สมเกียรติ ศรลัมพ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อแผ่นดิน แบบสัดส่วน ผมได้ฟังท่านสมาชิกแต่ละท่านได้อภิปรายมาลงถึงรายละเอียด ถึงสาระ ถึงเนื้อหา ซึ่งในที่นี้ผมจะไม่รบกวนเวลาสภามากที่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าผมเชื่อว่า หลังจากนั้นแล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะตั้งไปก็จะศึกษารายละเอียดทุกขั้นตอน แต่ผมจะให้ข้อคิดถึงข้อมูลต่าง ๆ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นและสิ่งที่จะเปึนไปในอนาคตว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการศึกษาปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเปึนอย่างไร ถ้าท่านย้อนมองว่าทําไมจึงมีการสร้างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ขึ้นมา เพราะได้เห็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ความจริงความบกพร่อง ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่มาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นใช้มาถึง ๑๐ ป้ จากการประมวลดู จากที่สื่อต่าง ๆ แล้วก็มีการให้ข้อคิดต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ของป้ ๒๕๕๐ นั้นจะเห็นได้ว่าความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นก็คือว่าฝ์ายบริหารมีอํานาจแข็งเกินไปจึงทําให้ไปครอบงําถึงฝ์ายอื่น นี่คือความรู้สึก ของกระแสประชาชนทั่วไป
๒. ฝ์ายบริหารได้ครอบงําฝ์ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะทําให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนั้นทํางานอย่างขาดอิสระ รายละเอียดก็มีมากมาย เรื่องของระยะเวลา เรื่องของการอยู่ในพรรคแล้วก็ไม่สามารถที่จะไปย้ายสถานที่หรือว่าไปออกความคิดเห็น เพราะว่ามันมีกฎวินัยของพรรคบังคับอยู่ อันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียด
๓. คือฝ์ายบริหารครอบงําวุฒิสภา ทําให้วุฒิสภานั้นเลือกองค์กรอิสระ แล้วทําให้องค์กรอิสระนั้นเหมือนว่ามีการครอบงํา นี่คือภาพที่เกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทําให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าน่าที่จะปรับปรุงแก้ไข หลังจากที่มีการปฏิวัติแล้วก็ ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น ในระยะต้น ๆ ประชาชนก็ตาม แล้วก็สื่อมวลชนก็ตาม ถ้าท่านสังเกตดูต่างมีกระแสพูดว่ารีบร่างรัฐธรรมนูญให้เร็ว โดยการแก้ข้อบกพร่องของ ป้ ๒๕๔๐ เท่านั้น จากการประมวลสาระของมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ ๔-๕ ประเด็นหลัก แล้วก็รีบเลือกตั้งเพื่อให้กลไกของสภามันเดินไปได้ แต่ว่าคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้ดําเนินการ เมื่อไม่ได้ดําเนินการก็มีการรื้อแก้ไขทั้งระบบ ของป้ ๒๕๕๐ ก็คือร่างใหม่ พอร่างใหม่แล้วเกิดอะไรขึ้นครับในการไม่ฟังคําแซ่ซ้องหรือ คําพูดของบุคคลทั่วไป ผมได้มีโอกาสที่ได้นั่งฟังการอภิปรายรัฐธรรมนูญตลอดเวลาแล้วก็ การร่างที่บางแสนตอนนั้นผมเปึนเลขานุการและเปึนที่ปรึกษาของคุณเสรี สุวรรณภานนท์ เพื่อนกันที่เปึน ส.ว. และเปึนรองประธานได้เห็นนะครับ ความจริงขณะที่เราฟังทุกคนก็มี เจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาแล้วก็นําปัญหาขึ้นมาว่าแต่ละมาตรานั้นเกิดอะไรขึ้น ได้เป่ด ให้มีการถกเถียงกันอย่างมากมาย ผมเสียดายครับว่าประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านั้น คนที่ร่างไม่ได้เปึนนักการเมือง ไม่รู้สมมุติฐานรากฐานของปัญหาก็เลยแก้ในเชิงวิชาการ มันเหมือนกับว่าถ้าสมมุติว่าสภานี้มีฝนรั่ว พอเห็นฝนรั่วปุ็บก็เอาไปแปะที่ฝัาเพดาน หารู้ไม่ว่า ปัญหามันอยู่ที่หลังคาข้างบนมันรั่ว มันไม่ได้รักษาที่ฐานรากของปัญหาที่แท้จริง ปัญหาก็เลย เกิดอย่างต่อเนื่องขึ้นมา สิ่งเหล่านี้คือการสร้างองค์กร กลไกต่าง ๆ เพื่อจะมาผลักดันปัญหานั้น ไม่สามารถจะดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่เปึนไรเมื่อร่างออกมาแล้ว ทีนี้ จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่าอิสระที่เกิดขึ้น อิสระในการทํางานของ ส.ส. มันน้อย ครั้งนี้ก็เลยแก้ให้มาก ส.ส. มีอิสระในการเสนอกฎหมายในการลงความเห็นที่แม้ขัดมติพรรค หรืออะไรต่าง ๆ ก็เปึนเรื่องรายละเอียดว่ากันไป โครงสร้างที่มาของ ส.ส. หรือว่าที่มาของ องค์กรอิสระซึ่งปราศจากการครอบงําเขาก็หาทางแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ ทีนี้มาดูนะครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นอย่างไร จริง ๆ ผมมีความรู้สึกว่าปรัชญาหรือว่าหลักการในการจัดทํา รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่เกิดปัญหา เพราะว่าทุกคนต่างใส่ความต้องการของตนเองขึ้นไป เอ็นจีโอ (NGO) ก็อยากจะได้สิ่งเหล่านี้ ข้าราชการประจําที่อยู่ก็อยากได้สิ่งเหล่านั้น นักวิชาการ ก็อยากได้สิ่งเหล่านั้น จึงทําให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เปึนแหล่งรวมความต้องการของคน ที่ร่างแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมา และสิ่งหนึ่งก็คือว่าพยายามจะผลักดัน เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม มองว่านักการเมืองคือ คนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ มีการซื้อเสียง ก็เลยสร้างกลไกต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วก็บังคับให้ การทํางานของฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติมีปัญหาอุปสรรคอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูด มาแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงเกิดมีความจําเปึนที่ต้องแก้ไข ทีนี้มาดูว่าหลักของการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นต้องไม่ได้ร่างเพื่อกลัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งมามีอํานาจ ร่างเพื่อที่จะ กลัวพรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามา เพราะว่าถ้าตราบใดที่เรามีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยแล้ว เราจะต้องถือว่าพรรคการเมืองเปึนกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน กระบวนการประชาธิปไตย ถ้าพรรคการเมืองมีอายุสั้นแค่เดินสะดุดก้อนหินหน่อยก็โดน ยุบแล้ว ผมเชื่อว่าใครก็ตามนะครับ มันไม่มีพัฒนาการ ถ้าใครทําผิดก็เอาเฉพาะบุคคลนั้น ไปดําเนินการเสียให้มันเปึนครรลองไป แล้วให้พรรคการเมืองซึ่งเปึนสถาบันสังคมของ ประชาชนดํารงอยู่แล้วก็พัฒนากันไป เมื่อพรรคการเมืองพัฒนาคนในพรรคการเมืองก็จะ มองเห็นอนาคตของตัวเองว่าจะพัฒนาตามกลไกโครงสร้างอย่างไร แล้วประชาชนก็มี ความดื่มด่ําในโครงสร้างในสถาบันของพรรคการเมืองนั้น นี่ถ้าเรารักประชาธิปไตย เราก็ ต้องคิดสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งที่ทุก ๆ คนยอมรับไม่ได้ก็คือว่า การยุบพรรคการเมืองง่ายกว่า ยุบสมาคม ง่ายกว่ายุบบริษัทต่าง ๆ อีก ใครที่เคยเลิกบริษัทจะรู้ว่ากว่าจะยุบได้ยาก แต่พรรคการเมืองแค่ไอมีหวัดหน่อย ทําอะไรมีภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยุบกันแล้ว แล้วองค์กร ที่ยุบเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าทําไมถึงเปึนสิ่งเหล่านั้นได้ ทฤษฎีของการสร้าง รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเท่าที่ผมจําความได้ในการเรียนรัฐศาสตร์ก็คือว่า ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของโทมัส ฮอบส์ กับจอห์น ล็อกั เขามีความรู้สึกว่าเจตจํานงร่วมของประชาชนที่สละสิทธิ ของตัวเองให้กับอํานาจรัฐนั้นมีความจําเปึน เพราะเพื่อให้สังคมหล่อหลอมรวมอยู่กันได้ แล้วพัฒนาให้มันดีขึ้น ทุกคนจึงสละเจตจํานงร่วมหรือสละสิทธิของตัวเองให้มา ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงร่างมาเพื่อให้คนในสังคม อยู่ด้วยปกติสุข แล้วมีการเกลี่ยความชอบธรรมในสังคม ไม่มีอะไรมาก เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญต่อไปที่เราจะศึกษา ผมฝากท่านคณะกรรมาธิการที่จะศึกษา อย่าไปศึกษา เฉพาะรายละเอียดเพื่อแก้สิ่งนั้นมันไม่จบ ต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสาระหรือปรัชญา ปรัชญาของรัฐธรรมนูญที่จะต้องดูก็คือว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้กล่าวไว้ว่า ภารกิจ ในการจัดการอํานาจรัฐมีแค่ ๓ ภารกิจ ๑. ภารกิจในการตรากฎหมายก็คืออํานาจนิติบัญญัติ ๒. ภารกิจในการบังคับใช้กฎหมายคืออํานาจบริหาร ๓. ภารกิจในการวินิจฉัยกฎหมายคืออํานาจ ตุลาการ ๓ อํานาจนี้เปึนรัฐาธิปัตย์ เปึนองคาพยพหรือเปึนขาหยั่งที่สําคัญในการคุ้ม อํานาจรัฐ เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ในการหา ข้อบกพร่องนั้นต้องหาข้อบกพร่องตามกรอบของอํานาจนี้เท่านั้นจึงจะสร้างความแข็งแกร่ง ถ้า ๓ อํานาจนี้มีความแข็งแกร่งสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้แล้ว การเดินขบวน การทําสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเรามาดูครับว่าอํานาจสภา สิ่งที่ต้องการเปึนอย่างไร ทําอย่างไรที่สภาจะได้ออกกฎหมายหรือตรากฎหมายให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วก็สนองตอบการแก้ไขปัญหาของประชาชน สภาในอดีตที่ผ่านมาเปึน สภาที่ออกกฎหมายโดยข้าราชการประจํา กฎหมายที่ออกมาส่วนใหญ่จะเพิ่มอํานาจของ ข้าราชการประจํา แล้วก็ให้ข้าราชการประจํามีอํานาจในการจัดการกับประชาชน ยิ่งมี กฎหมายออกมากประชาชนก็รู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิมากเท่านั้น นี่คือความรู้สึก เพราะฉะนั้นแล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องมาดูว่าทําอย่างไรจะจัดโครงสร้างจํานวนหรือแหล่งที่มา อันนั้นเปึนรายละเอียดว่าที่จะสนองตอบเปัาหมายนี้ ทีนี้การทํางานของ ส.ส. ส.ว. ผมถือว่า มีความจําเปึนที่จะต้องมีอิสระ อันนี้ผมถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้อํานาจไว้ดีพอสมควร เพราะคนจะอยู่ร่วมกันนั้นมันไม่ได้อยู่ด้วยความรู้สึก มันไม่ได้อยู่ด้วยกติกาหรือข้อบังคับ แต่อยู่ด้วยความรู้สึกสมานฉันท์ ความรู้สึกรักและศรัทธาในผู้นําในองค์กรที่จะอยู่ร่วมกัน ถ้าเราสร้างวัฒนธรรมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างดีในแต่ละพรรค ผมเชื่อว่าวัฒนธรรม ขององค์กรจะหล่อหลอมคนให้อยู่ร่วมกันได้แต่ไม่ใช่อยู่ด้วยข้อบังคับ ทีนี้สมาชิกรัฐสภา ที่จะทํางานได้นั้นจะต้องสะท้อนการแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยแท้จริง นี่คือสาระ ที่เราจะคิดว่าทําอย่างไรที่จะให้สภานั้นดําเนินการได้โดยย่อ ๆ ส่วนฝ์ายบริหารเราจะดูว่า ทําอย่างไรรัฐบาลจะได้คณะรัฐมนตรีที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ ได้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ เพราะว่าถ้าคนที่เปึนเสนาบดีในการรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีนั้น ถ้ามีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ แล้วมีความกล้าที่จะตัดสินใจแล้ว ผมเชื่อว่าปัญหา ของประชาชนจะได้รับการแก้ไขอย่างง่าย แล้วมีความซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ตั้ง นี่ความรู้สึก ของผมว่าการได้มาซึ่งอํานาจของฝ์ายบริหารและบุคคลฝ์ายบริหารนั้นมีความจําเปึน ส่วนอํานาจตุลาการอันนี้ส่วนมากพวกเราจะไม่พูดกัน ผมถือว่าถ้าเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดเรื่องอํานาจทั้ง ๓ อํานาจนี้ให้ครบถ้วน ความจริงอํานาจตุลาการนั้นมีปัญหามาก แต่เราไม่ค่อยได้พูดกัน ถ้าเราสามารถทําทั้ง ๓ อํานาจให้เกิดดุลยภาพ ให้เกิดการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) อย่างเฉกเช่นที่อังกฤษ ที่สหรัฐอเมริกาเขาทํากันแล้ว ผมเชื่อว่ากลไกต่าง ๆ จะทํางานอย่างมีระบบ เรามาดูนะครับอํานาจตุลาการ ปัจจุบันตุลาการ เรานี่นะครับทั้งวินิจฉัยข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อกฎหมาย เปึนอํานาจขององค์คณะของ ตุลาการ ซึ่งตุลาการจะไม่มีความรู้ในข้อเท็จจริงมาก เรื่องเด็กที่อยู่ในสลัมก็ตาม เรื่องปัญหา ยาเสพติดก็ตาม เรื่องอะไรก็ตาม ตุลาการจะเรียนรู้ข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วผมก็เคย ไปสังเกตเขาเรียกว่า ผู้พิพากษาสมทบของศาลคดีเด็กและเยาวชน พอไปนั่งขึ้นมา ผู้พิพากษาสมทบก็ไม่ได้ทําอะไร นั่งเฉย ๆ เกรงใจตุลาการแล้วก็ว่ากันไป เลยกลายเปึนว่า ตําแหน่งผู้พิพากษาสมทบความจริงมีอํานาจที่จะคอมเมนท์ (Comment) มีอํานาจที่นําเสนอ แล้วก็มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับตุลาการได้แต่ก็ไม่กล้าทํากัน เพราะว่าส่วนมากจะได้ บุคคลชั้นสูงในสังคมในแต่ละจังหวัดนั้นอันนี้ก็ไม่ว่ากัน นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงทําให้ กระบวนการต่าง ๆ ที่เข้ามาเสริมงานตุลาการให้แข็งแกร่งในข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถทําได้ ทีนี้มาดูว่าถึงเวลาไหมครับที่เราจะต้องมีเหมือนกับลูกขุนที่จะต้องเสนอข้อเท็จจริง แล้วผู้พิพากษาดูแลเฉพาะข้อกฎหมาย พอผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมาผมเชื่อว่าท่านผู้พิพากษา ก็คงจะไม่ชอบ แต่ผมจะกราบเรียนท่านครับว่า ผมเพิ่งกลับจากสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ ๑๘ ผมไปนั่งดูเคเบิลทีวี (Cable TV) มันมีช่องหนึ่งเขาเอาเรื่องศาลนี่มาออกตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง เราได้รู้ว่า เวลาเขาพิพากษาเขาไม่มีหรอกครับที่จะมาถือหนังสือและเล่น สําบัดสํานวนมาเปึนพัน ๆ หน้า มันไม่มีใครอ่าน เขาเอาขึ้นจอเลยครับ สถานการณ์เปึน อย่างไรแล้วขึ้นดิจิตอล (Digital) เลย ขณะที่พิพากษาหรือกําลังพิจารณาเป่ดโฟน (Phone) ให้บุคคลภายนอก ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาแสดงความคิดเห็นสด ๆ เลย มันเปึนเวที ที่เป่ดกว้างให้คนได้เสนอข้อเท็จจริงที่หลุดไปได้ เมื่อเปึนอย่างนี้แล้วคนจะสบายใจ แม้ลูกขุนที่ถูกนั่งอยู่นั่นก็ยังไม่รู้มากพอ มีการเป่ดให้คนที่ดูทีวีสามารถโทรศัพท์เข้าไป ได้เลยว่าเรื่องนี้เคยมีประสบการณ์นี้อย่างไร แล้วลูกขุนก็จะวินิจฉัย วินิจฉัยเสร็จแล้ว ศาลก็เอาข้อวินิจฉัยนั้นมาสรุปข้อกฎหมายว่าจะติดคุกอะไรอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องพูดกันให้ครบถ้วนทั้ง ๓ อํานาจ อํานาจตุลาการที่เราเชื่อมั่นก็คือปัจจุบันเราเชื่อใน คุณธรรม เชื่อในจริยธรรม เชื่อในบุคคลฝ์ายตุลาการว่าถูกหล่อหลอมมาดี จึงทําให้ตุลาการ ได้ถูกส่งเข้าไปวางเปึนความหวังของสังคมไปอยู่ในระบบต่างทั่วไป อันนี้ผมถือว่าเปึน การแก้ไขวิกฤติชั่วคราว ใครที่ว่าส่อเสียดผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะผมถือว่าพอวิกฤติชั่วคราว เราต้องการหมอประเภทไหนรักษาแล้วก็เอาประเภทนั้นขึ้นมา แต่สังคมเราไม่ได้อยู่แค่นี้ เรายังอยู่อีก ๕๐ ป้ ๑๐๐ ป้หรือ ๑,๐๐๐ ป้ข้างหน้า มันก็มีคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไป แต่เราต้องวางรากฐานของระบบให้ได้ ทีนี้ตุลาการที่ดีนอกจากจะถูกต้องแล้วผมคิดว่าน่าจะรวดเร็วด้วย ความช้า เปึนความอยุติธรรมอย่างยิ่งแม้ว่าตัดสินมาแล้ว มีหลายคนหลายคดีที่ติดคุก ๔-๕ ป้ แล้วก็สรุปแล้วพอตัดสินมาตัวเองไม่ผิด มีหลายครั้งคนไม่อยากจะต่อสู้เพราะต้องต่อสู้ ๕ ป้ ๑๐ ป้ ไม่มีเงินทองก็เลยต้องติดคุก สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าถึงเวลาที่ก็ต้องมีการสัมมนา กระบวนการยุติธรรม ถ้ามีการศึกษาผมอยากให้คณะกรรมาธิการได้ศึกษาทั้งระบบ องคาพยพอํานาจอธิปไตยทั้งฝ์ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการให้ครบถ้วน ทีนี้เรามาดู ว่าอันสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตให้ท่านว่า การวินิจฉัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีความจําเปึน ถ้าสมมุติว่าเราศึกษาแก้ไขโดยพิจารณาเปึนข้อ เปึนมาตรา เปึนปัญหา มันจะไม่สามารถ บูรณาการ แต่ถ้าเราเอา ๓ ขาหยั่งนี่มาวางตั้งว่าอํานาจอธิปไตยก็คือนิติบัญญัติ มีอะไรบ้าง แล้วสิ่งหล่อหลอมรวมสิ่งเหล่านั้นมาตาม แต่เรามาดูครับสิ่งที่เกิดขึ้นที่เรา บ่นกันอํานาจ กกต. กกต. หรือ ป.ป.ช. หรือ สตง. หรือสิ่งต่าง ๆ องค์กรอิสระที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เปึนอํานาจอธิปไตยที่ ๓ ที่ ๔ แต่เปึนอํานาจที่จะมารองรับอํานาจอธิปไตยอันนี้ สมมุติ กกต. ปัจจุบันมีอํานาจทั้งฝ์ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการในตัวเอง มีอํานาจ บริหารอย่างไร กกต. มีอํานาจจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศบริหารจัดการเลือกตั้งทั้งหมด อํานาจนิติบัญญัติเปึนอย่างไร กกต. มีอํานาจที่ออกประกาศของ กกต. ๕ ท่าน ให้มีสถานภาพเหมือนกับเปึนพระราชกฤษฎีกามีอํานาจบังคับใช้ เพราะฉะนั้น กกต. จะกําหนดบทบาทหน้าที่ใครพูดได้ไม่ได้อย่างไร ใครจะใช้โปสเตอร์ขนาดไหน เขียนได้หมด หลายคนก็อึดอัดว่าเหมือนกับ กกต. ให้ออกแบบโปสเตอร์เล็กนิดเดียว ทําอะไรก็ไม่สามารถที่จะส่งผ่านถึงประชาชนได้อันนั้นเปึนรายละเอียดเราไม่ว่ากัน เสร็จแล้ว กกต. มีอํานาจตุลาการในการที่จะตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดง กกต. เปึนองค์กรเดียว ที่ใช้อํานาจอธิปไตยทั้งสามเลยเกิดความอึดอัดว่าถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอํานาจขององค์กร อิสระต่าง ๆ นั้นจะต้องเปึนอํานาจที่จะรองรับ ๓ อํานาจ ถ้าทําบริหารก็ทําบริหารแล้วก็ รองรับเพื่อให้ตุลาการนั้นตัดสิน เพราะฉะนั้น กกต. ต้องมีอํานาจแค่การสอบสวน เมื่อสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วส่งให้ศาล ศาลมีอํานาจวินิจฉัยความถูกผิด แล้วถ้าสมมุติ มีคนกล่าวว่าช้าผมก็ได้เคยคุยกับอาจารย์จรัญตอนเปึนสมาชิกวุฒิสภาว่าจริง ๆ แล้ว สามารถออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบวิธีพิจารณาศาลเลือกตั้งได้ สามารถดําเนินการได้ ไม่ใช่ว่ามาขึ้นศาลอาญาทางการเมืองคดีเลือกตั้งไม่ใช่คดีอาญาที่จะต้องว่ากัน เหมือนอย่างกับอาชญากรรม สามารถว่าด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง ได้อย่างรวดเร็วแล้วก็เปึนศาลเดียว สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้หมด เพราะฉะนั้นผมขอฝาก คณะกรรมาธิการผมเห็นด้วยที่จะมีการศึกษา แล้วเห็นด้วยที่จะเชิญให้ผู้รู้บุคคลภายนอก ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือคนที่มีความเห็นเข้ามาร่วมกันเพื่อจะดึงความขัดแย้งนอกสภา ให้อยู่ในสภา แล้วพอสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นผมเชื่อว่าสังคมจะย้อนกลับเข้ามาใช้อํานาจ อธิปไตยทั้งสามคือนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเพื่อจะวางรากฐานของสังคม ในโอกาสต่อไป ขอบคุณครับ