วรงค์ เดชกิจวิกรม พูดถึงบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และเรียกร้องให้มีการกำหนดระยะเวลาห่างจากการเมืองให้นานขึ้น เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความกล้าและความสามารถในการตัดสินใจโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลของการเมือง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ และการสนับสนุนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอาสาสมัครที่มีคุณธรรม จริยธรรม
กราบเรียนประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด พิษณุโลก วันนี้ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ได้นําเสนอสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถ้าดูตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญแล้ว ดูเจตนารมณ์ของผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาแล้วชี้ให้เห็นว่าวันนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นมีนัยสําคัญเปึนอย่างยิ่ง สังคมกําลังฝากความหวังไว้กับ ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เปึนองค์กรอิสระในการถ่วงดุลองค์กรอิสระต่าง ๆ และมีส่วน ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของระบบราชการ เหตุที่ผมพูดอย่างนี้เนื่องจากว่า ในมาตรา ๑๒ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้อย่างกว้างขวาง ซึ่งผม จะสรุปเปึนประเด็นสั้น ๆ เพื่อจะโยงไปสู่ประเด็นอื่นต่อไป ในมาตรา ๑๒ ได้ขยายอํานาจ หน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน อาทิเช่น การตรวจสอบการใช้อํานาจของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือ อํานาจหน้าที่ ตรวจสอบการปฏิบัติหรือการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จุดสําคัญที่ผมมีความรู้สึกว่า ทั้งห่วงใยและกังวลใจว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะทําเรื่องนี้ได้ดีหรือไม่ก็คือ มาตรา ๑๒ (๒) ที่กําหนดไว้ว่า ให้ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดํารงทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมต้องย้ําว่าเนื่องจากว่าขณะนี้ปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของนักการเมืองนั้นเปึนส่วนสําคัญอย่างยิ่งในการนําพาสังคมไทยให้ก้าวต่อไป เรื่อย ๆ ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่ ดังนั้นบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงถูกท้าทาย เปึนอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ให้อํานาจแก่ท่านเข้ามาตรวจสอบ ผมกําลังจะย้ํา ให้เห็นว่าในมาตรา ๑๓ ก็ได้ขยายอํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถส่งเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ ดังนั้นประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับว่า วันนี้บทบาท อํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินถูกขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น สังคมฝากความหวัง ไว้กับท่านมากยิ่งขึ้น คําถามจึงอยู่ที่ว่าทําอย่างไรที่จะได้คนที่มีคุณสมบัติที่สามารถ ทําอํานาจหน้าที่เหล่านี้ให้เปึนจริงได้ ถ้าผมดูตามอํานาจหน้าที่เมื่อกี้ที่ผมกล่าวไปแล้วว่า คนที่มีอํานาจหน้าที่ใหญ่ ๆ อย่างนี้ควรจะมีองค์ประกอบของคุณสมบัติดังนี้คือ คนคนนี้ จะต้องเปึนคนกล้า เมื่อสักครู่ผมได้ยินสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่าวันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะกลัวความขัดแย้งกับสังคมไม่ได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะกลัวว่าไม่อยากจะมีเรื่องมีราว กับองค์กรอิสระหน่วยงานอื่น ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับหน่วยงานราชการเปึนไปไม่ได้ครับ ในเมื่อรัฐธรรมนูญได้กําหนดว่าท่านต้องทํา นอกจากท่านต้องเปึนคนกล้าแล้วท่านต้อง เปึนคนเก่ง ท่านต้องเปึนคนดี และที่สําคัญก็คือต้องเปึนคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม ผมคิดตามประมวลที่เขียนไว้ชัดเจนว่าใน พ.ร.บ. ฉบับนี้กําหนดหน้าที่ของท่านอย่างนี้ ท่านควรจะมีองค์ประกอบของคุณสมบัติตามที่ผมพูด ปรากฏว่าในมาตรา ๗ ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เขียนเอาไว้ทั้งหมด ๑๓ ข้อ ผมอ่านดู ๑๓ ข้อ ผมไม่แน่ใจว่า ๑๓ ข้อเหล่านี้เปึน ๑๓ ข้อทั่ว ๆ ไป เวลาอ่านดูแล้วเหมือนกับ การคัดเลือกสมัครพนักงานเจ้าหน้าที่ทั่ว ๆ ไป ผมไม่แน่ใจว่าสังคมจะได้คนกล้า คนเก่ง คนดี คนมีคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาเปึนผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ เหตุผลที่ผมจะต้องย้ํา ประเด็นนี้เยอะ ๆ เนื่องจากว่าบทบาทของท่านนั้นมากจริง ๆ และบทบาทของท่าน ไม่ใช่เปึนบทบาทที่เปึนองค์กรอิสระลอยไปก็ลอยมา แต่เปึนองค์กรอิสระที่ตรวจสอบ องค์กรอิสระซึ่งกันและกัน และมีจุดสําคัญในการตรวจสอบการใช้กลไกอํานาจรัฐ ของหน่วยงานราชการ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นท่านต้องกล้า ท่านต้องเก่ง ท่านต้องดี ท่านต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้นเปึนไปได้ไหมว่าทําอย่างไรที่จะให้ มาตรา ๗ ที่กําหนดคุณสมบัตินั้นได้คนอย่างนี้จริง ๆ ไม่ใช่ได้คนธรรมดาคนหนึ่งเข้ามา นั่งในตําแหน่งนี้ ผมจึงอยากจะฝากท่านว่าท่านจะเพิ่มไหมว่าข้อที่สําคัญที่สุดคือ จะต้องได้คนที่มีคุณธรรมจริยธรรมโดยประจักษ์ เพิ่มเข้ามาอีก ๑ ข้อ และมีอยู่อีก ๑ ข้อ ที่ผมกังวลคือในมาตรา ๗ (๗) ที่กําหนดไว้ว่า ไม่เปึนหรือเคยเปึนสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้มีตําแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ ๓ ป้ ก่อนการสรรหา
– ๒๕/๑ ผมต้องย้ําข้อนี้เนื่องจากว่าวันนี้องค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเปึนองค์กรที่มีบทบาทสําคัญ อย่างยิ่ง และมีส่วนในการชี้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ความใกล้ชิด ของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองของผู้ตรวจการแผ่นดินจะเปึนจุดสําคัญอย่างยิ่ง ในการตัดสินใจว่าท่านจะกล้าหรือไม่กล้า ดังนั้นผมคิดว่าการที่กําหนดว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องไม่เปึนสมาชิกพรรคการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ไม่เกิน ๓ ป้ มันน้อยเกินไปครับ การที่จะทําให้ท่านกล้าท่านต้องห่างการเมืองมากกว่านี้ ผมจึงคิดว่าอย่างน้อย ๆ คนที่ จะมาเปึนผู้ตรวจการแผ่นดินและสามารถตัดสินใจในประเด็นที่เปึนประเด็นทางสังคมได้ อย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพล ควรจะห่างการเมืองมาไม่น้อยกว่า ๕ ป้ ผมเลยอยากจะอิง เหมือน ส.ว. เพราะ ส.ว. เขากําหนดไว้ชัดเจนว่า ส.ว. จะต้องเปึนบุคคลที่อิสระทางการเมือง ตัดสินใจไม่เข้าข้างฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง ส.ว. ให้ห่างมา ๕ ป้ครับ ผมจึงคิดว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓ ป้ไม่พอครับ ผมอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างน้อยสัก ๕ ป้ขึ้นไป เพื่อให้ห่างไกลกับ องค์กรทางการเมืองไปเลย นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะฝาก และอยากจะฝากทาง ผู้ตรวจการแผ่นดินที่มาในวันนี้ว่า สังคมฝากความหวังไว้กับท่านเยอะ ท่านต้องมี ความกล้า มีความเก่ง มีความดี และมีคุณธรรมจริยธรรม
ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะฝากท่านเปึนข้อพิจารณาคือ ในมาตรา ๒๓ ผมดีใจว่าวันนี้ช่องทางในการเข้าถึงองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นง่ายขึ้น นอกจากมี การทําหนังสือ ท่านสามารถรับคําร้องเรียนด้วยวาจา ซึ่งในหนังสือนี้เขียนไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๓ ทั้ง (๑) (๒) (๓) (๔) ว่า ให้ระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียน ระบุเหตุ ใช้ถ้อยคําสุภาพ และลงลายมือชื่อผู้ร้องเรียน แต่ผมกังวลใจว่าการร้องเรียนด้วยวาจา มันเปึนช่องทางที่ทําให้ประชาชนเข้าถึงท่านได้ง่ายก็จริง แต่ก็อาจจะเปึนเหตุให้มี การกลั่นแกล้งกันได้ อันนี้เปึนข้อสังเกตว่าเปึนไปได้ไหมว่าถ้าท่านสามารถชี้แจงว่าขณะนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีเขียนระเบียบคร่าว ๆ ไว้แล้ว ลองชี้แจงให้กับท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ได้รับทราบว่าท่านมีแนวคิดอย่างไรในการรับร้องเรียนด้วยวาจา เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในการกลั่นแกล้งซึ่งกันและกัน
ประเด็นถัดมาที่อยากจะฝากกับผู้ตรวจการแผ่นดินก็คือ ในมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ เนื่องจากว่าวันนี้รัฐธรรมนูญฝากความหวังไว้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการเข้ามาตรวจสอบทั้งองค์กรอิสระหรืออะไรอื่น ๆ รวมทั้งการใช้อํานาจรัฐของ คณะรัฐมนตรี ของข้าราชการ ของพนักงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ แต่จุดที่ผมกังวลใจ หลังจากอ่านมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ แล้ว เกรงว่าท่านอุตส่าห์ทํางานมาแล้ว มีข้อสรุปออกมาแล้วมันจะใช้ไม่ได้ผล เหตุผลที่ผมเกรงว่ามันจะไม่ได้ผล เพราะผมอ่านดู แล้วมันแทบจะไม่มีผลบังคับใช้จริง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อํานาจของหน่วยงานราชการ ในมาตรา ๓๑ เขียนว่า เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว ให้รายงานต่อหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งตรงไปตรงมาครับ ท่านตรวจสอบที่จังหวัด ก ท่านก็รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลังจากที่รายงานแล้วเกิดถ้าเขาทําตาม จบครับ ผมไม่กังวล ถ้าหลังจากที่ท่านรายงาน ไปแล้วเขาไม่ทําตาม ในมาตรา ๓๒ เขียนไว้ว่า ในกรณีที่ไม่ทําตามให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้ควบคุมหรือกํากับดูแลหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เท่ากับว่าหลังจากที่ท่านได้รับเรื่องร้องเรียนปุ็บ ท่านตรวจสอบปัูบ แล้วก็มีข้อสรุปว่าวันนี้มีความผิดอย่างไรบ้าง ควรจะดําเนินการอย่างไร ท่านแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ดําเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อสรุป ท่านสามารถรายงานนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้กํากับหน่วยงานภาครัฐนั้น คําถามอยู่ที่ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้นไม่ดําเนินการต่อไป ผมมีสิทธิที่จะกังวลใจเรื่องพวกนี้ เนื่องจากวันนี้หน่วยงานรัฐเองเข้าไปครอบงําส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเยอะมาก และมีผลประโยชน์ซึ่งกันและกันสูงมาก ถ้าหน่วยงานของรัฐก็คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ไม่ดําเนินการอย่างไร ในมาตรา ๓๒ วรรคสอง ก็เขียนต่อไปว่า ถ้ายังไม่มีการปฏิบัติตาม ความเห็นหรือข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันควร ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงาน เรื่องนั้นต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เปึนกรณีรีบด่วน ทําให้ผมคิดว่า ในเมื่อรายงานนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแล้วไม่ปฏิบัติ ถ้ารายงานคณะรัฐมนตรีถามว่า คณะรัฐมนตรีจะปฏิบัติไหม ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นจริงไหม ขณะเดียวกันถ้าท่าน รายงานมาในสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายมันก็จบด้วยเสียงข้างมาก เพราะเนื่องจากว่า สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากก็คือเสียงของนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผมจึงกังวลใจลึก ๆ ว่า การดําเนินการตรวจสอบหรือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในมาตรา ๓๑ ในมาตรา ๓๒ อาจจะทําให้ข้อสรุปของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นไม่เปึนจริง แต่ในส่วนการยื่นต่อองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองนั้น ผมเชื่อว่าจะเปึนจริง เนื่องจากว่ามีกฎหมายบังคับไว้ อันนี้จึงฝากข้อสังเกตไว้กับทาง ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินครับ
และข้อสุดท้ายที่อยากจะฝากกับท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน วันนี้เท่าที่ทราบคือ กฎหมายฉบับนี้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้กําหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีแค่ ๓ คน แล้วเท่าที่ผมทราบคือ วันนี้หน่วยงานของผู้ตรวจการแผ่นดินเองก็มีบุคลากรไม่เยอะ คงประมาณไม่เกิน ๒๐๐ คน ขณะนี้ ๑๐๐ กว่าคนอาจจะถึง ๒๐๐ คน แต่ภารกิจของ ผู้ตรวจการแผ่นดินในการดูแลรับฟังปัญหา แก้ไขปัญหาทุกข์สุขของประชาชนนั้น ทั้งประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ภาพลักษณ์ของผู้ตรวจการแผ่นดินกับประชาชน ยังห่างไกลครับ บุคคลที่เข้าถึงผู้ตรวจการแผ่นดินมักจะเปึนคนชั้นกลางที่มีการศึกษา ติดตามข้อมูลข่าวสารจะเข้าถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ประชาชนในระดับชาวบ้านธรรมดา ยังห่างไกลผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งผมดูแล้วถ้าประชาชนในระดับพื้นบ้าน ชาวบ้านธรรมดา สามารถรู้จักผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมเชื่อจริง ๆ ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะแก้ปัญหา ความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการใช้อํานาจรัฐที่ไม่เปึนธรรมของหน่วยงาน ราชการได้ดีจริง ๆ ดังนั้นทําอย่างไรล่ะครับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินกับประชาชนระดับ ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปจะเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ผมมีข้อเสนอดังนี้ครับ ผมเคยเปึนแพทย์ อยู่โรงพยาบาล เคยทํางานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ใช้อาสาสมัครที่เรียกว่า อสม. ครับ ซึ่งถือว่าเปึนอาสาสมัครที่มีศักยภาพที่สูงที่สุด ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ครับ จึงอยากจะฝากแนวคิดนี้ว่า เปึนไปได้ไหมที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ขยายโครงสร้างตัวเอง เพราะว่าวันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ครับ โครงสร้างต่างจังหวัดก็ยังไม่มี เปึนไปได้ไหมว่าผู้ตรวจการแผ่นดินอาจจะเขียนระเบียบ ออกมาชุดหนึ่งในการกําหนดว่าจะมีการสร้างที่เรียกว่า อาสาสมัครผู้ตรวจการแผ่นดิน ขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่เปึนปากเปึนเสียง เปึนหูเปึนตา และเปึนช่องทางให้ประชาชน ระดับ พื้นบ้านเราธรรมดาสามารถใช้บริการผู้ตรวจการแผ่นดินได้ง่ายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่าถ้ามีการกระจายองค์กรเหล่านี้ ก็คืออาสาสมัครเหล่านี้ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ผู้ตรวจการแผ่นดินกับประชาชนระดับพื้นบ้านจะใกล้ชิด แล้วมีความรู้สึกว่าท่านคือ หน่วยงานของประชาชนมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่กระทรวงสาธารณสุขทําสําเร็จมาแล้ว แต่ปัญหามีอยู่ เราต้องยอมรับว่าวันนี้บทบาทหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเยอะจริง ๆ ในเมื่อบทบาทเยอะจริง ๆ ถ้าได้คนไม่ดีเข้ามาองค์กรท่านก็จะวุ่นวาย แล้วก็ไม่เปึนไปตาม เจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ อยากจะฝากข้อคิดให้ท่านดังนี้ว่า ถ้าท่านมีแนวคิด ที่จะให้หน่วยงานผู้ตรวจการแผ่นดินใกล้ชิดประชาชน ท่านสร้างหน่วยงานที่เรียกว่า อาสาสมัครผู้ตรวจการแผ่นดินขึ้นมาทํางานเปึนหูเปึนตารับเรื่องร้องเรียนแล้วส่งตรงมาถึง ท่าน คนที่จะเข้ามาเปึนอาสาสมัคร ข้อที่ ๑ สําคัญที่สุดคือ ต้องเปึนคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมโดยประจักษ์ ซ้ําจะเปึนชาวบ้านที่อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ชาวบ้านเขาจะรู้กันเองว่า ใครเปึนคนมีคุณธรรม คนไหนขี้โกง คนไหนคดโกงอะไรก็แล้วแต่ ฉะนั้นข้อที่ ๑ ที่จะต้อง มีเลยว่า เพราะเนื่องจากว่าการรับสมัครอาสาสมัครชุดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึน อสม. อปพร. อาสาสมัครตํารวจ เขาอาจจะไม่ได้เขียนข้อนี้ครับ แต่ของผู้ตรวจการแผ่นดินข้อนี้ จะต้องเปึนบรรทัดฐานที่สําคัญที่สุด คือข้อที่ ๑ ว่าต้องเปึนคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม เปึนที่ประจักษ์ของประชาชนในพื้นที่นั้นหรือในหมู่บ้าน และจุดข้อกังวลข้อที่ ๒ คือท่านต้องย้ําเลยว่า คนที่จะเปึนอาสาสมัครของหน่วยงานท่าน ถ้าท่านทํานะครับ ต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย ๕ ป้เหมือนกัน ให้ห่างการเมืองเยอะ ๆ ห่างการเมืองมากเท่าไรยิ่งดีครับ หน่วยงานท่านจะเปึนอิสระมากเท่านั้น อาสาสมัคร ต่าง ๆ ที่ทํางานอยู่ก็จะเปึนปากเปึนเสียงของท่านอย่างเต็มตัวมากเท่านั้น และจุดที่ ๓ ที่ท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่พวกผม ส.ส. อาจจะรู้จักส่วนเหล่านี้ดีก็คือ ส่วนที่เรียกว่า ฝ์ายท้องที่และฝ์ายท้องถิ่น คําว่า ฝ์ายท้องที่ หมายถึง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ์ายท้องถิ่น หมายถึง สมาชิก อบต. หรือ นายก อบต. ซึ่งถือว่าเปึนเรื่องของท้องถิ่น หรือ ส.จ. หรือ ส.ท. คนที่จะเปึนอาสาสมัครเหล่านี้ท่านต้องให้ห่าง ๆ คนที่อยู่ในตําแหน่งนี้ ต้องไม่เคยดํารงตําแหน่งนี้หรือไม่เคยสมัครในตําแหน่งนี้อย่างน้อย ๕ ป้เช่นกันครับ คนที่เคยสมัคร ส.จ. คนที่เคยสมัครผู้ใหญ่บ้าน สมัครกํานัน เวลาแพ้ไปแล้วมีมิตรมีศัตรู ชัดเจนครับ ดังนั้นคนที่จะเปึนอาสาสมัครของท่าน ถ้าท่านทําอย่าลืมนะครับ ต้องตรวจสอบ ประวัติเลยว่า ต้องไม่เคยสมัครหรือเคยดํารงตําแหน่งสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือฝ์ายท้องที่คือ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยอะไรก็แล้วแต่ ต้องไม่น้อยกว่า ๕ ป้ เหตุผล ที่ผมจะต้องพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าคนกลุ่มนี้เปึนคนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในพื้นที่ที่เรียกว่า พื้นที่ชนบท คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลสูงมาก ดังนั้นในเมื่อหน่วยงานที่เรียกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องทุก ๆ เรื่องในสังคมไทย ดังนั้นคนที่มาเปึนอาสาสมัครท่านจะต้องคัดเลือกแล้วก็สกรีน (Screen) อย่างละเอียด ถี่ถ้วนนิดหนึ่ง จึงอยากจะฝากเปึนแนวทางเผื่อเปึนประโยชน์ในช่องทางการทํางาน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีช่องทางในการใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น และประชาชนจะได้มี ความรู้สึกว่าวันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเปึนของประชาชน และผมหวังเปึนอย่างยิ่งว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในวันนี้คงจะผ่านวาระ ๑ แน่ ๆ และผมเชื่อขอให้ท่านกล้านะครับ เพราะรัฐธรรมนูญได้ผลักภาระให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ไขปัญหาหลาย ๆ อย่าง ในสังคม และขอสนับสนุนและรับหลักการในวาระ ๑ ขอบคุณครับ