สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

สุขุมพงศ์ โง่นคํา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายและเสนอการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองและข้าราชการ การเปลี่ยนแปลงอํานาจของศาลในการวินิจฉัยคดีอาญา และการแก้ไขมาตรา 44/7 และ 44/10 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่ากระผมเองเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ สาเหตุ ที่ต้องเห็นด้วยก็เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญได้เขียนชัดเจนนะครับว่า วิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเปึนเรื่องสําคัญ ความผิดทั้งหลายที่มีอยู่ในสังคม ทุกสังคมไม่ว่าจะเปึนสากลโลกหรือประเทศไทยเขาแบ่งประเภทความผิดได้เปึน ๓ ลักษณะ ท่านประธานที่เคารพครับ

ลักษณะที่ ๑ คือความผิดทั่ว ๆ ไป ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ความผิดเกี่ยวกับความเปึนอยู่ ความผิดเกี่ยวกับวงเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ทะเลาะวิวาทกัน อันนี้ก็ถือว่าเปึนความผิด ชาวบ้าน ซึ่งเปึนความผิดไม่ใช่ร้ายแรงใด ๆ นัก

ลักษณะที่ ๒ ก็ดูประหนึ่งว่าจะสําคัญที่สุดคือ ความผิดที่เกี่ยวกับเรื่อง เศรษฐกิจของสังคม เศรษฐกิจในภูมิภาคหรือเศรษฐกิจในชุมชน อันนั้นความผิดก็เกิดจาก ความจําเปึนทางเศรษฐกิจจึงไปทําความผิดนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ แต่มีความผิด ชนิดหนึ่งซึ่งมนุษย์ในสังคมเปึนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเข้าใจว่าจะนั่งอยู่ในห้องนี้ทั้งนั้น นะครับ ความผิดของผู้ที่ดํารงตําแหน่งในทางการเมือง คนที่จะทําความผิดลักษณะเช่นนี้เปึนคนเฉลียวฉลาด เปึนคนที่ภูมิฐาน เปึนคนที่มีอํานาจ แต่ถ้าคนประเภทนี้ทําผิดแล้วบ้านเมืองเสียหายมาก อันนี้ตามหลักการทั่ว ๆ ไปเขาว่ากัน เช่นนั้นนะครับ แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย บางท่านถึงขนาดบอกว่าพวกเหล่านี้ ที่กระทําความผิดยิ่งกว่าฆาตกรรม ยิ่งกว่าฆาตกรด้วยซ้ําไป หลักกฎหมายทั่วไปก็เลย กําหนดแยกออกมาเสีย ท่านประธานที่เคารพครับ แทนที่จะไปขึ้นศาลยุติธรรม ๓ ศาล ศาลชั้นต้นใช้เวลา ๒ ป้ ศาลอุทธรณ์ใช้เวลา ๓ ป้ ศาลฎีกาใช้เวลา ๔ ป้ ๙-๑๐ ป้ บ้านเมืองเสียหายฉิบหายวายวอดไปหมดเพราะคนเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการว่าเอาละอย่าไปขึ้น ๓ ศาลเลย เอาให้ศาลใดศาลหนึ่ง เพียงศาลเดียวก็คือศาลฎีกานั่นแหละให้มีแผนกเสียไปว่ากันในการต่อสู้ การพิจารณา การสอบสวนก็ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน อาจจะเปึน ป.ป.ช. ตามหลักการเดิม กรรมการไต่สวนอิสระตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามร่างกฎหมายที่ท่านเสนอ มานี้เปึนผู้สอบสวนส่งอัยการแล้วก็ส่งศาล ศาลก็เปึนผู้ดําเนินการพิจารณาและวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นถ้าท่านประธานได้ดูในวิธีพิจารณาของศาลก็จะ เห็นว่าคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งหลายพวกเราเองเขาให้กระทํา อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเอาอาชญากรสําคัญนี้มาลงโทษโดยเร็วให้สาสมให้จงได้ไม่ต้องไปขึ้น ๓ ศาล กระบวนการไต่สวนไม่ใช่กระบวนการกล่าวหาเหมือนคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั่วไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานได้ศึกษากระบวนการยุติธรรมก็จะพบว่า ประเทศเราก็ใช้วิธีการกล่าวหาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ปล่อยให้โจทก์กล่าวหาจําเลย จําเลยก็แก้ข้อกล่าวหาต่อโจทก์ ศาลก็เปึนคนกลางดูชั่งน้ําหนักวินิจฉัยคดีแพ่งและ คดีอาญาทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะหลักในคดีอาญาเขาบอกว่าปล่อยคนชั่ว ๑๐ คนดีกว่า ลงโทษคนผิด ๑ คน แต่หลักการนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ใช้กับผู้ดํารงตําแหน่ง ในทางการเมือง เพราะวิธีการพิจารณาคดีของศาลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองท่านใช้วิธี ไต่สวน ความรู้ความสามารถของทนายความที่จะมาซักพยานช่วยเหลือจําเลยในคดี อันนั้นตัดทิ้งไป ดุลยพินิจในการรับฟังของพยานวิธีพิจารณาในคดีอาญาทั้งหลายที่ให้ สิทธิเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ บางเรื่องก็งดให้นํามาใช้ เพราะวิธีนี้เปึนวิธีการไต่สวนเพื่อจะเอาฆาตกรชั่วร้าย ของสังคมที่อยู่ในแวดวงการเมืองมาลงโทษให้จงได้ เอาละครับเมื่อเปึนบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญแล้ว วันนี้ต้องขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่ได้กรุณามาเสนอกฎหมายนี้ต่อศาล กระผมยินดีที่จะรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะท่านต้องทําตามหน้าที่ ของท่านคือเสนอกฎหมายภายใน ๑ ป้ พวกกระผมในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องทําหน้าที่ของกระผมภายใน ๑๒๐ วัน วุฒิสภาเองท่านก็ต้องทําหน้าที่ของท่าน มีเวลา ๙๐ วัน หลังจากนั้นก็ยังต้องส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอีก ๓๐ วัน ก็เข้าใจว่า คงใช้เวลา ๘-๙ เดือนนะครับ

ประเด็นแรก ที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เผื่อมี โอกาสที่จะเข้าไปแก้ไข คือเหตุผลที่ท่านเขียนผมว่าไม่ครบอาจจะต้องแก้ไขในชั้นการแปรญัตติ ในชั้นตั้งข้อสังเกตเพื่อที่จะให้เหตุผลของกฎหมายนี้ชัด กฎหมายสําคัญฉบับนี้มี การเปลี่ยนแปลง มีหลักการสําคัญอยู่ ๕ เรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ

เรื่องที่ ๑ การตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองทั้งหลาย ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนชี้ว่าผิดหรือไม่ผิดเปึนผู้วินิจฉัย ผลที่สุดก็ลงโทษในทางการเมืองคือเพิกถอนสิทธิในทางการเมืองเปึนเวลา ๕ ป้ เดิมเปึน อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ คราวนี้ได้กําหนดให้เปึนอํานาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานี้ นอกจากนั้นก็ยังกําหนดเรื่องใหม่เข้ามา หลายคนบอกว่ารัฐธรรมนูญผิดพลาดเพราะคนที่ ต้องแจ้งทรัพย์สินของตนต่อกรรมการ ป.ป.ช. นั้น นอกจากผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแล้ว มีข้าราชการประจําเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นสูงก็ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินเหมือนกัน หลักการเดิม ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูลก็สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ต้องส่งศาล แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเปึนด้วยความตั้งใจหรือความผิดพลาดกลับมากําหนดให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึนผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย อันนี้ หลักการเดิมเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น บางท่านก็บอกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญผิดพลาด บางคนก็บอกเปึนการตั้งใจหรือจงใจ ปรากฏว่าเรื่องนี้ไม่ได้เขียนไว้ในเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านพูดถึงเฉพาะการขยายอํานาจของศาลในการที่จะวินิจฉัย ผู้ให้ ผู้ขอให้ ในการจูงใจให้มีการกระทําความผิด อํานาจของศาลท่านเพิ่มขึ้น ท่านเขียน ไว้ในเหตุผล อันนั้นถูกต้อง สิทธิของผู้เสียหายนอกจากจะร้องต่อ ป.ป.ช. แล้วก็สามารถ ร้องต่อศาลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อจะให้มีการตั้งผู้ไต่สวนอิสระได้ นั่นท่านไปเขียน เอาไว้

เรื่องที่ ๔ ให้สิทธิผู้ต้องคําพิพากษาอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลฎีกา อันนั้นก็มีครบถ้วน ท่านประธานที่เคารพครับ

แล้วก็เรื่องสุดท้ายการที่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสมาเปึนกรรมการไต่สวนได้ อันนั้นก็ถูกต้อง ขอเรียนว่าเหตุผลที่ท่านเขียนนี้จะต้องเปึนประวัติศาสตร์บันทึกอยู่ในท้าย พระราชบัญญัติหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระผมจึงเห็นว่า เหตุสําคัญในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คือเรื่องอํานาจของ ศาลฎีกาที่ว่าด้วยการวินิจฉัย การจงใจหรือแจ้งเท็จซึ่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็เปึนข้อสังเกตประการที่ ๑ ท่านเขียนไว้ครบถ้วนนะครับ

ประการที่ ๒ กรณีที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หากศาลวินิจฉัยว่าผิด จงใจหรือแจ้งเท็จนะครับ กฎหมาย ป.ป.ช. กําหนดให้เปึนโทษทางอาญา กระผม ขออนุญาตแสดงความเห็นว่าเมื่อผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแจ้งทรัพย์สินเท็จหรือแจ้ง ทรัพย์สินไม่ครบ ในที่สุดกระบวนการทั้งหลายดําเนินการไปผ่าน ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ส่งไปที่ท่าน ท่านก็วินิจฉัยว่านักการเมืองคนนั้นผิดจริงก็เพิกถอนสิทธิทางการเมืองไป ๕ ป้ แต่สิ่งที่ตามมาคือคดีอาญาซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะต้องรับต้องไปขึ้นที่ ศาลยุติธรรม อันนี้กระผมเห็นว่ากระบวนการทั้ง ๒ อย่างไม่น่าที่จะเหลื่อมกัน ไม่น่าที่จะ ซ้อนกัน การกระทําความผิดเกิดขึ้นท่านก็ต้องเปึนผู้วินิจฉัยเบื้องต้นไต่สวนตั้งแต่ต้นจนจบ ในคราวลงโทษกลับไปให้ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ศาลยุติธรรมปกติเปึนผู้พิจารณา ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วนะครับ ความผิดในทางอาญาก็มาพิจารณาที่ศาลท่าน ถ้าเปึนไปได้ ก็เพิ่มบทบัญญัตินี้เข้าไปเสียก็จะเปึนประโยชน์แก่ตัวศาล จําเลยคือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ประเทศชาติและประชาชน อันนี้คือประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะให้เพิ่มเติมแก้ไขเสีย ความผิดในทางอาญา ความผิดในการแจ้งทรัพย์สิน กําหนดให้เปึนอํานาจของศาลฎีกา ทั้งสิ้นนะครับ

ประการที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๖ บอกว่า คณะผู้ไต่สวนอิสระ การกําหนดคุณสมบัติ อํานาจหน้าที่ วิธีการ ไต่สวน และการดําเนินการอื่นที่จําเปึนของผู้ไต่สวนอิสระให้เปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็หมายความว่า คุณสมบัติ อํานาจหน้าที่ วิธีการ ไต่สวน หรือเรื่องอื่นที่จําเปึนจะต้องบัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ครบถ้วนเสีย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานช่วยดูมาตรา ๔๔/๗ วรรคสุดท้าย ท่านประธานจะเห็นว่าผู้ยกร่างได้ยกร่างในวรรคสุดท้ายว่า หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง ผู้ไต่สวนอิสระให้เปึนไปตามข้อกําหนด ข้อกําหนดในที่นี้ก็หมายถึงข้อกําหนดของ ศาลฎีกา หมายถึงอะไรครับ หมายถึงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กําลังปฏิบัติการที่ฝ์าฝ๋น ต่อรัฐธรรมนูญ เพราะคุณสมบัติ อํานาจหน้าที่ วิธีการไต่สวนและวิธีการจําเปึนอย่างอื่น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง กําหนดให้เปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ไม่ได้กําหนดหรือบัญญัติว่าให้เปึนไปตามที่ศาลฎีกากําหนด ถ้าท่านจะไปกําหนดโดยระเบียบของศาลฎีการัฐธรรมนูญต้องให้อํานาจท่าน อย่างเช่น ในมาตรา ๒๗๘ กรณีที่มีการอุทธรณ์ผลของคําวินิจฉัยในกรณีที่พบหลักฐานใหม่ ที่เปึนสาระสําคัญและสามารถทําให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปได้นั้น ท่านประธาน ดูในวรรคท้ายของเรื่องนี้เขาบอกว่าหลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์ การพิจารณาวินิจฉัย ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เปึนไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากําหนด การที่จะกําหนดโดยกฎหมาย การที่จะกําหนดโดยระเบียบของศาลฎีกา รัฐธรรมนูญต้อง ให้อํานาจไว้ เพราะฉะนั้นผมเห็นโดยส่วนตัวผมขณะนี้ว่า มาตรา ๔๔/๗ วรรคสุดท้าย อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ควรที่จะต้องมีการแก้ไข

ประเด็นที่ ๔ ในมาตรา ๔๔/๑๐ (๑) ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณี ผู้ไต่สวนอิสระได้ไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาแล้ว และคดีมีมูล (๑) เขาบอกว่าให้ส่งรายงาน เอกสารพร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนผู้นั้นจากตําแหน่ง อันนี้หมายถึงว่ากรณีที่มีการไต่สวน มีการร้องเรียนว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กระทําความผิด ร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา กระทําความผิดต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เขาร้องให้ดําเนินคดีอาญา และเมื่อไต่สวน เสร็จแล้วทําไมต้องไปถอดถอนเขาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ การถอดถอนนั้น เปึนเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ ต้องมีผู้ขอเสนอถอดถอน อยู่ดี ๆ เขาไม่ได้ เสนอถอดถอนแล้วท่านจะไปให้เขาถอดถอนมันไม่ถูกต้อง มันไม่เปึนธรรม มันขัดต่อ รัฐธรรมนูญ การถอดถอนต้องมีผู้ร้องขอ ผู้ที่จะร้องขอถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองได้คือ ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง อันนี้ เขาไม่ได้ขอถอดถอน เขาขอให้ดําเนินคดี แต่เมื่อไต่สวนแล้วส่งไปวุฒิสภาเพื่อถอดถอน อันนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแน่นอนครับท่านประธานที่เคารพ อันนี้ต้องแก้ไขนะครับ

ประเด็นสุดท้ายที่จะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพไปถึงผู้ยกร่าง แล้วจะต้องมีการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการนะครับ คือมาตรา ๔๔/๑๑ อันนี้ ก็เปึนกระบวนการพิจารณาหลังจากที่มีการไต่สวนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยมีมูล ในการกระทําความผิดให้ส่งอัยการ ถ้าอัยการไม่เห็นพ้องด้วยก็ให้ตั้งกรรมการร่วม ถ้ากรรมการร่วมเห็นไปในแนวทางให้อัยการเห็นพ้องด้วยที่จะฟัองศาลต่อไปก็ดําเนินการ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยคณะไต่สวนก็สามารถฟัองเองหรือจ้างทนายฟัองได้ อันนี้ก็หลักทั่วไป ท่านก็ลอกหลักนี้มาจากเรื่องตัวอย่างการไต่สวนเอาความผิดของ ป.ป.ช. ที่กระทํา ความผิด แต่ที่กระผมอยากจะย้ําลงไปก็คือว่า ในมาตรานี้ท่านไปลอกการไต่สวน ความผิดของกรรมการ ป.ป.ช. แต่ท่านลอกมาไม่หมดครับท่านประธานที่เคารพ ในนั้นเขามีกําหนดเวลาไว้เปึนขั้นเปึนตอนเพื่อที่จะให้กระบวนการแก้ไขปัญหาขัดแย้ง ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนและอัยการสูงสุดจนได้ข้อยุติ เช่น เขาบอกว่าคณะผู้ไต่สวน จะต้องทําสํานวนรายงานเสนอต่ออัยการภายใน ๑๔ วันหลังจากที่มีมติ ท่านก็ไม่ได้ กําหนดระยะเวลาไว้ เปึน ๑ ป้ ๒ ป้ ๓ ป้ หรือ ๑๔ วันเช่นเขา ท่านก็ไม่ลอกมาให้ครบ

ประเด็นต่อไป เมื่อเรื่องหรือสํานวนอยู่ที่อัยการแล้ว กฎหมายไต่สวน ป.ป.ช. เดิมที่ไปลอกมาเขาบอกว่าให้เวลาอัยการมีเวลาพิจารณา ๓๐ วัน ท่านก็ตัดเวลานี้ ออกเสีย ก็ไม่รู้ว่าอัยการจะพิจารณา ๓๐ วัน ๓ เดือน หรือ ๓ ป้ก็ได้ เพราะท่านไม่กําหนดไว้ และในที่สุดเมื่อได้รับความเห็นจากอัยการแล้วนะครับ ป.ป.ช. หรือคณะไต่สวน ก็ต้องกลับมาพิจารณาอีกภายใน ๑๔ วัน กําหนดเวลานี้เขากําหนดเวลาเปึนขั้นเปึนตอน เพื่อจะให้การไต่สวน การหาข้อยุติในการที่จะฟัองคดีต่อศาลภายในเวลาที่กําหนด ๑๔ วัน ๓๐ วัน และ ๑๔ วัน แต่ปรากฏว่าที่ท่านไปลอกเขามานี่ก็ลอกไม่หมด กําหนดเวลาก็ไม่ได้ กําหนดไว้จะให้เวลามากน้อยเท่าไรท่านก็ไม่เขียน เพราะฉะนั้นในชั้นคณะกรรมาธิการต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ประเด็นนี้ ก็เปึนประเด็นสําคัญจะต้องมีการไปแก้ไขเช่นเดียวกัน ก็กราบเรียนท่านประธานในที่สุดว่า กระผมเห็นด้วยกับหลักการที่จะมีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้อง ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เปึนไปตามกรอบเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จะใช้เวลา ๑๒๐ วัน แต่กระผมเห็นว่ามีข้อสังเกตที่กฎหมายนี้จะขัดรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ เรื่อง และมีประเด็น ที่จะต้องแก้ไขให้ครบถ้วนอีก ๓ เรื่อง จึงเรียนที่ประชุมนี้มาเพื่อโปรดพิจารณาครับ