สุขุมพงศ์ โง่นคํา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ..... และร่างพระราชบัญญัติ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ..... โดยชี้ว่าหน่วยงานนี้มีหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน แต่การตรวจสอบและพิจารณาไม่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนมีความเดือดร้อนไม่ได้รับการแก้ไข และยังชี้ว่าหน่วยงานนี้มีอํานาจที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนด และอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ และเรียกร้องให้แก้ไขรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากในวันนี้มีองค์กรอิสระ องค์กรหนึ่งซึ่งเรียกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งองค์กรนี้เดิมเราก็คุ้น ๆ กันอยู่ว่าชื่อนั้น ไม่ใช่ชื่อนี้ เมื่อก่อนเขาเรียกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ความจริงต้องกราบเรียน ท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่าเปึนองค์กรเดียวกันนะครับ ก็นับว่าเปึนหลักสําคัญ ที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้องค์กรดังกล่าวนี้เปึนองค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นก็บอกว่ากฎหมายเดิมที่เคยมีอยู่ในป้ ๒๕๔๒ ก็ให้ใช้บังคับต่อไป และให้มี การตรวจสอบโดยท่านผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ คือท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งวันนี้เข้าใจว่าท่านให้เกียรติสภาแห่งนี้มาทําหน้าที่เสนอกฎหมายด้วยตนเอง กระผม มีข้อสังเกตและมีข้อซักถามตลอดจนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้หลายเรื่อง แต่เนื่องจากว่าจะต้องมีผู้อภิปรายทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายสนับสนุน หรือทั้งฝ์ายสนับสนุน และมีข้อสังเกตจํานวนมาก กระผมจึงใคร่ขอเลือกเอาเฉพาะประเด็นที่กระผมเห็นว่า มีความสําคัญที่อยากจะกล่าวต่อท่านประธานฝากไปถึงท่านผู้เสนอกฎหมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งท่านที่จะเปึนกรรมาธิการไปตรวจแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐๒ บอกว่า ให้ท่านผู้รักษาการไปตรวจสอบสิว่าในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม กับฉบับปัจจุบันนี้มีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันจนถึงขั้นต้องไปแก้ไขกฎหมายลูก คือกฎหมายฉบับนี้ในประเด็นใดบ้างหรือไม่ ต้องไปแก้ไขกฎหมายลูกคือกฎหมายฉบับนี้ในประเด็นใดบ้างหรือไม่ ซึ่งวันนี้ท่านก็ได้ กรุณานําเสนอกลับมา ซึ่งรัฐธรรมนูญเองบอกว่าให้เวลาท่าน ๑ ป้ไปศึกษากฎหมาย ตรวจแก้และเสนอมาที่สภาแห่งนี้ หลักในข้อนี้ถ้าดูในรายละเอียดแล้วก็จะพบว่า อํานาจอธิปไตยของบ้านเมืองเรามีหลักสําคัญ ๆ อยู่ ๓ หลัก หลักที่ ๑ คือหลัก ฝ์ายกฎหมายหรือด้านนิติบัญญัติ ด้านที่ ๒ คือฝ์ายที่นํากฎหมายไปปฏิบัติคือฝ์ายบริหาร และหากเมื่อเกิดข้อขัดแย้งขัดข้อง ฝ์ายตุลาการก็จะเปึนผู้ตัดสิน เอาละรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็กรุณาอนุโลมให้ผู้ตรวจสอบท่านที่เปึนองค์กรอิสระถือว่าเปึนฝ์ายตรวจสอบ ได้มีสิทธิ เสนอกฎหมายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๕๐ ใช้บังคับ ท่านรวดเร็ว จริง ๆ ท่านเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบันนี้เข้าใจว่าไม่ถึง ๓ เดือนหลังจากที่ กฎหมายใช้บังคับ ท่านได้เสนอกฎหมายมาที่สภาขณะนั้นเปึนสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ นอกจากองค์กรท่านก็จะมีองค์กรที่ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินและ ป.ป.ช. คือสํานักงาน ปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ท่านก็ได้เสนอกฎหมายมาพร้อม ๆ กัน ๓ ฉบับ แต่ด้วยความบกพร่องอย่างร้ายแรง ขออนุญาตเอ่ยถึงคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านก็ประชุมของท่านวาระ ๑ ไป ก็ปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม นอกจากนั้นในวาระ ๒ บางมาตราก็ไม่ครบองค์ประชุม และในวาระสุดท้าย วาระ ๓ ก็ไม่ครบองค์ประชุมอีก ซึ่งในที่สุดก็นําปัญหานี้มาให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชนเลือกมาวันที่ ๒๓ ธันวาคม มาเปึนผู้แก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ในการเสนอคราวนี้เปึนที่น่าสังเกตในหนังสือนําส่งที่ ท่านประธาน พลเอก ธีรเดช มีเพียร ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน มาถึงท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านบอกว่าท่านเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... และฉบับที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... แต่ที่ท่านประธานบรรจุท่านบรรจุไว้ฉบับเดียว อีกฉบับหนึ่งไม่รู้หายไปไหน กระผมก็มีความสนใจว่าเสนอกฎหมายมา ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อีกฉบับหนึ่งเปึนกฎหมายสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ไปตรวจสอบฝ์ายธุรการจากสภาก็พบว่าเสนอกฎหมายมา ๒ ฉบับจริง แต่ฉบับที่ ๑ เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งตกไปแล้วเสนอเข้ามาได้ อันนี้ถูกต้องเพราะเปึน อํานาจของท่าน ถึงแม้ว่าบางเนื้อความ บางบทบัญญัติเปึนกฎหมายที่ว่าด้วยการเงิน แต่ก็ได้รับยกเว้นจากข้อบังคับของเราว่า กรณีที่เปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่า เปึนกฎหมายการเงินก็บังคับให้ท่านประธานบรรจุเลย โดยไม่ต้องส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี รับรอง แต่ปรากฏว่าฉบับที่ ๒ ร่างคือพระราชบัญญัติว่าด้วยสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานก็ตรวจสอบ ท่านประธานพบว่าเปึนกฎหมายการเงิน แต่ไม่ใช่กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านจึงส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นทําไมถึงเกิด ความสับสนวุ่นวายแยกกฎหมายเปึนฉบับ ๒ ฉบับขณะนี้ เมื่อได้สอบถามก็พบข้อเท็จจริง ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกที่จะพิจารณารับหลักการกฎหมาย ฉบับนี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามหลักทั่วไปในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ องค์กรอิสระ ทั้ง ๘ ยกเว้นศาลก็เหลือ ๕ องค์กร องค์กรของท่านเดิมก็ถือว่าเปึนองค์กรอิสระตาม มาตรา ๗๕ ซึ่งกฎหมายที่จะว่าด้วยอํานาจหน้าที่ คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม วิธีการ พิจารณา ตลอดจนว่าด้วยสํานักงานของท่านอยู่ในฉบับเดียวคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ ป.ป.ช. แต่อยู่ในฉบับเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าท่านไปคิดพิสดารอย่างไร ไปแยกกฎหมายมาเปึน ๒ ฉบับ แต่ที่ร้ายกว่านั้น ท่านประธานอาจจะยังไม่ทราบ ถ้าท่านประธานทราบ ท่านประธานคงจะไม่บรรจุกฎหมาย เข้ามาในวาระนี้ ขอกราบเรียนท่านประธานว่ามีกฎหมายเข้ามาพร้อมกัน ๒ ฉบับใน สนช. คราวที่แล้ว ฉบับที่ ๑ คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ฉบับนั้นผ่าน สนช. แต่รัฐธรรมนูญกําหนดว่าต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็วินิจฉัยองค์ประกอบไม่ครบจึงตกไป แต่บังเอิญว่าผู้ตรวจการแผ่นดินขณะนั้นเข้าใจว่า ขณะนี้ก็เปึนท่านเดียวกัน ท่านได้แยกเสนอ แทนที่จะเสนอฉบับเดียวเปึนร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไปตีความถ้อยคํากฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปวินิจฉัยเสียเองว่าเขา ให้แยก จริง ๆ ไม่ต้องแยก องค์กรไหนเขาก็ไม่แยก ปรากฏว่าเมื่อเสนอ สนช. ในครั้งแรก ท่านทํา ๒ ฉบับเหมือนคราวนี้เลยครับ แต่ปรากฏว่าฉบับนั้นผ่านไปเลย ผ่าน สนช. สนช. เห็นด้วย แต่ไม่จําเปึนต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ สภาก็ส่งไปอยู่ที่คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็พบว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบอกองค์ประชุมไม่ครบเช่นเดียวกัน หากท่านนายกรัฐมนตรีนําความขึ้นกราบบังคมทูลก็จะเปึนการมิบังควร เพราะกฎหมาย ไม่ครบองค์ประกอบองค์ประชุม ในที่สุดรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ กําลังวินิจฉัยอยู่ อันนี้หมายถึงอะไรครับ หมายถึงกฎหมายสํานักงานยังไม่ตกไป ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทําไมท่านถึงส่งเข้ามาในสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้ก็รับแล้วนะครับ ท่านประธานก็รับแล้วแต่ไม่ได้บรรจุ ที่ไม่ได้บรรจุเพราะเปึนกฎหมายการเงิน เพราะฉะนั้น ท่านเสนอกฎหมายซ้อนเข้ามา ๒ ฉบับ ถ้าท่านไม่ไปคิดพิสดารแล้ว มันไม่มีทางซ้อนกันได้ สาเหตุนี้เนื่องจากว่าท่านไปแยกกฎหมายเสีย ๒ ฉบับ เท่าที่สอบถามท่านบอกว่า การที่แยก ๒ ฉบับนี่เปึนผลดี ถามว่าเปึนผลดีแก่ใคร เปึนผลดีกับสํานักงานและ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหารล้มเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็จะตกไป ท่านคิดยาวไปข้างหน้าว่าเขาจะปฏิวัติรัฐประหาร ความคิดเช่นนี้ก็ผิดเสียแล้ว ท่านก็เกรงว่าเมื่อปฏิวัติยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตกไป กฎหมายสํานักงานก็ตกไป ลูกจ้างท่านจะตกงาน ท่านคิดยาวขนาดนั้นเลย ท่านไม่ได้ คํานึงถึงพี่น้องประชาชนประเทศชาติเลย คิดแต่ลูกน้องตัวจะไม่ได้ทํางาน ไม่มีงานทํา คิดว่ากฎหมายตัวเองจะตกไป นี่ละครับท่านประธาน หลักให้องค์กรอิสระมาเสนอ กฎหมายมันผิด คนปฏิบัติตามกฎหมายมาเสนอกฎหมายเอง หลักโบราณในการ ตรากฎหมาย ชาวบ้านเขาก็รู้เขาบอกว่าองค์กรใดผู้ใดเสนอกฎหมายก็เพื่อองค์กรนั้น ชนชั้นนั้น ผมไม่คิดว่าองค์กรท่านจะเอาหลักโบราณ ๆ มาใช้ในการเสนอกฎหมายครั้งนี้ ก็ฝากท่านประธานไปทบทวนก็แล้วกันว่า ขณะนี้มีกฎหมาย ๒ ฉบับซ้อนกันอยู่ ขณะนี้ รัฐบาลส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญกําลังวินิจฉัย และท่านรับมาแล้วอีกฉบับหนึ่ง ส่งไป ท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ผมเข้าใจว่าฝากถึงท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ก็แล้วกันว่าส่งกลับมาเสีย หรือมิฉะนั้นสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็ถอนไปเสีย อันนี้ เพื่อความเข้าใจ เอาละครับเมื่อไหน ๆ ท่านเสนอมาแล้ว เปึนความประสงค์ของท่านที่จะ ต้องการให้องค์กรของท่านอยู่ยั่งยืน แม้กระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารองค์กรท่านก็จะ ยังอยู่ ก็ไม่เปึนไร ท่านเปึนผู้เสนอ เราเปึนผู้พิจารณาว่าเราจะรับหลักการหรือไม่ นั่นอาจจะเปึนสาเหตุหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเนื้อหาที่ท่านไปแก้ไขมาใหม่นั้น ผมมีประเด็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง ที่จะเกริ่น ส่วนรายละเอียดนั้นอาจจะมีสมาชิกหลายท่านแสดงความคิดเห็นต่อจากกระผม
เรื่องแรก ผู้ตรวจการแผ่นดินตามกฎหมายเดิมรัฐธรรมนูญเดิมเขาบอกว่า มีได้ไม่เกิน ๓ คน ลักษณะการทํางานก็เปึนอิสระซึ่งกันและกัน ส่วนจะรับผิดชอบกรมไหน กระทรวงไหน ภูมิภาคไหน ท่านก็ไปแบ่งกันเองตามระเบียบที่ท่านกําหนด แต่คราวนี้ รัฐธรรมนูญบอกว่าให้มีผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓ คน คําว่า ไม่เกิน ๓ คน กับ๓ คนนี่ต่างกัน กรณี ๓ คนนั้นก็หมายความว่ารัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ๑ คนก็ได้ ๒ คนก็ได้ ๓ คนก็ได้ ซึ่งเดิมนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินยึดโยงอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร พวกผมเปึนคนสรรหา มีคณะกรรมการสรรหา ๒๐ กว่าคน สภาผู้แทนราษฎรเลือกขึ้นไปจํานวนหนึ่ง วุฒิสภา ก็มาเลือกจํานวนหนึ่ง ท่านที่นั่งเปึนประธานขณะนี้ก็มาจากพวกกระผมเปึนคนเลือกท่าน ท่านก็ทําหน้าที่ต่อเนื่องมา ถึงแม้ว่าปฏิวัติแล้วแทนที่ท่านจะเลิก คณะปฏิวัติก็ให้ท่านทําต่อ เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วรัฐธรรมนูญก็ให้ท่านทําต่อจนถึงขณะนี้ ซึ่งขณะนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ บอกว่าต้องมี ๓ คน ก็หมายความว่าเปึนคณะทํางาน ๓ คน ด้วยความเคารพครับ คือการทํางานนั้นท่านร่างมาในมาตรา ๑๑ บอกว่า ท่านจะแยกกันเปึนอิสระท่านจะ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน แต่ท่านต้องรับผิดชอบร่วมกัน ปัญหาก็มีว่าการทํางานเช่นนี้ การจัดองค์กรเช่นนี้ องค์กรไหนเขาทํากันบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีองค์กรไหน ที่จะทํางานในลักษณะนี้ กกต. ๕ คน เขาก็เปึนกรรมการเขาก็ทํางานร่วมกัน ศาลรัฐธรรมนูญท่านมีองค์คณะท่านก็ทํางานร่วมกัน สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท่านก็มี องค์คณะท่านก็ทํางานร่วมกันของท่าน เดิมท่านแยกกันได้ เพราะเลือกมาคนเดียวก็ทําได้ ๒ คนก็ทําได้ แต่คราวนี้เขาบังคับให้เลือก ๓ คน ให้แต่งตั้ง ๓ คน นอกจากนั้นก็บังคับ ให้มีประธานและมีผู้ตรวจการธรรมดาอีก ๒ คนด้วย เพราะฉะนั้นลักษณะการทํางาน ถ้าจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ท่านต้องทํางานร่วมกันรับผิดชอบ ในลักษณะคณะกรรมการ กฎหมายฉบับนี้ต้องกําหนดแนวทางในการทํางานของท่าน แต่ก็เปึนที่น่าเสียใจนะครับ ท่านก็ยังคงอยากเปึนอิสระต่อกันอยู่ ท่านใช้ถ้อยคําในการ ทํางานร่วมกันว่าให้มีการหารือ การหารืออาจจะหารือในห้องรับแขก ในห้องน้ํา ห้องรับประทานอาหาร อันนั้นก็เปึนการหารือ การหารือไม่ใช่บทบังคับ การหารือไม่มี ลักษณะทํางานที่สากลโลกเขายอมรับกัน เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าในเรื่องนี้จะต้องมี การแก้ไขและต้องแก้ไขให้ได้เสียด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานในเรื่องสาระสําคัญที่ท่าน กําหนดไว้ใหม่ เรื่องอํานาจหน้าที่ใหม่ตามรัฐธรรมนูญเขาบอกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินนี้ จะต้องมามีส่วนร่วม มีอํานาจหน้าที่มากขึ้น เดิมหน้าที่ท่านมีอย่างเดียวพิจารณา เรื่องร้องทุกข์ พิจารณาเสร็จแล้วก็ส่งให้หน่วยงานนั้นรับผิดชอบ ส่วนเขาจะทํา ไม่ทํา ก็สุดแท้แต่นะครับ อันนี้ก็เปึนอํานาจของท่านมีแค่นั้น คล้าย ๆ กับไปรษณีย์พิเศษ ไปรษณีย์ ทั่วไปก็รับแล้วส่ง รับแล้วส่ง ของท่านรับแล้วก็มาดูแล้วก็ส่ง อันนี้ก็ถือว่าเปึนกรณีที่ไม่มี อํานาจโดยตรงที่จะวินิจฉัยหรือพิพากษาหรือมีความเห็นชี้ขาดในกรณีที่มีการร้องเรียน ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญก็กรุณาเพิ่มหน้าที่ให้ท่านขึ้นมาอีกหน้าที่หนึ่ง ก็คือว่าให้เปึนผู้แนะนํา การจัดทําประมวลจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญก็กําหนดว่าภายในเวลา ๑ ป้ องค์กรใด ๆ ที่รัฐธรรมนูญกําหนดว่าจะต้องมีจริยธรรมจะต้องไปทําประมวลจริยธรรมนั้น ขณะนี้ ทุกองค์กรกําลังขะมักเขม้นทําอยู่ สภาผู้แทนราษฎรก็กําลังทําอยู่ วุฒิสภาก็กําลังทําอยู่ ผมขอตั้งคําถามสักนิดหนึ่งว่าการที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้ท่านเสนอแนะในการจัดทํา ประมวลจริยธรรมดังกล่าวนี้ ขณะนี้กําลังทําอยู่ ท่านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร ท่านจะ แนะนําอย่างไร
ประการที่ ๒ นอกจากนั้นท่านยังไปเขียนไว้ในกฎหมายที่ท่านเสนอมาเอง ในข้อที่ ๑ ท่านบอกว่า คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอํานาจหน้าที่ ไปกําหนดมาตรฐานในประมวลจริยธรรม ถ้าไปดูในรัฐธรรมนูญแล้วเขาไม่ได้ให้ท่านไป กําหนดมาตรฐาน เมื่อกําหนดแล้วเขาต้องปฏิบัติตาม การจัดทําจริยธรรมเปึนหน้าที่ ขององค์กรนั้น ๆ วุฒิสภาเขาก็ทําเอง สภาผู้แทนราษฎรก็ทําเอง ท่านมีหน้าที่ไปแนะนําว่า ควรจะมีจริยธรรมด้านทั่ว ๆ ไปอย่างไร จริยธรรมเฉพาะด้านอย่างไร ค่านิยมทั่วไป ค่านิยมเฉพาะด้าน ค่านิยมวิชาชีพ ท่านก็แนะนําเขาไป การเขียนเช่นนี้หมายถึงอะไรครับ มันเกินกว่ารัฐธรรมนูญกําหนด ท่านแสดงถึงอํานาจในการไปกําหนดโดยไม่มีอํานาจ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ นี่คือเนื้อหาสาระที่กําหนดมาใหม่ คราวนี้ก็เปึนเรื่องเดิม ซึ่งเคยพูดกันในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ท่านประธานคงจําได้ ท่านสมาชิกคงจําได้ ในแต่ละป้ท่านจะกรุณามารายงานสภาแห่งนี้ว่าท่านไปทําอะไรมาบ้าง เปึนที่น่าสังเกต ผมอ่านรายงานของท่านทุกป้ ท่านจะมีเรื่องร้องทุกข์ประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง สมมุติประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง ปรากฏว่าเรื่องยุติด้วยเหตุหนึ่งครับท่านประธาน ด้วยเหตุที่ไม่ใช่เหตุเลย และด้วยเหตุที่ท่านไม่ได้ทําอะไรเลย ความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าท่านประธานมีร่างกฎหมายอยู่นะครับ ท่านดูในมาตรา ๒๗ (๕) เขาบอกว่าเรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยแล้วมีลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่ให้รับไว้พิจารณา หรือให้ยุติ การพิจารณา ถ้าไปดูในรายงาน ๔-๕ ป้ย้อนหลัง ผลงานของท่านมากที่สุดคือ เรื่องยกคําร้อง เพราะผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๓ เขาไม่ทราบ ชาวบ้าน ที่เดือดร้อนเขาไม่ทราบครับว่าการที่จะมาร้องเรียนองค์กรท่านจะต้องทําตามข้อ ๒๓ อ่านแล้วยังจําไม่ได้เลยครับท่านประธาน ข้อ ๒๓ เขียนไว้เหมือนกับคําฟัองในคดีอาญา ในคดีแพ่งเลย ข้อ ๒๓ บอกว่า ข้อร้องเรียนต้องทําเปึนหนังสือก็ได้ ด้วยวาจาก็ได้ ด้วยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องมีสาระสําคัญรายละเอียดอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๑. ชื่อ ที่อยู่ผู้ร้องเรียน ๒.สาเหตุที่ทําให้ผู้ร้องเรียนพร้อมข้อเท็จจริงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับการร้องเรียนตามสมควร ๓. ใช้ถ้อยคําที่สุภาพ ๔.ลงลายมือชื่อผู้ร้องเรียน นี่ล่ะครับ คือผลงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๔-๕ ป้ที่ผ่านมามากที่สุดเลย ในจํานวน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง คือยกคําร้อง เพราะร้องเรียนไม่ชอบ ปัญหาคืออะไรครับ ปัญหาก็คือว่าเรื่องร้องเรียน ทั้งหลายกึ่งหนึ่งของแผ่นดินไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ผมว่าเรื่องนี้ต้องแก้ไข วิธีพิจารณาที่เคร่งครัดคือการทําลายความยุติธรรมของประชาชน นี่คือหลักกฎหมายทั่วไป ก็อยากจะฝากเรียนจะต้องมีการแก้ไขเสียในเรื่องนี้นะครับ
ประเด็นต่อไปที่อยากกราบเรียนท่านประธาน คือเรื่องชื่อของพระราชบัญญัติ ชื่อของพระราชบัญญัติเดิมเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คราวนี้ท่านไปเปลี่ยนชื่อใหม่เปึน พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมชื่อถึงเปลี่ยน คําตอบแรกที่ท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินจะลุกขึ้นชี้แจง ท่านก็จะตอบสั้น ๆ ครับว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนแปลงชื่อ ได้เปลี่ยนแปลงอํานาจหน้าที่ไว้หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับการตรากฎหมายจึงแก้ไขชื่อให้ถูกต้องเสียตามรัฐธรรมนูญ ถูกต้องเป็ะเลยครับ ถามว่า ๑ กับ ๒ บวกกันได้เท่าไร เปึน ๓ แน่นอน เปึน ๔ เปึน ๕ เปึนไปไม่ได้ ต้องเปึน ๓ แน่นอน อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ทําไมผมยกประเด็นนี้ขึ้นพูด ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินเกิดขึ้นสมัยที่ ท่านประธานเปึนผู้แทนราษฎร ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ ในคราวนั้นมีแนวคิดที่จะแต่งตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินเหมือนสากลโลกเขา หรือที่เรียกว่า ออมบุดส์แมน (Ombudsman) ซึ่งจะเปึนเครื่องไม้เครื่องมือให้รัฐสภาในการที่จะรับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชน มาแก้ไขโดยอํานาจของรัฐสภา สากลเขาทํากันเช่นนั้น เราไปลอกเขามา ตอนแรกก็ลอก เช่นนี้นะครับ ในป้ ๒๕๓๘ มีการแก้ไข ก็นําเอาหลักการผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศอื่น มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก่อนป้ ๒๕๔๐ ด้วยซ้ําไป แต่ขณะนั้นก็ยังไม่ได้ใช้บังคับ เพราะมีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ องค์กรท่านจึงเกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๐ เขาต้องการ ให้เกี่ยวโยงยึดโยงกับรัฐสภา เพราะรัฐสภาไม่มีองค์กรในภูมิภาค การปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภูมิภาคมีเขตจํากัด เพราะเปึนการทําหน้าที่ของผู้แทน โดยส่วนตน เปึนการทําหน้าที่ของพรรคการเมืองในส่วนกลาง ไม่สามารถที่จะรับเรื่องราว ร้องทุกข์เดือดร้อนของประชาชนเข้ามาแก้ไขได้ จึงเห็นว่าองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน น่าจะเปึนเครื่องไม้เครื่องมือให้สภา ถ้าท่านประธานจําได้ครั้งแรกที่ก่อตั้งองค์กรนี้ อยู่ในสภาเรา ผมเข้าใจว่าใช้ห้องใดห้องหนึ่งที่สโมสรเปึนสํานักงาน ถ้าจําผิดพลาด ก็ขออภัย อยู่ที่สภาเราเอง ต่อมาก็มีการขยับขยายออกไป แต่ก็มีการยึดโยงอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ยังใช้ชื่อว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เมื่อมีเรื่องราวร้องทุกข์ ทั้งหลายก็มารับเรื่องราวร้องทุกข์ที่สภา ให้ผู้แทนเปึนคนยื่นกระทู้ถาม ยื่นญัตติ เสนอกฎหมายเอาความเดือดร้อนมาแก้ไขก็มาทําที่สภาแห่งนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าผู้ร่าง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านไปคิดอะไร ให้องค์กรของท่านเปึนองค์กรซูเปอร์ (Super) องค์กรอิสระ ถามว่าทําไมถึงเรียกซูเปอร์ เพราะสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระด้วยกันได้ ตรวจสอบองค์กรในกระบวนการยุติธรรมได้ แต่เมื่อมาดูกฎหมายของท่านแล้ว ท่านก็ไปลอกรัฐธรรมนูญมา ๓ คําเท่านั้นแหละ บอกว่า ให้ตรวจได้ ตรวจได้โดยวิธีรับเรื่องราวร้องทุกข์เหมือนเรื่องอื่นทั่ว ๆ ไป กระผมเห็นว่า เจตนารมณ์ไม่ถูกต้องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ดั้งเดิมเขาจะ ให้เปึนเครื่องมือฝ์ายรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา เมื่อมีการไปเพิ่มเติมอํานาจหน้าที่ ก็ปรากฏว่าท่านก็ไม่รู้ว่าท่านจะไปตรวจสอบองค์กรอิสระด้วยกันได้อย่างไร ท่านก็ไปลอก สั้น ๆ ว่าตรวจอย่างไรก็ตรวจอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นก็เปึนปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ อย่างเช่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญขณะนี้มี ๗ องค์กร หักของท่านเหลืออยู่ ๖ องค์กร ก็มีกรรมการการเลือกตั้ง ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอัยการ องค์กร ที่ปรึกษา แล้วก็องค์กรสํานักงานสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปึนองค์กรทั่วไป ท่านจะไปตรวจสอบ เขาอย่างไร ท่านไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปตรวจสอบ ต้องไป แก้ไขเขียนให้ครบถ้วนเสีย นี่ก็เปึนส่วนหนึ่งที่กระผมเห็นว่ามีความจําเปึนที่จะต้องไปแก้ไข ในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ กระผมก็ยังเชื่อว่าโดยหลักการแล้วโชคดีอย่างหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนแรกผมคิดว่าผมจะไม่รับหลักการฉบับนี้ ถึงแม้ว่าจะมี ข้อบกพร่องมากมายเหลือเกิน แต่เมื่อได้ไปดูในหลักการของท่านแล้วเปึนหลักการ ค่อนข้างจะยืดหยุ่น สามารถที่จะแก้รายละเอียดต่าง ๆ ได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นที่เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ หลักการกฎหมายฉบับนี้บอกว่าให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าโดยส่วนตัวกระผมแล้ว ถึงแม้กระผมจะเห็นว่ากฎหมายมีข้อบกพร่องมากกว่าที่จะเปึนผลดีแก่ประเทศชาติ และประชาชน แต่เปึนกฎหมายที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้ความสามารถของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กระผมจึงเห็นว่าน่าที่รับหลักการไว้ก่อน แล้วนําประเด็นที่กระผมอภิปรายไปแก้ไขหรือหากเห็นว่าสมาชิกท่านใดมีข้อสังเกต ข้อให้แก้ไข ผมเชื่อว่าหลายท่านคงแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกับกระผม ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ