนาดไหนก็ตาม ผมบอกว่าพรรคใดก็ตามถ้ามองไม่เห็นปัญหาตรงนี้ใกล้ตัวเองก็แสดงว่าตาบอดละครับ ผมไม่ได้ท้าทายครับท่านประธาน นักการเมืองที่ต่อสู้กันในเวทีนี้เรารู้ แต่เรา ไม่ประจานกันหรอกครับ แต่จะบอกว่าผมมือสะอาดอยู่คนเดียว คนอื่นสกปรกหมด มันไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษ ถามว่าถ้าไม่มีมาตรานี้ปัองกันการซื้อเสียงได้ไหม ผมก็ บอกว่ามันปัองกันไม่ได้หรอก ถึงมีมาตรานี้มันก็ยากที่จะปัองกัน เพราะคนจะซื้อเสียงนี่ มันก็มีเปัาหมายซื้อเสียง แต่ถามว่าไม่มีมาตรานี้มีกฎหมายอื่นเอาโทษการซื้อเสียงไหม ท่านประธานครับ มีครับ โทษการซื้อเสียงที่เราได้คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน ถ้าคุณได้ใบเหลือง ไปเลือกตั้งใหม่ ถ้าได้ใบแดงคุณถูกตัดสิทธิทางการเมือง ๑ ป้ เราที่นี่หลายคนโดนมาแล้ว แต่มันไม่กระเทือนองค์กร การซื้อเสียงเปึนเรื่องของบุคคลที่มันชั่ว เจตนาไม่ดีเมื่อจับได้ ก็ลงโทษไป เขาก็ตัดสิทธิการเมือง ๑ ป้ แต่ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ได้สร้างหลักการใหม่ ว่าจะเอาให้มันตาย จะเอาให้มันไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดก็เลยเอามาบัญญัติไว้ เพราะฉะนั้น กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าหลักการนี้มันไม่ได้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาซื้อเสียง แต่เปึนหลักการเอามาหักล้างทําลายหมายที่จะทําให้พรรคการเมืองฝ์ายตรงข้ามตัวเอง ย่อยยับอับปางวันนี้ถามว่าพรรคการเมืองที่ปรับโครงสร้างเพื่อหนีมาตรานี้บอกว่าไม่กลัว จริงไหมครับ ถ้าไม่กลัวอย่าปรับสิครับโครงสร้าง ก็แสดงว่านี่ก็กลัว ทําไมไม่ปล่อยให้ พรรคการเมืองบริหารไปโดยธรรมชาติ ต่อไปพวกเราจะเปึนอีแอบหมด จะตั้งคนมาเปึน กรรมการบริหารพรรคคือเอาเด็กขับรถมาเปึนแล้วพวกเราก็ไปสั่งบัญชาการอยู่หลัง อย่างนั้นหรือ ทําไมเราไม่กล้าที่จะต่อสู้ว่าเราบริหารพรรคผิดพลาดก็ว่ากันไป ประเทศ ที่เจริญแล้วเขาไม่ยุบพรรคการเมืองง่าย ๆ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อท่านประธานขยับท่า อย่างนั้นแสดงว่าบอกว่าผมพูดนานพอสมควรแล้ว ผมเปึนผู้น้อย ผมไม่บังอาจที่จะใช้ เวลาเกินเหตุหรอกครับ