สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ระบุบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐ และการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขายังเสนอแนะการแก้ไขร่างกฎหมายเพื่อให้สามารถสอบสวนเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างไม่ต้องร้องเรียน และเพื่อป้องกันการปิดบังข้อเท็จจริง นอกจากนี้ยังเสนอแนะการแก้ไขมาตรา 20 เพื่อให้ระบุเจตนารมณ์ของผู้ตรวจการแผ่นดินให้ชัดเจน และแก้ไขข้อจำกัดในการร้องเรียน เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่และไม่เกรงกลัวอิทธิพลอํานาจทางการเมืองในการตรวจสอบและให้คําแนะนําเกี่ยวกับการจัดทําประมวลจริยธรรม

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นาย อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... อ่านโดย ภาพรวมแล้วก็ต้องขอสนับสนุนหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมเองมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นให้คําแนะนําต่อคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมารายงานผลการดําเนินงานป้ ๒๕๕๐ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและก็เห็นภาพที่จะไปปรากฏอยู่ในกฎหมายซึ่งให้อํานาจหรือว่า เปึนเครื่องมือของผู้ตรวจการแผ่นดินในการทํางานต่อไปในอนาคต ผมขอที่จะแสดง ความคิดเห็น ติติง แล้วก็มีคําแนะนําลงไปในรายมาตรา เพื่อที่ว่าในชั้นคณะกรรมาธิการ วิสามัญจะได้นําไปปรับปรุงต่อไป เราต้องยอมรับว่าคณะผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาท ที่เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญอยู่ใน ๒ ประเด็นใหญ่ ๑. ก็คือการเพิ่มอํานาจการตรวจสอบ องค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ๒. คือการต้องเข้ามา ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ซึ่งให้อํานาจกับผู้ตรวจการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... มีประเด็น ที่ผมคิดว่าควรจะหยิบยกขึ้นมาพูดในที่นี้อยู่ ๘-๙ ประเด็น

ประเด็นแรกคือ ในมาตรา ๑๒ เรื่องของอํานาจหน้าที่ก็ต้องขอสนับสนุน เพราะว่ามีประเด็นที่เรียกว่าเปึนอํานาจในการพิจารณาคําร้องเรียนนี้มีอยู่ ๒ กรณี ก็คือ

๑.พิจารณาในส่วนของการร้องเรียนจากผู้ที่เสียหาย ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

๒. ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญก็คือ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทํา ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์ สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้ อันนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญมาก แล้วผมอยากจะสนับสนุนให้คณะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยึดมั่น ในหน้าที่ในข้อนี้ให้มากกว่าเรื่องของการร้องเรียน เพราะอะไรครับ เพราะวัฒนธรรม ขององค์กรอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินต้องยอมรับว่าท่านเองเปึนองค์กรตั้งรับหรือว่า ทําหน้าที่เหมือนไปรษณีย์ ดังที่เพื่อนสมาชิกได้นําเรียนไปเมื่อสักครู่ นั่นก็คือใครร้องเรียนมา ก็นําส่งต่อไปเขาจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่เขา ไม่ได้มีบทบาทในเชิงรุกในการหยิบเรื่องที่เปึน ปัญหาของบ้านเมืองมาพิจารณาดําเนินการไปตามกระบวนการเอง ผมจึงสนับสนุนว่า ในการเขียนไว้ในมาตรา ๑๒ วรรคท้าย อยากให้ผลักดันเรื่องนี้อย่างเปึนจริง

ขณะเดียวกัน ในมาตรา ๒๐ เปึนประเด็นปัญหาที่ผมคิดว่าอาจจะ ก่อให้เกิดผลที่เปึนลบในทางปฏิบัติ ในมาตรา ๒๐ เขียนไว้บอกว่า ห้ามมิให้ผู้ใดเป่ดเผย ข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เว้นแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมอบหมาย หรือเปึนการกระทํา ตามหน้าที่ราชการ อ่านดูเผิน ๆ แล้วก็น่าฟังก็คือใครจะเอาไปเป่ดเผยข้อเท็จจริง โดยไม่เกี่ยวข้องก็ไม่สมควร ผู้ตรวจการแผ่นดินควรจะอนุญาตเสียก่อน แต่ว่ามาตรานี้ มันไปกระทบเปึนดาบสองคมในการทําหน้าที่ของสื่อมวลชนเพราะอะไรครับ เพราะว่า บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนก็จะต้องมีหน้าที่ในการรายงานข่าวสารข้อเท็จจริง ต้องหยิบ เรื่องราวที่มีการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินไปนําเสนอถามว่าถ้าสื่อมวลชนนําเรื่องนี้ ไปนําเสนอเปึนการละเมิดต่อกฎหมายข้อนี้หรือไม่ เปึนการห้ามผู้ใดนําข้อความไปเป่ดเผย ข้อเท็จจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เรื่องของการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเองเปึนเรื่องที่มีผลกระทบต่อประโยชน์ ของสาธารณะ สื่อมวลชนมีสิทธิ มีหน้าที่ในการนําเสนอเรื่องนี้ ผมคิดว่ามาตรานี้จะเปึน มาตราที่ก่อให้เกิดความสงสัยและคลุมเครือและอาจจะเปึนการป่ดบังข้อเท็จจริง จะเปึน การซ่อนเร้นเรื่องราวที่สังคมควรรู้ไปอย่างเรียกว่าอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ ผมคิดว่า ในมาตรา ๒๐ นี้ถ้าจะทําให้ชัดเจนแล้วก็ต้องการคงเจตนารมณ์ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ต้องการจะไม่เป่ดเผยข้อมูลมากนักน่าที่จะระบุให้ชัดเจนว่า เรื่องราวข้อเท็จจริงที่จะ นําไปเป่ดเผย ต้องไม่เป่ดเผยเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือการเป่ดเผยนั้นไม่เปึนประโยชน์ ต่อส่วนรวมหรือไม่เปึนการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ถึงจะเปึนการป่ดกั้นไม่ให้เปึน การละเมิดสิทธิของผู้ร้องเรียนหรือว่าผู้ถูกร้องเรียน

มาตราต่อไป เปึนเรื่องของการรับคําร้องและการยุติคําร้อง ในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๘ ซึ่งการระบุหลักเกณฑ์ ระบุเงื่อนไขในการร้องเรียนทั้งหลายทั้งปวง ที่ค่อนข้างจะเต็มไปด้วยระเบียบแบบแผนก็อาจจะเปึนอุปสรรคสําคัญในการทําให้ผู้คน หรือผู้เดือดร้อนในแผ่นดินนี้เขาไม่อยากใช้บริการผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ ก็อยากจะให้ ไปทบทวนอย่างในมาตรา ๒๓

มาตรา ๒๘ มีข้อจะต้องพิจารณาอยู่ ๒-๓ ประเด็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจไม่รับพิจารณาหรืออาจยุติการพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

เรื่องแรกคือ เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ฟังดูก็อาจจะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เปึนหน้าที่ของ ป.ป.ช. ท่านเขียนกันไว้ก่อนเลยก็เปึนความชอบธรรม แต่ถ้าท่านไปดู ในมาตรา ๓๓ ซึ่งท่านร่างมาเอง ฟังดูแล้วมันก็ขัดกัน ก็คือมาตรา ๓๓ บอกว่า เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเรื่องใดมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ในวงราชการ หรือมีมูลความผิดทางอาญา หรือมีมูลทางผิดทางวินัย ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งให้หน่วยงานที่มีอํานาจสอบสวนเรื่องนั้น ๆ แต่มาตรา ๒๘ (๑) บอกว่า อาจไม่รับ พิจารณาหรืออาจยุติการพิจารณาในเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ อันนี้มันขัดแย้งกัน ใน (๒) เรื่องที่ผู้ร้องเรียนมิได้เปึนผู้มีส่วนได้เสีย อันนี้เปึนเรื่องสําคัญ เรื่องบางเรื่องถ้ามันเปึนประโยชน์กับสาธารณะ องค์กรหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ทํางาน ในแต่ละด้านเขาเห็นเรื่องราวที่มันเกี่ยวข้องหรือเปึนอํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วหยิบยกขึ้นมาร้องเรียนต่อท่าน ท่านบอกว่าไม่ได้เปึนผู้มีส่วนได้เสีย ท่านก็ไม่พิจารณา ทั้ง ๆ ที่บางทีเรื่องนั้นอาจจะเปึนประโยชน์ต่อสาธารณะ เปึนประโยชน์ต่อส่วนรวม ท่านบอกว่าเปึนเงื่อนไขที่จะไม่รับพิจารณา ซึ่งเปึนเรื่องที่จะต้องกลับไปทบทวนนะครับ หรือเรื่องที่ผู้ร้องเรียนได้ยื่นเมื่อพ้นกําหนด ๒ ป้นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่ง การร้องเรียน อันนี้ก็เปึนการกําหนดเงื่อนเวลาที่เข้าใจว่าผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่อยาก จะให้ยุ่งยากที่จะต้องไปตามเรื่องที่มันเลยมาแล้วถึง ๒ ป้ อาจจะทําให้เสียเวลา เปึนความยุ่งยากของท่านเอง แต่ผมคิดว่าประเด็นการร้องเรียนมันไม่เกี่ยวกับเรื่องของ เงื่อนเวลาหรอกครับ ถ้ามันเปึนประโยชน์ก่อให้เกิดความเปึนธรรมในสังคมนี้ได้ กี่ป้ก็ต้อง รับเรื่องร้องเรียนอันนี้ไว้ ไม่ควรจะไปกําหนดไว้ว่าเงื่อนเวลาแบบนี้ควรจะเท่าไรนะครับ

เรื่องต่อมาในมาตรา ๒๙ อันนี้ก็เปึนเรื่องสําคัญอันหนึ่งบอกว่า เรื่องใด ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับไว้พิจารณาตามมาตรา ๒๗ และเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจไม่รับพิจารณาตามมาตรา ๒๘ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องนั้นให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไป ตามควรแก่กรณีก็ได้ คําถามก็คือว่า ถ้าท่านไม่รับพิจารณาแล้วและท่านยุติเรื่อง การพิจารณาแล้ว ท่านส่งไปให้หน่วยงานอื่น หน่วยงานอื่นเขาจะทําตามท่านหรือครับ เพราะตัวท่านเองท่านก็ไม่เห็นความสําคัญอยู่แล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนเขาอยากจะทําหรอกครับ เพราะฉะนั้นผู้ร้องเรียน ถ้าเมื่อท่านยุติเรื่องหรือท่านไม่รับพิจารณาแล้วเขาก็หมดสิ้น หนทางแล้ว เขาก็ไม่พึ่งบริการท่านแล้ว อยากให้ไปทบทวนเรื่องนี้ เขียนไว้แล้วมันไม่มีผล ในทางปฏิบัตินี่ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์

มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตามความเห็นหรือ ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องใดในเวลาอันควร ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่อง ดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือผู้ควบคุม และให้รายงานผลการดําเนินการ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบโดยไม่ชักช้า กับเมื่อเห็นว่าระยะเวลาได้ล่วงเลยผ่านไป พอสมควร ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจรายงานเรื่องนั้นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เปึนกรณีรีบด่วนก็ได้ หมายความว่าไม่ทําก็ได้ หรือถ้ามองจากวรรคแรก บอกว่าให้รายงานผลการดําเนินการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบโดยไม่ชักช้า ก็ไม่ได้ กําหนดเงื่อนเวลาเอาไว้ ผมคิดว่ามาตรา ๓๒ นี่สําคัญ ถ้าท่านได้มีความเห็นไปแล้ว แล้วไม่ปฏิบัติตามความเห็นหรือข้อเสนอแนะ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ เปึนเรื่องที่ ร้ายแรงเพราะหมายความว่าท่านก็ไม่มีน้ํายาอะไรเลย เขาร้องเรียนมาแล้ว ท่านพิจารณา ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ควรดําเนินการ แล้วเขาไม่ดําเนินการ ก็แสดงว่าท่านไม่มีน้ํายาเลย เรื่องแบบนี้ต้องเขียนให้เข้มงวด หน่วยงานต่าง ๆ ถ้าไม่ปฏิบัติตามต้องดําเนินการส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ควบคุมสั่งการโดยเร็ว และต้องรายงานผลให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบภายในระยะเวลาที่รวดเร็วด้วย ท่านกําหนดไปเลยภายใน ๓๐ วัน อันนี้เปึนเงื่อนเวลาที่มีความจําเปึนนะครับ

ในมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๖ หมวด ๔ ก็คือ เรื่อง จริยธรรมของผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้เปึนอํานาจหน้าที่ของท่านที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ดังที่ผมได้เรียนให้ท่านทราบแล้ว ในเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ให้อํานาจท่านในการไป ดําเนินการให้องค์กรต่าง ๆ ในการจัดทําจริยธรรมประมวลจริยธรรมหรือปรับปรุงประมวล จริยธรรมทั้งหลาย ประเด็นปัญหาก็คือว่า ท่านได้ส่งคนหรือว่าได้ให้คําแนะนําต่อองค์กร ที่จัดทําประมวลจริยธรรมนี้อย่างไรบ้าง ผมเปึนกรรมาธิการยกร่างประมวลจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎรฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่เวลานี้ แรกสุดเราก็เห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความจําเปึน มีความสําคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ เราจึงเชิญท่านมา ให้คําแนะนําก็เอาเอกสารมาไม่กี่แผ่นหรอกครับ ก็เอาเรื่องราวประมวลจริยธรรม ของหน่วยงานอื่น ๆ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไปเห็นไปพบมาก็นําเสนอ ซึ่งก็ไม่ได้มีคําแนะนํา อะไรเปึนพิเศษสําหรับสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันเมื่อหมดภาระตรงนั้นแล้วก็จบ กรรมการประมวลจริยธรรมก็เห็นว่าเพื่อให้การทํางานของท่านต่อเนื่อง เราเชิญท่านมา เปึนที่ปรึกษาของคณะกรรมการประมวลจริยธรรม ไม่ได้เปึนข้อเสนอของท่านเอง เราเปึนคนเชิญท่านมา แล้วให้ท่านมานั่งดูว่าประมวลจริยธรรมที่สภาผู้แทนราษฎรร่างกัน มันมีอะไรขัดหรือแย้งต่ออํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินบ้างหรือว่ามีอะไรที่จะเปึน ข้อแนะนําบ้าง แต่อย่างว่าแหละครับ วัฒนธรรมองค์กรของท่านก็อาจจะไม่ค่อยอยากจะ ขัดแย้งกับใคร ก็อาจจะทําให้เกิดความเกร็งที่จะนําเสนอข้อเสนอแนะที่เปึนประโยชน์ ต่อการจัดทําประมวลจริยธรรม ซึ่งเปึนเรื่องที่สําคัญครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญและมีอํานาจให้คุณ ให้โทษในการนําเสนอถอดถอนผู้กระทําผิดประมวล จริยธรรมถึงขั้นเสนอ ป.ป.ช. ถอดถอน ท่านต้องมีความกล้าหาญที่จะไปแนะนํา ไปให้คําปรึกษากับเขาอย่างไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลอํานาจทางการเมืองใด ๆ นี่เปึนประเด็น ที่ฝากไว้

มาตรา ๓๙ เปึนเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะว่าเปึนเรื่องของการติดตาม การประเมินผลการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็นับว่าเปึนประเด็นที่มีความก้าวหน้า แต่ว่าคําถามเดิม ๆ ก็คือว่าท่านมีความกล้าหาญจริง ๆ หรือไม่ที่จะหยิบยกมาว่ามันมี หน่วยงานไหนบ้างที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ละเลยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบแล้วท่านจะต้องหยิบยกขึ้นมา แล้วก็ต้องเป่ดเผยกับสาธารณะด้วยซ้ําไป ที่สําคัญก็คือหน่วยงานหรือองค์กรที่มักจะละเลยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก็คือ รัฐบาลเองท่านกล้าที่จะปฏิเสธตรงนั้นหรือไม่

สุดท้ายในมาตรา ๔๒ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทํารายงานประจําป้เสนอต่อ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาภายในเดือนมีนาคมของทุกป้ ก็มีรายละเอียด ๕-๖ ประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องทํารายงานประจําป้ แต่เราได้เห็นว่าในรายงาน ประจําป้ ๒๕๕๐ ที่ท่านทํามาเราเห็นเปึนตัวอย่าง แล้วก็อยากจะให้เปึนบทเรียนว่า การจัดทํารายงานแบบนั้นมันค่อนข้างจะสรุปรวบยอดและไม่เห็นรายละเอียดมากนัก บทรายงานประจําป้ของท่านเปึนคล้าย ๆ กับหนังสือชี้ชวนการลงทุนมากกว่า นั่นก็คือ เปึนรายงานในเชิงประชาสัมพันธ์บอกตัวเลขเพียงว่าท่านได้รับมากี่เรื่อง พิจารณาไปแล้ว กี่เรื่อง ค้างอยู่กี่เรื่อง แต่ว่าในรายงานประจําป้ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ต้องเปึนรายงานที่มีความละเอียดมากกว่านั้น สิ่งที่เรานําเสนอท่านไปในวันนั้น อย่างน้อยที่สุดเรื่องของบุคลากรที่มาผลักดันการปฏิบัติงานของท่านหรืองบประมาณ การใช้จ่ายต่าง ๆ ในองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินว่าได้ใช้จ่ายงบประมาณไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ตรงเปัาประเด็นสนองวัตถุประสงค์ในการทํางานมากน้อยแค่ไหน นี่เปึนเรื่องที่ จะต้องฝากท่านไว้ แต่ที่เปึนห่วงก็คือว่า ท่านอาจจะบอกว่าในมาตรา ๑๖ ซึ่งเขียนค่อนข้างจะเปึนการป่ดกั้น ไม่ให้ท่านได้เขียนอะไรเป่ดเผยข้อเท็จจริงอะไรได้มาก ซึ่งผมคิดว่ามาตรา ๑๖ นี้ก็ควรจะ ไปทบทวนที่บอกว่า การจัดทํารายงานตามมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ ให้กระทําเปึนการสรุป โดยมิให้ระบุรายละเอียดอันเปึนการเป่ดเผยความลับของบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จําเปึน ผมคิดว่าถ้ามันเปึนประโยชน์กับสาธารณะจําเปึนครับ จําเปึนต้องเป่ดเผย ๑. ก็คือให้สาธารณชนได้รับรู้ ๒. เพื่อประโยชน์ในการที่จะไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก ในอนาคตนะครับ เปึนบทเรียนที่สังคมจะได้ร่วมกันรับรู้

สุดท้ายอีกนิดหนึ่ง ที่มันต่อเนื่องกันมาก็คือในมาตรา ๔๓ นั่นล่ะครับ ที่บอกว่า ให้นําความในมาตรา ๑๖ มาบังคับใช้กับการจัดทํารายงานตามมาตรา ๔๒ ผมคิดว่ามาตรานี้ไม่จําเปึน ดีไม่ดีอาจจะต้องตัดทิ้งไป เพราะว่ามันเปึนอุปสรรคในการ ที่จะทําให้รายงานของท่านไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ก็นําเรียนท่านไว้ในที่นี้ แล้วผมก็จะไป ผลักดันในการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการต่อไป กราบขอบพระคุณครับ