สุทิน คลังแสง อภิปรายเจตนารมณ์ของญัตติที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยชี้แจงความแตกต่างระหว่างญัตติเพื่อศึกษาและญัตติเพื่อแก้ไข พร้อมเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา และเตือนว่าปัญหาบ้านเมืองอาจเกินกว่าที่การแก้รัฐธรรมนูญจะครอบคลุม จึงต้องระมัดระวังในการดำเนินการแก้ไข สุทิน คลังแสง ชี้ว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะพรรคที่กำลังจะถูกยุบ และเรียกร้องให้พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา สุทิน คลังแสง วิจารณ์ที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกเขียนโดยคณะปฏิวัติแทนประชาชน และชี้ว่ากฎหมายที่ออกในบรรยากาศไม่เสรีภายใต้กฎอัยการศึกขาดความชอบธรรม โดยยกตัวอย่างประเด็นเขตเลือกตั้งที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและการออกแบบระบบวุฒิสภาที่สร้างอำนาจพิเศษให้กลุ่มสรรหาซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคพลังประชาชน ในฐานะ ผู้เสนอญัตติ ท่านประธานครับ ในบรรดา ๗ ญัตติของผมอาจจะดูแปลกแตกต่างไปจาก ๖ ญัตติ ซึ่งจะต้องกราบเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบ เดี๋ยวอาจจะดูเหมือนว่าทุกญัตติ เหมือนกันทั้งหมด จะสังเกตได้จากชื่อญัตติทั้ง ๖ ญัตติที่ว่ามานั้นจะมี คําว่า ศึกษา การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การบังคับใช้ บางญัตติก็แถมว่า เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม อันนี้ก็ชัดว่า ดูเจตนารมณ์จะต้องแก้ไข แต่บางญัตติอาจจะด้วยอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่บอกว่า เพื่อศึกษาการบังคับใช้ แต่ของผมนั้นไม่ได้ศึกษาเพื่อบังคับใช้นะครับ ศึกษาเพื่อแก้ไข นั่นก็หมายความว่าโดยเจตนารมณ์ของกระผมและพรรคพวกที่เสนอนั้น ต้องการจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ประเด็นใด นั่นแหละคือเจตนาว่าจะต้อง ขอให้สภานี้ตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษา เพราะฉะนั้นจุดยืนและเจตนาของญัตติคือ ต้องแก้ไข ซึ่งตรงนี้ผมจะต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่าทําไมต้องเจตนาอย่างนั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ บนสถานการณ์วันนี้เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ เปึนประเด็นทางสังคม เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าตรงนี้จะนําไปสู่วิกฤติ บางคนบอกว่านี่คือกลไกในการที่จะ แก้ไขปัญหาเปึนการหาทางออกให้กับสังคม ก็ดูจะเปึนอย่างนั้น แต่วันนี้ท่านสมาชิก ที่คิดอย่างนั้นก็เปึนการคิดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ก็อย่าลืมว่าให้คิดไว้ด้วยว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้เราจะพยายามคิดแล้วทํากันเต็มที่เพื่อให้เปึนทางออกจริง ๆ แต่สุดท้ายวันนี้ปัญหาบ้านเมืองมันเคลื่อนตัวไปแล้ว มันเลยการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว แม้วันนี้เราจะแก้อย่างไรเราก็ต้องไม่ประมาท ปัญหาของประเทศอาจจะยังมีอยู่ และอาจจะเปึนเงื่อนไขใหม่ อันนี้ทราบกันดี ที่ผมบอกว่าต้องแก้ อันนี้ก็ต้องอธิบาย บนเจตนารมณ์ว่าต้องแก้ และมีเพื่อนสมาชิกหลายส่วนได้เคยลงชื่อไปแล้วว่าขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ คล้อยหลังมาอาจจะมีการถอนบ้างด้วยเหตุผลซึ่งก็เคารพกัน ไม่ว่า ผมถึงขออธิบายว่าบนความกล่าวหากันวันนี้
๑. แก้รัฐธรรมนูญจะแก้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือไม่ หลายคน กล่าวหาว่าแก้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง โดยเฉพาะพรรคที่กําลังจะถูกยุบ นี่ต้องพูดกันตรง ๆ
๒. แก้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อให้คนใดคนหนึ่งรอดพ้นคดี นี่พูดกันมาก กล่าวหากันมาก ผมก็จะต้องพูดเพื่อให้ญัตติของผมได้เห็นว่า ผมแก้โดยไม่มีเหตุผล ตรงนั้นเลย ผมเรียนท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกที่ยังคิดแบบนี้อยู่ แล้วก็ฝากไปถึง พี่น้องประชาชนซึ่งยังฟังอยู่ ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เรียนตรง ๆ ว่าถ้าเรายังไม่ลืมเรายังมีความจําที่ดี เมื่อรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นว่าการรัฐประหารนั้นคือการฆาตกรรมรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนฉบับซึ่งเราคิดว่าดีที่สุดและมีที่มาที่ชอบธรรมที่สุด เพราะฉะนั้นเราประกาศยืนยัน ชัดเจน ผมในนามอดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย และวันนี้พรรคพลังประชาชน เราได้ยืน ประกาศว่าเราไม่เห็นด้วย ถ้าใครปฏิวัติเข้ามาแล้วจะมาเขียนรัฐธรรมนูญขึ้น เพราะฉะนั้น เปึนรูปธรรมชัดเจนก็คือว่าเราได้มีการประกาศชัดเจนว่าเราจะรณรงค์ไม่เห็นด้วยคือ โน โหวต (No Vote) ที่พูดตรงนี้เพราะหลายคนบอกว่า เราเห็นว่าจะมีการยุบพรรค ถึงลุกลี้ลุกลนจะมาแก้ มิได้ วันนั้นเรายังไม่รู้หรอกว่าจะยุบหรือไม่ยุบ คุณกําลังเขียน ผมบอกว่า ๑. ที่มาของคุณไม่ชอบ ผมไม่รับ เทียบกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มิได้ เพราะฉะนั้นที่มานั่นเราไม่รับ และหลังจากเราประกาศจุดยืนว่า เราจะโน โหวต เราก็รณรงค์ออกชัดเจนไม่ได้มีการทําแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ก็บอกประชาชน แล้วก็ให้เหตุผลชัดเจน และอีกระดับหนึ่งซึ่งเปึนความชัดเจนทางการเมือง เราบรรจุ เปึนนโยบายของพรรค พรรคของกระผมคือพรรคพลังประชาชนนี่ล่ะครับท่านประธาน เราเอาเรื่องนี้เข้าไปให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์เลย แล้วก็บอกมาสิว่าพรรคเรามีนโยบาย ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่แหละ จะเลือกเราไหม เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปึนนโยบายหนึ่งของพรรคที่กระผมสังกัดคือพรรคพลังประชาชน วันนั้นยังไม่รู้หรอกว่า จะถูกยุบพรรค ยังไม่รู้ว่าใครจะถูกเล่นงานอย่างไรด้วย แล้วประชาชนก็เลือกพวกกระผมมา ซึ่งก็อนุมานได้ในทางการเมือง ยังไม่ถือว่าชัดเจนสะเด็ดน้ํา ก็มาว่ากันอีกทีหนึ่ง เมื่อมาเปึนรัฐบาลแล้วสิ่งซึ่งได้สัญญากับประชาชนทุกนโยบาย พวกกระผมเอง ในฐานะสมาชิกพรรคก็ผลักดันให้พรรคได้ทําไปเกือบทุกนโยบาย รวมทั้งการจะแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเปึนเรื่องที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ เปึนนโยบายของพรรคชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่มีทางเปึนอื่นถ้าคนที่มาจากการเปึนตัวแทนของประชาชน รับปาก ประชาชนมาแล้วก็ต้องแก้ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อน เคลื่อนไหวในการที่จะเสนอญัตติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มันมีความเปึนมาและมีลําดับประวัติศาสตร์อันสั้นตรวจสอบกันได้ มิได้คิดขึ้นเมื่อจะมีการยุบพรรค แล้ววันนี้ก็ไม่รู้ว่ากว่าจะศึกษาและแก้เสร็จแล้ว ไม่รู้จะทันหรือเปล่าเรื่องยุบพรรค อาจจะไปก่อนก็ได้ วันนี้เมื่อเราคิดว่าจะยื่นญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ได้เกิดการต่อต้านทั้งจากซีกสมาชิกในสภาของเราเอง ซึ่งบอกว่ามาจาก ประชาชนเช่นกัน อันนี้ก็ไม่ว่ากัน เคารพกัน ข้างนอกก็ก่อตัวกันขึ้น ถามว่าเราดึงดันไหม ก็มีคนบอกว่าเราหลับหูหลับตา เราดึงดันไม่ฟังเสียงประชาชน จนเปึนข้อกล่าวหาหนึ่ง วันนี้ซึ่งจะต้องอภิปรายรัฐบาล ผมจึงขออนุญาตชี้ให้เห็นว่าเราก็ได้โอนอ่อนผ่อนตาม มาตลอด เดิมทีผมบอกว่าจะแก้ไขกันเสียสัก ๒ ประเด็น เอาเรื่องยุบพรรคนั่นแหละ ทําไมถึงเอาตรงนั้น ก็บอกยุบพรรคทีคนก็หวั่นไหวที ต่างประเทศก็ไม่เกิดความเชื่อมั่น การแก้ปัญหารัฐบาลแก้ไม่ได้ ก็คิดว่าเอาล่ะพูดกันตรงไปตรงมา ถ้าหากว่ามันจะ บรรจบพบกันก็จะแก้ที่มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๓๐๙ ก็คิดว่าจําเปึนต้องแก้ ๒ ประเด็น ก็ท้วงติงบอกว่าแก้ ๒ มาตรานี้ก็เพื่อตัวเอง เอาล่ะครับ เราก็โอนอ่อนผ่อนตามรับฟังเสียง ประชาชน เอามันทั้งฉบับ ซึ่งคนเรียกร้องก็เอาทั้งฉบับ พอเราจะแก้ทั้งฉบับก็มีเสียงมาอีกว่า ก็ยังเปึนเผด็จการ ก็ยังเปึนเพื่อตัวเอง ถ้าอย่างนั้นคุณเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณจะแก้เอง แม้รัฐธรรมนูญให้อํานาจ หลายคนก็ท้วงติงว่ามันไม่ชอบด้วยกระบวนการ ประชาธิปไตย คุณมาจากการเลือกตั้งก็จริง ไม่ควรแก้ ตรงนี้ผมต้องพูดครับ พูดเพื่อให้ ทุกคนซึ่งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเปึนสมาชิกรัฐสภาได้เห็นศักดิ์ศรี ได้ตระหนัก ในหน้าที่ของตัวเอง ก็รัฐธรรมนูญฉบับที่เราบอกไม่ชอบนี่แหละ รัฐธรรมนูญฉบับที่ ฝ์ายบอกว่าชอบและปกปัอง เราก็ทําตามมาตรานั่นแหละครับ เดินตามมาตรา ๒๙๑ ทุกประการ โดย ส.ส. ส.ว. มีสิทธิแก้ แต่ก็มีคนมาพยายามลดความชอบธรรมของพวกเราว่า แม้คุณจะมาจากการเลือกตั้ง คุณแก้เอง คุณจะแก้เพื่อตัวเอง นี่ก็ประการหนึ่ง และไม่ธรรมดาด้วย มีกลุ่มคนเคลื่อนไหวจะถอดถอนเราด้วยซ้ําไป ทั้ง ๆ ที่เราจะทําหน้าที่ นิติบัญญัติของเราตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งคนเหล่านั้นคิดว่าเปึนธรรมนูญที่เขาชอบ เราก็จะเดินตามรัฐธรรมนูญที่เขาชอบ แม้เราไม่ชอบ แต่จะทําตามรัฐธรรมนูญที่คุณชอบ แต่ก็จะถอดถอนเสียแล้ว ตรงนี้ต้องคิดว่าความเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขาให้มา ทําหน้าที่ฝ์ายนิติบัญญัติ เมื่อเห็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายซึ่งมันไม่ชอบ เราจะแก้ คนบอกแก้ไม่ได้แล้วคุกคามถึงขั้นจะถอดถอน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรื่องเหล่านี้ จึงเปึนมูลเหตุที่ผมคิดว่าเอาล่ะเราโอนอ่อนผ่อนตามรับฟังเสียงจากประชาชน เอาประชามติ ถ้าเห็นว่าพวกเราแก้เพราะพวกเราทํากันเอง ถามประชาชนไหม ที่จริงขั้นหนึ่งประชาชน เลือกนโยบายพรรคเรามา เราก็พูดได้ว่าเอาล่ะเขาเห็นชอบ แต่เอาเพื่อให้สะเด็ดน้ํา เพื่อให้ชัดเจน ทําประชามติก็แสดงว่าที่นี่ก็เปึนเพียงธุรการที่จะทํารัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วก็ต้องถามประชาชนคนทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่งว่าเอาหรือไม่เอา แก้หรือไม่แก้ นั่นก็คือการยอมรับวิถีประชาชนคนส่วนใหญ่ของเรานั้นคือจะทําประชามติ วันนี้ก็มี คนออกมาปฏิเสธอีกแล้ว ประชามติไม่เอา ประชามติเปึนความไม่ชอบธรรม สิ้นเปลือง ผมก็บอกว่ามีคนเรียกร้องเหมือนกันว่าจะเอาสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนครับว่า จะสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม มันก็คือตัวแทนที่จะต้องไปสรรหากัน ข้อครหาก็จะต้อง ตามมาอีก คุณไปสรรหาใครมา ไปบล็อกโหวตกันหรือเปล่า ถ้าพูดกันในเชิงวิชาการ สภาร่างรัฐธรรมนูญมันก็จะเปึนการคัดตัวแทนมา เขาเรียกว่า ดีโมเครซี (Democracy) แบบเรฟพรีเซนเททีฟ (Representative) คือแบบตัวแทนเอาประชามติไหม เขาเรียกว่า ไดเรคท์ ดีโมเครซี (Direct democracy) คือประชาธิปไตยทางตรง เราก็ยอม วันนี้จะเอา ประชามติ เอาล่ะท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้เพื่อจะให้เห็นว่าเราได้โอนอ่อนผ่อนตามมา เรารับฟังเสียงประชาชน ฟังเสียงสังคมมาจนถึงขั้นนี้ก็คือขั้นที่เรียกว่าไม่รู้จะได้แก้หรือเปล่า เพราะเราต้องรอประชามติ แต่ให้เราตั้งคณะกรรมาธิการศึกษากันหน่อยในฐานะของสภา อันไหนควร ไม่ควร เกิดประชามติบอกว่าให้แก้ ประชาชนทั้งประเทศบอกว่าให้แก้ เราจะแก้อะไร วันนี้คือขั้นตอนซึ่งเราคุยกัน คือขั้นตอนซึ่งผมได้เสนอญัตตินี้เข้ามา ท่านประธานครับ ถ้าหากวันนี้มีมติว่าให้ศึกษา ตั้งขึ้นมาศึกษา ผมก็จะถือโอกาสนี้ ได้อภิปรายเพื่อฝากประเด็นไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นเพื่อนําไปประกอบ การศึกษาบ้าง ท่านจะเห็นอย่างไรก็สุดแท้แต่คณะกรรมาธิการ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ความไม่ชอบมาพากลหรือความที่กระผมไม่รับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นมีที่มาที่ฝาก คณะกรรมาธิการไปพิจารณาดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ ผู้ร่างหรือที่มาของผู้ร่าง ผมกราบเรียนว่าระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าสังคมใด กฎหมายนั้นจะต้องถูกเขียนด้วยประชาชน ถ้าประชาชนมาเขียนทั้งหมด ไม่ได้ ต้องมีระบบตัวแทนหรือยึดโยงไปถึงประชาชน นั่นก็คือการเลือกตั้งหรือการสรรหา ก็ว่ากันไป แต่รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ปฏิวัติกันมา ตั้งกันมาเอง มาเขียน ถามว่า ผมรังเกียจไหม ตอบตรงไปตรงมา รังเกียจครับ ทําไมถึงรังเกียจ ก็วันนี้บ้านเมือง เดินเข้ามาแล้วมาบอกว่าเปึนยุคประชาธิปไตย แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญเปึนแม่บท ของประเทศ แล้วให้ใครมาเขียนล่ะครับ คนใดคนหนึ่งปฏิวัติแล้วตั้งขึ้นมาแล้วเขียนเอง ทุกคนก็พูดกันไม่ใช่หรือครับว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็ตอบสนองชนชั้นนั้น และวันนี้ ก็เห็นชัดเจนแล้วออกผลด้วย ซึ่งผมจะได้เรียนให้ท่านประธานทราบฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้น รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ สสร. สรรหาจากประชาชนแล้วเขียนกันมา ตรงนี้ไม่ใช่ ผมไปตั้งข้อรังเกียจรังงอนกันโดยอคติครับท่านประธาน คนเขียนซึ่งมาจากประชาชน และคนเขียนซึ่งไม่ได้มาจากประชาชน มันขลังต่างกัน มันจะทําให้รัฐธรรมนูญมีภูมิคุ้มกัน ต่างกัน ความศักดิ์สิทธิ์ต่างกัน สถานะมันต่างกัน ถ้ารัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนเขียน คนจะฉีกทิ้ง คนจะละเมิด ผมคิดว่าอาจจะต้องเคารพคนเขียน คิดหน้าคิดหลังแล้วก็ ให้เกียรติประชาชนมากหน่อย ยกเว้นคนที่ไม่เห็นความสําคัญของประชาชนก็ช่างเขา แต่ถ้ารัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เขียนมาจากประชาชนคนส่วนใหญ่ร่วมกันร่าง ใครก็ได้นึกขึ้น มาเขียน ผมว่าอันนั้นล่ะครับอยากฉีกเมื่อไรฉีกได้ตามใจ อยากละเมิดเมื่อไรละเมิดได้ตามใจ ความขลังมันต่างกัน ตรงนี้ผมอยากให้มี เอาล่ะเมื่อที่มาผมคิดว่าไม่ได้จากประชาชน ก็ไม่ควรจะเปึนกฎหมายที่ปกครองประชาชน ถ้าเปึนช่วงใดช่วงหนึ่งไม่ว่ากัน แต่ถ้าบ้านเมือง เข้าสู่ทางตรงทางประชาธิปไตยแล้ว กฎหมายซึ่งมาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งควรจะยุบเลิก ทิ้งไปเสียถ้าหากกระทําได้ ซึ่งวันนี้เราคิดว่าน่าจะกระทําได้ เรื่องบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และบริบทของสังคมขณะเขียนกฎหมาย อันนี้สําคัญครับท่านประธาน ในการเขียนกฎหมาย ในการเลือกตั้ง ในการลงประชามติ ในสังคมประชาธิปไตยหรือในทฤษฎีทางวิชาการ ทางรัฐศาสตร์เขาเขียนไว้ครับ การเลือกตั้งหรือการเขียนกฎหมาย การบัญญัติกฎหมาย ถ้าไม่อยู่ในบรรยากาศซึ่งประชาชนมีสิทธิเสรีภาพกันเต็มแล้ว อย่าไปคิดว่ากฎหมาย หรืออย่าไปคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นจะบริสุทธิ์ หรือสื่อถึงความมีเสรีภาพ หรือสื่อถึง ความต้องการที่แท้จริงของคนในสังคม ใครจะเถียงผมล่ะครับว่าการเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในสภาพประกาศกฎอัยการศึก ใครปฏิเสธล่ะครับว่าวันนั้น คนไม่กล้าพูด องค์กรวิชาการ นักการเมืองพูดได้สักกี่คนครับ ใครปฏิเสธว่ากฎอัยการศึกนั้นมันมีผล ค้ําคอป่ดปากคนในสังคม เพราะฉะนั้นบรรยากาศที่ร่างนั้นอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก สังคมใดจะยอมรับว่าเปึนกฎหมายซึ่งเปึนประชาธิปไตยบ้าง แล้วไม่เพียงเท่านั้นครับ คนที่ร่างก็พยายามอธิบายว่า แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แม้จะอยู่ภายใต้การปฏิวัติ รัฐประหาร แต่คณะกรรมาธิการซึ่งไปฟังเสียงประชาชนจากทั่วประเทศได้ไปฟังเสียง ประชาชนมาอย่างครบถ้วน ประชาชนต้องการอะไรเรารับฟังมาหมด ไม่ต้องมาบอกว่า เราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่จริงนะครับ เรื่องสําคัญ ๆ ที่เพื่อนได้อธิบายไปแล้ว ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ๒ ประเด็น และผมถามทุกเวทีวิชาการไม่มีใครตอบผมได้หรือ แม้แต่คนร่างซึ่งอยู่ที่นี่ ถ้ายังมีตอบผมหน่อยผมจะได้สบายใจและอาจจะไม่แก้ด้วย ถ้าตอบผมได้ไปฟังเสียงประชาชนถามว่าเขาอยากให้เลือกตั้งแบบไหน เขตเดียวเบอร์เดียว หรือเขตใหญ่เรียงเบอร์หรือแบบยกพวง งานวิจัยก็บอกว่าเขาต้องการเขตเดียวเบอร์เดียว ไปฟังทุกเวทีสรุปชัดเจนว่าต้องการเขตเดียวเบอร์เดียว ทุกสังคมในโลกวันนี้ก็ไปแล้วครับ เขตเดียวเบอร์เดียวชัดเจน แต่พอมาเขียนปัูบออกเขตเดียวแต่เรียงเบอร์ เขตใหญ่เรียงเบอร์ ถามว่าฟังประชาชนตรงไหน แล้วตรงนี้เปึนเรื่องใหญ่ด้วย มันจะโยงมาถึงเสถียรภาพ ของรัฐบาล มันโยงมาถึงความอ่อนแอของพรรคการเมืองด้วย ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่ง ส.ว. งานวิจัยก็ดี ไปฟังเสียงประชาชนมาก็ตาม ผมติดตามมาตลอด คณะกรรมการฟังเสียงประชาชนสรุปว่าเขาต้องการเลือกตั้ง ส.ว. แต่พอออกมาแล้วปัูบ ทําอย่างไรครับ ครึ่งหนึ่งเลือกตั้งจังหวัดละคนอีกครึ่งหนึ่งสรรหา แล้วเผอิญอ้ายเจ้าสรรหา ก็ตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย ปลดนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ไปเลือกองค์กรอิสระได้เต็มและอํานาจ ล้นฟัาอีก ถามว่าอํานาจนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน บอกว่าเปึนประชาธิปไตยอย่างไร นี่ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างที่ผมบอกว่าในบรรยากาศวันนั้น การร่างรัฐธรรมนูญและการฟังเสียง ประชาชนนั้นไม่จริง นี่คือที่มาและบรรยากาศ อันต่อมาซึ่งผมอยากจะบอก ทีนี้ก็มาถึงเนื้อหา หลายคนพูดกันว่าคุณไปรังเกียจคนเขียน คุณไปติงแค่บรรยากาศ ทําไมคุณไม่ได้ดูที่ แก่นสารเนื้อหาล่ะ คุณไปเอาอะไรกับเปลือก เอาอะไรมัน แก่นสารทําไมไม่ดู ดูครับ ดูแล้วยิ่งเห็นชัดเจนว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันสะท้อนคนเขียน มันสะท้อน บรรยากาศ แล้ววันนี้ออกฤทธิ์ออกเดชแล้วด้วยซ้ําไป
ประการแรก เนื้อหาซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้องและห่างไกลความเปึนประชาธิปไตยคือ เปึนรัฐธรรมนูญฉบับที่ลดอํานาจประชาชนลง ไปเพิ่มอํานาจข้าราชการชัดเจน ผมถามว่า วันนี้องค์กรอิสระซึ่งบอกว่าอิสระมากแล้วได้สิทธิพิเศษขึ้นมาได้เปึนคนเสนอกฎหมาย เข้าสภาได้ด้วย เปึนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แล้วไม่ค่อยมีประเทศใดเขาทําหรอก ที่ตุลาการแล้วก็องค์กรอิสระเสนอกฎหมายด้วย แต่สภาของเรายังมีสป่ริต (Spirit) รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับด้วยความขมขื่นอยู่ในตัวผม แต่ท่านประธานครับ องค์กรอิสระ เหล่านี้ถามว่าเปึนอิสระจากใคร จากประชาชนครับ ไม่ได้เปึนอิสระจากอํานาจราชการ อํานาจอย่างอื่น แต่เปึนอิสระจากประชาชน เพราะใครครับ สรรหามาโดย ๗ คน ผ่าน ส.ว. มา แล้วถูกถอดถอนก็ประชาชนไม่ได้เอื้อมมือมาถึงเลยครับ นี่คืออิสระ จากประชาชน ไม่ได้อิสระจากอํานาจเผด็จการ ไม่อิสระจากอํานาจคนตั้ง สสร. ไม่ได้อิสระจากคนปฏิวัติมาเสียเลย ที่จริงเวลาถ้ามีมากอยากพูดยาว ๆ แล้วจะว่ากัน ในกรรมาธิการ ท่านประธานครับ อํานาจประชาชนถูกลิดรอน เรื่อง ส.ว. ก็พูดกันแล้ว ส.ว. สรรหา ถามว่าประชาชนไม่ได้เอื้อมถึงเลยกลุ่มคนกรุงเทพฯ ขอประทานโทษ คุณรณฤทธิชัยพูดแล้ว จังหวัดใหญ่ได้เลือก ส.ว. คนเดียว จังหวัดระนองก็คนเดียว แต่คน ๗ คน ซึ่งมาจากตุลาการและมาจากใครซึ่งเปึนสายสืบทอดโยงไปถึงคนปฏิวัติ ได้เลือก ส.ว. ๗๔ คน แล้ว ๗๔ คนอํานาจล้นฟัาครับ ปลดนายกรัฐมนตรีได้วันพรุ่งนี้ด้วย ปลดแม้กระทั่ง ส.ส. ด้วย ครม. ยังปลดได้ด้วย แต่ประชาชนทั้งประเทศปลดได้ไหมครับ ยากเย็นแสนเข็ญครับ ท่านประธานครับ เมื่อห่างไกล เมื่อกันประชาชนออกจากอํานาจแล้ว ไปเพิ่มให้ใครครับ เพิ่มให้กับข้าราชการและอํามาตย์พูดกันมาก วันนี้ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเปึนผู้มีอํานาจสูงขึ้นเราไมได้อิจฉา เราไม่ได้มองในแง่ร้าย แต่มันเปึนการผิดหลักการและจะทําให้เกิดผลเสียต่อประเทศ ในอนาคต ข้าราชการฝ์ายตุลาการ เราเคารพท่าน และเปึนสถาบันหลักของสังคม แต่วันนี้ ไปเพิ่มอํานาจให้ท่านมากมายมหาศาล คนซึ่งตั้ง ส.ว. ๗๔ คน ไล่โยงใยไปสิครับ ไม่พ้น ตุลาการทั้งนั้นเปึนคนตั้ง ตั้งดีก็ดีครับ ถ้าพลาดขึ้นมาแล้วผลเสียมันจะตามไปถึงคนตั้ง อย่าไปคิดว่าจะไม่เสียนะครับ กกต. ชุดที่แล้วที่อยู่ในภาวะวันนี้จะจมน้ํามิจมน้ําแหล่ ก็ตั้งมาจากตุลาการนี่แหละ ท่านประธานครับ กรอบนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเขียนไว้ รัดกุมมาก ผมไม่แน่ใจว่าเปึนรัฐธรรมนูญหรือกฎกระทรวง หรือเปึนแผนเศรษฐกิจ ของสํานักใด รัฐบาลวันนี้ นักการเมืองวันนี้เข้ามาในสภาไม่มีอิสระหรือว่าเบียดตัวได้ แคบมากที่จะไปริเริ่มในการที่จะบริหารบ้านเมืองไปตามนโยบายหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนักการเมืองไม่ได้ครับ เพราะกรอบแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเขียนไว้ละเอียดกว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขียนจนแทบว่ารัฐบาลกระดิกตัวไม่ได้ นั่นก็คืออํานาจในการ กําหนดทิศทางของประเทศถูกตีกรอบไว้แล้วโดยข้าราชการและโดยคนร่าง ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลักการถ่วงดุลอํานาจของประเทศวันนี้เอียง วันก่อนผมชอบคุณสุนัย อภิปรายให้เห็นภาพก้อนเส้า ๓ ก้อน ก้อนนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ วันนี้ก้อนตุลาการ ใหญ่มาก ใหญ่บนความอันตรายนะครับท่านประธาน วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งการเมืองตั้งคณะไต่สวนขึ้นมาได้ ไม่ต้องฟังอัยการ ไม่ต้องฟัง กระบวนการยุติธรรมอีก ตั้งกระบวนการยุติธรรมหน่อใหม่แขนงใหม่ขึ้นมา แล้วตัดสินด้วย ศาลชั้นเดียว นักการเมืองมีสิทธิเข้าตะแลงแกง มีความเปึนพลเมืองน้อยกว่าคนอื่น คือคนอื่นเขาขึ้นศาลได้ ๓ ศาล นักการเมือง ๒ ศาล มีบางคนอภิปรายวันนั้นบอกว่า อ้าวถ้าไม่ผิดไปกลัวอะไรล่ะ ถ้าคุณบริสุทธิ์อย่าไปกลัว ศาลชั้นเดียวคุณก็อย่าไปกลัว ถ้าคุณผิดสิคุณกลัว ผมถามครับว่าศาลบ้านเราตั้งมามีไหมที่เอาคนผิดเข้าคุก ที่จะต้อง ออกกฎหมาย ต้องชดเชยค่าจับคนผิด พิพากษาคนผิดไปถึงกรมราชทัณฑ์ นั่นก็คือ การยอมรับความล้มเหลว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น นี่ไม่ได้ตําหนิศาล แต่บางครั้ง กระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานมันบูดเบี้ยวมาแต่ต้น ศาลท่านก็พิพากษาผิด อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าดุลอํานาจมันเปลี่ยนไป แล้วมันส่งผลอะไรครับ ส่งผลให้ พรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลอ่อนแอ วันนี้เห็นแล้ว การเลือกตั้งทั้งระบบเขตเรียงเบอร์ บวกกับบทบัญญัติซึ่งบอกว่า ต่อไปนี้ ส.ส. ย้ายพรรคได้ภายใน ๓๐ วัน ในขณะที่ยุบสภา หรือลาออก เลือกตั้งใน ๔๕ วันถึง ๖๐ วัน นั่นก็แสดงว่าแม้แต่สมัครเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แล้วยังย้ายพรรคได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมัคร ส.ส. แล้วยังย้ายพรรคได้ หาพรรคสังกัดได้ ภายใน ๓๐ วัน แต่กฎหมายบอกให้เลือกตั้งภายใน ๔๕ วันด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้น ความอ่อนแอเกิดขึ้นแน่ ภาพอัปลักษณ์ของนักการเมืองจะถูกสร้างให้มันเกิด วิ่งย้ายพรรค วุ่นกัน ต่อไปจะเห็นแล้วครับท่านประธาน นี่คือความจงใจที่จะทําให้การเมืองอ่อนแอ พรรคการเมืองและรัฐบาลล้มได้ง่าย ประเด็นซึ่งชี้ชัดให้เห็นว่ารัฐบาลต่อไปนี้อ่อนแอ แน่นอน ระบบการเลือกตั้งซึ่งให้ควงพรรคเดียวแล้วเลือกเรียงเบอร์ นํามาซึ่งรัฐบาล เบี้ยหัวแตก นํามาซึ่งสภาเบี้ยหัวแตก รัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ํา วันนี้เราก็เห็นแล้วครับ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ชัดเจน นี่ยังไม่รวมถึงการเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ซึ่งไปเขียนไว้ว่า ให้อภิปรายกันง่าย ท่านประธานครับ การอภิปรายรัฐบาล รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้เห็นแล้วว่ามันเปึนข้อปัญหาของประเทศ ทําให้รัฐบาล ไม่มีเสถียรภาพ บ้านเมืองล้มลุกคลุกคลานจึงได้บัญญัติว่าให้อภิปรายยาก ตัวนายกรัฐมนตรี ก็ให้ยากขึ้น อภิปรายรัฐมนตรีก็ยากหน่อย แล้วแถมไปแบ่งไว้อีกเสร็จสรรพว่า สมัยสามัญนิติบัญญัติห้ามอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนสมัยสามัญทั่วไปถึงอภิปรายได้ แต่วันนี้พอรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่เขียน เห็นไหมล่ะครับเมื่อวานยื่นกันแล้ว ๓ เดือน ยื่นแล้ว วิสามัญก็ยังไม่เว้นครับ นี่ไม่ได้โทษใคร แต่กฎหมายเป่ดช่องไว้ท่านก็ต้องใช้สิทธิ ผมไม่ว่าท่าน แต่สิ่งซึ่งมันจะเกิดต่อไปนี้ บ้านเมืองอภิปรายกันได้ง่ายแล้วก็ว่ากันตลอด อึมครึมอยู่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นล้มได้ง่าย ท่านประธานที่เคารพครับ อีกต่อมาซึ่งผมเห็นว่าเปึนปัญหาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างไว้ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดหรอกครับ หลักการเขียนกฎหมายเขาปัองกันทั้งนั้นแหละว่า คนมาร่างกฎหมาย คนมาเขียนรัฐธรรมนูญ อย่าเป่ดช่องให้เขียนแล้วตัวเองจะได้ประโยชน์ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ไม่ต้องเอ่ยชื่อใครหรอก พอร่างเสร็จตัวเองได้ตําแหน่ง กันทั้งนั้น เพราะบทเฉพาะกาลได้สนองไว้ต่ออายุคนเปึนองค์กรอิสระ ๙ ป้ ๑๐ป้ คือคนเขียน ทั้งนั้นแหละที่ได้ประโยชน์วันนี้ ซึ่งอันนี้ผิดหลักการกฎหมายมาก ท่านจะได้อ่านหรือ ท่านจะสังเกตหรือไม่ มันมีคน ๆ หนึ่งสวมหมวก ๔ ใบ เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปึนผู้ว่าการ สตง. เปึนกรรมการ สตง. เปึนประธานกรรมการ สตง. และเปึนกรรมการ สรรหา ส.ว. คนคนเดียว ๔ ตําแหน่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี่ถ้าตรวจสอบไปอีกจะเห็น หลายคนซึ่งสวมหมวกไม่รู้กี่ใบ และคนเหล่านี้เขียนรัฐธรรมนูญเองทั้งนั้น ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งให้พรรคการเมืองอ่อนแอ การเมืองอ่อนแอ และแยกนักการเมือง ออกจากประชาชน นี่ความเห็นของผมนะครับ สิ่งใดซึ่งประชาชนจะรัก จะชอบ จะเห็น คุณค่าของนักการเมือง เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยระบบสภาทําลายเลย มาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖ เพื่อนพูดไปเยอะ เขียนได้อย่างไร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ว. ห้ามไปก้าวก่ายการทํางานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่นที่เปึนคุณแก่ตัวเอง และเปึนคุณแก่คนอื่น มองอย่างไรมันก็ผิดหมด รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ยังพอรับได้ เขียนไว้ชัดเจนว่าไปยุ่งเกี่ยวในการบรรจุ โอนย้าย แต่งตั้ง เอาล่ะตรงนั้นเราไม่ว่า แต่การอื่นซึ่งเราจะไปทํา เช่น ไปทําถนนให้ชาวบ้าน ไปเสนอขุดคลอง ขอให้เราทําหน่อย ได้ไหม แต่ฉบับนี้ทําไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ยังเว้นไว้ให้นะครับ นี่คืออะไรครับ นี่ก็คือทําให้ ส.ส. ไม่มีคุณค่าในสายตาประชาชน เลือกทําไม เลือกทําไม่ได้ ส.ส. เลือก ทําไมนั่งเครื่องบิน เอาเงินเดือนกลับบ้าน ชาวบ้านมาหาก็บอกอันนี้ก็ทําไม่ได้ ๆ ไปก้าวก่ายเขา ส.ส. อ้างมาก สุดท้ายอย่าเลือกมันเลย พึ่งใครครับ พึ่งราชการครับ พึ่งองค์กรอื่นไปเลย อย่างนี้เขาเรียกว่า กันพื้นที่นักการเมืองออกจากประชาชน เราไม่โง่ แต่วันนี้จะแก้ไหม เท่านั้นแหละ ถ้าไม่แก้เพราะเหตุอะไร แก้เพราะว่าคนนี้เสนอยื่น สุดท้ายผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งทําให้การเมืองอ่อนแอ สถาปนารัฐ ข้าราชการขึ้นมา แล้วนักการเมืองด้วยกันคุณอาจจะมองเห็น แต่เราเห็นแต่ท่าน เพราะเปึนไก่อยู่ในชะลอมเดียวกัน ถ้าแก้กับคุณคุณจะได้หน้า แต่สุดท้ายเขายกชะลอมไก่ โยนลงน้ําตายทั้งหมด ท่านประธานครับ มาตรา ๓๐๙ พูดกันมาก ถ้าแก้วันนี้มีอันเปึนไปแน่ มีคนหวงแหนกันมาก แล้วบอกเซนซิทีฟมาก อ่อนไหวมาก อย่าไปแตะนะ ถ้าแตะแล้ว มีอันเปึนไป แตะก็ตาย ไม่แตะก็ตาย ถ้าผมเปึนนักการเมือง ผมแตะก็ตาย ไม่แตะก็ตาย ผมไม่กลัวหรอกครับ แต่ว่าเมื่อตายแล้วมรดกนี้ตกไปให้กับสังคมคนรุ่นหลัง เราจะทํา หรือครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า มาตรานี้คือการนิรโทษกรรมให้กับคนกระทํา รัฐประหาร แต่ในอดีตมีไหม มี แต่เขานิรโทษกรรมย้อนหลังเท่านั้น สิ่งใดที่กระทํามา ในอดีตให้ยกเลิก ก็ยังหลับหูหลับตาพอรับกันได้ด้วยความขมขื่น แต่ฉบับนี้นิรโทษกรรม ล่วงหน้า และบรรดาการใด ๆ ที่จะทําต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ นักกฎหมาย ระดับเกจิอาจารย์ซึ่งผมไปปรึกษาท่าน ท่านบอกว่าเรื่องนี้จะมีผลคุ้มครองไปจนอายุของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เลยทีเดียว ป้ ๒๕๕๐ มันใช้ ๒๐ ป้ ก็คุ้มครองได้ ๒๐ ป้ มีที่ไหนในโลก เท่านั้นยังไม่พอ ผมมองลึกไปถึงขั้นว่าเรื่องนี้มันเปึนเรื่องของจิตสํานึก เปึนเรื่องจะสร้าง วัฒนธรรมอันผิด ๆ ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะยุคเราเท่านั้น วัฒนธรรมอะไรท่านประธานครับ ผมสอนหนังสือมา ประชาธิปไตยไม่ใช่กฎหมายอย่างเดียว มันต้องเปึนกระบวนการ สร้างให้เปึนวัฒนธรรม ซึ่งวันนี้กําลังมีคนทําลายวัฒนธรรม ๑. ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ๒. เอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ๓. เปึนวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับคนที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าคนปฏิวัติแล้วสามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองทั้งย้อนหลังและไปหน้า ต่อไปคนจะปฏิวัติสบายครับ ใครจะคิดทําเรื่องนี้ไม่วิตกครับ ทําได้อีก ทําแล้วก็ทําเหมือนคราวก่อน มันจะไม่เปึน ภูมิคุ้มกัน แต่มันจะเปึนการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อเป่ดประตูให้กับคนมาฉีกรัฐธรรมนูญ และทํารัฐประหารได้ง่ายเพราะเคยทําไว้แล้ว เรื่องนี้อย่ามองแคบ ๆ สั้น ๆ เพียงว่า จะเอื้อให้คนนั้นเอื้อให้คนนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ช่วยอธิบาย ให้ผมฟังหน่อย ใครที่แตกฉานเรื่องนี้ว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ แล้วมันไปทําให้ คดีคนอื่นเขาหลุดได้อย่างไร คดีซึ่งพูดถึงกันมากก็อดีตนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะ วันนี้คดีที่ คตส. เสนอขึ้นไปสู่ศาลแล้วผมก็พยายามถามนักกฎหมายครับ เมื่อมันเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมแล้ว คุณจะแก้อย่างไรก็แล้วแต่ไปดึงมันออกมาไม่ได้หรอกครับ แล้ววันนี้ ก็พูดกันมาก ผมต้องพูดถึงเพราะเมื่อผมเสนอญัตตินี้และคราวหน้าถ้าผมจะเสนอ ญัตติแก้ไขก็จะมีคนบอกว่าผมทําเพื่อคนใดคนหนึ่ง ผมก็ต้องอธิบายเสียเวทีนี้แหละ บอกกันมากว่าทําไมไม่แก้เสียตอนคดีอดีตนายกรัฐมนตรีจบ ทําไมถ้าคุณจะแสดง ความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ให้คดีเขาขึ้นสู่ศาลและจบกระบวนการก่อน คุณถึงยื่นได้ไหม ถ้าแน่จริง ได้ครับ แต่ใครจะบอกกับผมได้ว่าคดีซึ่งขึ้นสู่ศาลกี่ป้จะจบ ใครตอบแทนศาล ได้ว่า ๒ ป้จบ ใครตอบแทนศาลได้ว่าในช่วงที่คุณเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ถ้าคุณอยู่ครบ ๑๐ ป้ คุณจะได้แก้เพราะคดีจะจบก่อน ไม่มีทางครับ ใครตอบแทนศาลได้ เอกสารกี่หมื่นหน้า พยานกี่ปาก ๑๐ ป้จะจบหรือเปล่า อันนี้เปึนเหตุผลหนึ่งซึ่งผมต้องบอก มีเวลาผมขอทําควบคู่ไปกับการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ทําไป และพูดกันมากว่า วันนี้แก้เพื่อให้คนอื่นไม่ขู่กระบวนการยุติธรรม ก็อดีตนายกรัฐมนตรีเขาก็ขึ้นศาลแล้วนี่ครับ เรื่องคดีเข้าสู่ศาล ประกันตัวก็มาตามนัดทุกนัด แก้แล้วจะทําอะไรกับเขาได้ ดึงเขาออก จากศาลได้อย่างไร ผมไม่เห็น แต่ตรงกันข้ามต้องฟังครับ ผมขออนุญาตครับ แม้ว่าเรา ไม่แก้รัฐธรรมนูญวันนี้ คตส. ก็จะหมดอายุแล้ว คนที่บอกว่าทําเพื่อคน ๆ หนึ่งอธิบายมากว่า เราแก้วันนี้จะทําให้ คตส. หมดอายุ บรรดาสํานวนความผิดต่าง ๆ ก็จะหมดไปกับ คตส. ท่านประธานครับ ผมถามผ่านไปยังคนซึ่งคัดค้านแล้วกล่าวหาประเด็นนี้หน่อยว่า วันนี้แม้เราไม่ทําอะไรกับรัฐธรรมนูญเลย ผมนอนอยู่บ้าน คตส. ก็จะหมดอายุไปไม่กี่วันนี้ และแม้ คตส. ไม่หมดอายุ ช่วยกันคิดหน่อยครับ ด้วยความเปึนธรรม บรรดาคดีซึ่ง คตส. ได้ทําขึ้นไปแล้วขึ้นสู่ศาลนั้น ขนาด คตส. ยังไม่หมดอายุยังมีคนท้วงติงว่าที่คุณต่ออายุ ตัวเองมานี่ชอบธรรมไหม ยังมีคนติดใจข้องใจว่าที่คุณต่ออายุมานี่ชอบธรรมไหม ใครติดใจครับท่านประธาน นายสุทินหรือเปล่า ผมไม่เคยถาม พรรคพลังประชาชน ไม่เคยถาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเขาถามกลับไปครับ ถามว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญไปตีความสิว่าสถานภาพ ของ คตส. ชอบไหมที่ต่อมา ถ้าบอกไม่ชอบ บรรดาคดีต่าง ๆ ขึ้นสู่ศาลมีอันเปึนไป แต่ถ้าชอบเดินหน้าต่อ วันนี้แม้เราไม่แก้รัฐธรรมนูญ คตส. ก็ยืนอยู่ด้วยความชอบ มิชอบ ถูกตั้งเปึนประเด็นขึ้นมาแล้วจากใครครับ จากคนซึ่งเราคิดว่าเปึนธรรมที่สุด เปึนกลางที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องตีกลับไปไม่รับคดี หวยกองสลาก อย่างนี้สิครับท่านประธาน อยากเรียกร้องให้พิจารณาด้วยความเปึนธรรม หน่อยว่า พวกเราซึ่งเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะมีที่มาเปึนลําดับ ๆ ตั้งแต่ตอนรัฐประหาร มาถึงวันนี้คนก็พยายามสร้างประเด็นเบี่ยงเบนกันมาก จะแก้เพื่อคนคนนั้น คนคนนั้น ตอกย้ําจนทําให้คนซึ่งฟังไม่ได้ศัพท์ ตอกย้ําเสียคนไม่ได้อ่านจริง ๆ เชื่อ ทั้ง ๆ ที่จริง คดีเขาก็ขึ้นศาลไปแล้ว เขาก็ไปรายงานตัวแล้ว ศาลก็ให้ประกันตัวก็เดินไปเปึนปกติแล้ว
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งผมคิดว่ารับไม่ได้ ทําลายพรรคการเมืองอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมก็คือการยุบพรรค ถามสิครับ คนสอน หนังสือหนังหา ถามนักประชาธิปไตยทั่วโลกสิครับ มีบ้านใดเมืองใดซึ่งเขาบอกว่าเขาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แล้วพรรคการเมือง เปราะบางอย่างนี้ พรรคการเมืองโดนยุบได้ง่ายอย่างนี้มีไหมครับ ไปหามาให้ผมดูสิครับ คุณก็จะยกตัวอย่างได้แค่ลาว พม่าแถวนี้ แต่บ้านเมืองซึ่งเขาเปึนประชาธิปไตยมีใครทํา ผมพูดตรงนี้มิได้หมายความว่ามันจะโดนเฉพาะพรรคของผม วันนี้โดนไป ๓ พรรค แล้วผมพูดเผื่อด้วยซ้ําไปว่าพรรคที่เหลืออย่าเพิ่งนิ่งนอนใจมั่นใจว่าจะไม่โดน วันนี้คิดว่า มีของขลังก็ดีใจไป แต่วันหนึ่งมันไม่แน่ แต่ผมพูดเผื่อนักการเมืองเผื่อพรรคการเมือง ทุกพรรค ไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่เพียงความผิดที่เกิดจากใครคนใดคนหนึ่งโยงไปให้เปึน ความผิดของคนทุกคน โยงไปจนถึงขาดความชอบธรรมให้กับพรรคแล้วปึนเหตุให้ยุบ ตัดสิทธิเขา นี่ล่ะครับ ผมถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นักการเมืองเดินอยู่วันนี้ไม่ใช่เดินอยู่ บนเส้นด้ายครับ เดินอยู่บนคมหอกคมดาบ ไหนจะเขียนไว้ว่านักการเมืองหรือ นายกรัฐมนตรีถ้าโดนคดีอาญา แล้วมีคําพิพากษาว่ามีความผิดแม้ให้รอลงอาญา คุณก็หมดอํานาจ คุณหลุดทันที เหล่านี้คือเรื่องเปราะบางมาก ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาก็ไม่ชอบบรรยากาศก็ไม่ให้ เนื้อหาสาระก็สะท้อน ที่มาและบรรยากาศ และวันนี้ก็ออกฤทธิ์ออกเดชแล้วด้วย ผมถึงได้ขอวิงวอนเพื่อนสมาชิก รัฐสภาของเราครับว่า ผมได้นําเรื่องนี้เข้ามาแล้วพร้อมกับเพื่อนอีก ๗ ฉบับ ๗ ญัตติ ขอพวกเราได้พิจารณาด้วยความเปึนกลางเปึนธรรมเถอะ เรื่องคนใดคนหนึ่ง เรื่องความโกรธ เรื่องมิจฉาทิฐิมันเกิดขึ้นได้ในบางช่วงบางโอกาส ถ้าหากว่ามันได้ผ่าน ไปแล้ว เมฆหมอกไปแล้ว ผ่านทางโค้งแล้วเข้าสู่ทางตรง เรามาพิจารณาเรื่องเหล่านี้ ด้วยความเปึนกลางเปึนธรรม แล้วตัดเอาเรื่องคนใดคนหนึ่งที่มาหลอกหลอนอยู่ให้ออกไป ให้มันเกิดปัญญา แล้วเราจะได้สร้างมรดกอันดีไว้กับคนในสังคมต่อไป วันนี้ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกทุกคนคิดเหมือนกันกับผมว่า วันนี้อายุของเราไม่รู้จะถึงวันไหน ประชาชน ถามมากจะอยู่ได้กี่วัน แต่จะอยู่ได้กี่วันก็ถือว่าเราเดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว บนความเสี่ยง เราไม่มีทางปฏิเสธ เปึนกรรมเปึนเวรของนักการเมืองไทยที่อายุเปึนไม้ล้มลุก เกิดง่าย แล้วก็ตายเร็ว แต่ช่วงเวลาอันสั้นที่มีแม้ผมจะได้อยู่อีก ๕ วัน ๑๐ วัน ขอสร้างระบบที่ดี ขอสร้างรัฐธรรมนูญที่เปึนประชาธิปไตยไว้ให้กับสังคมกับคนรุ่นหลังได้ไหมครับ ผีตนหนึ่งตนใดมาหลอกหลอนผมคิดว่าเราแคบเกินไปหรือเปล่า ผมจึงหวังว่าญัตตินี้ จะเปึนการทํางานร่วมกันของเพื่อนสมาชิกทุกพรรค เอาประโยชน์ของประเทศชาติ มองการณ์ไกล ๆ และเผื่อมันจะได้แก้ปัญหาให้กับสังคมวันนี้ได้บ้าง แม้คนซึ่งเปึน ตัวปัญหาเขาจะไม่ชําเลืองมามองรัฐธรรมนูญแล้ว วันนี้เขาไม่ชําเลืองมามองญัตติ เราหรอกครับ เขาไปไกลกว่านี้แล้ว แต่ทําให้ถึงที่สุด ทําดีที่สุดเท่าที่กรอบอํานาจและเวลา ที่มีให้เราทํา ขอขอบพระคุณครับ