พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยแสดงความเห็นใจและข้อสังเกตต่อการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำระบบผู้ไต่สวนอิสระมาใช้ โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนในมาตรา 45(5) และ 44(7) ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระและดำเนินคดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าร้ายผิดปกติ และต้องการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมืองและผู้ที่จะไปขึ้นศาล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ ต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตามที่ทางศาลฎีกาได้เสนอมาต่อที่ประชุมนี้ ในเบื้องต้นถึงแม้ผมจะมีข้อที่ไม่เห็นด้วยอยู่หลายเรื่องแต่ก็มีความเห็นใจตามที่ได้รับ การชี้แจงแล้วก็ดูตามที่ปรากฏในร่างที่เสนอมานี้บอกว่าส่วนใหญ่ก็คือเปึนการแก้ไข ตามรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าในเนื้อหาสาระที่ท่านเสนอมา ก็เพื่อให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว สภาแห่งนี้ก็คงจะไปแก้ไขอะไรได้ไม่มาก นี่เปึนข้อสังเกตข้อที่ ๑ นะครับ
ข้อที่ ๒ ก็คือส่วนที่เปึนการแก้ไขจริง ๆ ก็คือมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ ของผู้พิพากษา ซึ่งก็จะทําให้มีความชัดเจนขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตไว้ดังต่อไปนี้นะครับ
ประเด็นแรก ก็คือการที่เรานําระบบผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตามที่กําหนดไว้ใน หมวด ๔/๒ สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงข้อดีของการนําระบบผู้ไต่สวนอิสระเข้ามาว่า ก็เปึนการเพิ่มอีกช่องทางหนึ่งที่จะทําให้มีผู้ที่จะสามารถที่เปึนโจทก์เพิ่มเติม เปึนผู้ร้อง ให้มีการดําเนินคดีต่อนักการเมืองและบุคคลอื่นตามที่กฎหมายกําหนดไว้เพิ่มขึ้น นอกจากอัยการสูงสุดแล้ว นอกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วก็จะมีผู้ไต่สวนอิสระ เพิ่มขึ้นด้วย เมื่อกี้มีสมาชิกท่านผู้มีเกียรติได้เรียนต่อที่ประชุมไปบอกว่าผู้ไต่สวนอิสระนี้ ได้ใช้มาแล้วในหลายประเทศ แล้วก็ใช้ได้ดี แต่ผมเองก็ยังเกรงอยู่ว่าระบบผู้ไต่สวนอิสระ ที่นํามาบัญญัติไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็คงจะเปึนครั้งแรกที่เรานําเข้ามา เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายประเทศเขาใช้และเขาประสบความสําเร็จ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าเรานําเข้ามาใช้ในทันที โดยที่การทําความเข้าใจกับประชาชน การสร้างองค์ความรู้ การสร้างกระบวนการพิจารณาของผู้ไต่สวนอิสระนั้นเรายังไม่มี แล้วเราก็นําเอาระบบ ที่มันประสบความสําเร็จแล้วในต่างประเทศเข้ามาใช้ในทันที สิ่งนี้ผมเห็นหลายครั้งแล้ว ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราไปยกเอาของสําเร็จรูปจากต่างประเทศมา กว่าที่เขาจะพัฒนา พัฒนาขึ้นมาเปึนสถาบัน เปึนองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ มีบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือเข้ามา ทําหน้าที่มีกระบวนการที่ชัดเจนในการทําหน้าที่จนเปึนที่เชื่อถือของสังคมของเรานั้น นําเข้ามาทันทีแล้วก็จะเริ่มใช้ ถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไป เพราะฉะนั้น ลําพังเพียงที่กําหนดไว้ในมาตรา ๔๗ ที่สมาชิกหลายท่านได้ลุกขึ้นมาอภิปรายแล้ว บอกว่าผู้ไต่สวนอิสระนั้นจะต้องมีความเปึนกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริต เปึนที่ประจักษ์ เราเคยประสบปัญหาอย่างนี้อยู่เสมอในการหาบุคคลที่จะเข้าไป ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระที่มีอยู่ในประเทศไทย เราก็มีข้อความอย่างนี้อยู่แล้ว หาบุคคลที่เปึนกลางทางการเมืองคือใครครับ คือใคร นี่คือคําถามที่จะต้องถาม เพราะปรากฏว่าในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะออกไปดําเนินการนั้น ท่านจะออกหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งเท่านั้น ส่วนคุณสมบัติและหน้าที่อื่นอาจจะมี การกําหนดต่อไปก็จริง แต่ว่าในการสรรหาบุคคลที่จะมาทําหน้าที่อย่างนี้ได้ ผมคิดว่า คงจะเปึนปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกเหมือนกันจนกว่าเราจะมีกระบวนการที่มีการริเริ่ม แล้วก็ฝ๊กใช้ เริ่มใช้พอสมควรก่อน แต่เนื่องจากเราเห็นว่าเขามีและก็ทําได้ดี แล้วเรา ก็นํามาใช้ทันที อันนี้ก็เปึนสิ่งแรกที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ
เรื่องที่สองที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันในมาตรา ๔๕ (๕) ที่ท่าน บอกว่า ให้ผู้เสียหายจากการกระทําดังกล่าวยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนอิสระก็ได้นะครับ ผู้เสียหายในที่นี้คือใคร ไม่ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจน อาจจะหมายถึงผู้เสียหายที่มาจากการกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ แต่ก็ไม่ได้ บอกว่าคือใคร เพราะฉะนั้นอาจจะแปลว่าใครก็ได้ที่เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาถูกกล่าวหาว่าร่ํารวยผิดปกติ แล้วใคร ก็ตามอาจจะเปึนผู้เสียหายไปก็ได้อย่างนั้นใช่ไหมครับ หรือมีการกระทําผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการ วันดีคืนดีก็ไม่รู้ใครลุกขึ้นมาบอกข้าพเจ้าคือผู้เสียหาย แล้วก็ไปร้องเรียน ขอให้มีการดําเนินคดีต่อบุคคลดังกล่าว ในมาตรา ๔๔ (๗) ข้อความในวรรคสอง อ่านแล้ว อาจจะมีข้อความที่อาจจะไม่ชัดเจนอยู่บ้าง ที่บอกว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ พิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระแล้วให้ศาลแจ้งการแต่งตั้งดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และให้ส่งสํานวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปยังศาลฎีกา ตรงนี้ผมก็ ยังสงสัยอยู่ว่าตกลงที่บอกให้ส่งสํานวนให้ใครส่ง ให้ ป.ป.ช. ส่ง หรือให้ศาลส่ง อันนี้ อาจจะสามารถแก้ได้เพื่อให้มีความชัดเจนได้ ต่อไปนะครับ
เรื่องที่สําคัญครับท่านประธาน ที่มีสมาชิกบางท่านได้พูดไว้บ้างแล้วก็คือ การอุทธรณ์ ในหมวดนี้ถ้าเทียบกับที่เปึนกฎหมายเดิม ที่บัญญัติขึ้นไว้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้นไม่มีการอุทธรณ์ แต่พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มีบัญญัติ การอุทธรณ์เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งหลายท่านได้พูดไปบ้างแล้วว่าก็จะดูดีขึ้น แต่ผมอยากจะ เรียนต่อที่ประชุมนี้ว่า มาตรา ๔๔ (๑๕) ที่บัญญัติว่าจะอุทธรณ์ได้นั้นจะต้องเปึนกรณีที่มี พยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทําให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ และต้องยื่นต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษา ท่านประธานครับ ผมไม่แน่ใจว่าการเขียนอย่างนี้เปึนการอุทธรณ์หรือไม่ ทราบว่าในชั้นการพิจารณา ก็มีการถกเถียงกันอยู่เหมือนกันในชั้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าในที่สุด มันก็ปรากฏออกมาอย่างนี้ คือหลักของการดําเนินคดีเมื่อผ่านการพิจารณา ของศาลชั้นต้นแล้วการอุทธรณ์เปึนสิทธิอย่างหนึ่งเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีนั้น เปึนไปอย่างเที่ยงธรรมที่สุด อย่างน้อยถ้าอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้ก็ยังสามารถ ที่จะอุทธรณ์ข้อกฎหมายได้อยู่เสมอ แต่ถ้าท่านบัญญัติขึ้นมาไว้อย่างนี้ว่าการที่จะ อุทธรณ์ได้นั้นจะต้องเปึนกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ผมก็คิดว่าถ้าเปึนเรื่องของการที่มีพยานหลักฐานใหม่ที่จะทําให้คดีเปลี่ยนแปลงไปนั้น มันไม่ใช่การอุทธรณ์แต่เปึนการขอให้รื้อฟุ๋นคดีใหม่ คนละเรื่อง อย่างนั้นผมไม่แน่ใจว่า การมาบัญญัติกฎหมายอย่างนี้บัญญัติผิดที่หรือไม่ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ผมคิดว่าท่านสมาชิก ทั้งหลายก็คงจะต้องกลับมาดูให้รอบคอบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การจะอุทธรณ์ผมได้เรียนไปแล้ว ว่าจะหมายถึงสิทธิที่จะอุทธรณ์นะครับ ส่วนการที่พบว่ามีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทําให้ คดีเปลี่ยนแปลงไปนั้นน่าจะเปึนเรื่องของการรื้อฟุ๋นคดีใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยการรื้อฟุ๋น คดีที่มีอยู่แล้ว แต่แน่นอนครับท่านประธาน ผมก็เชื่อว่าท่านผู้ที่มาชี้แจงท่านก็คงบอกต่อ ที่ประชุมนี้ว่า ก็รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่ บัญญัติไว้อย่างนี้ ท่านก็คงทําอะไรไม่ได้ มากกว่านี้เพราะต้องเขียนให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับนี่คือตัวอย่างอันหนึ่ง หลายท่านอาจจะคิดว่า อ้อ อาจจะพบเหตุผลอีกข้อหนึ่งแล้วที่จะต้องมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เพื่อให้ความเปึนธรรมกับนักการเมืองมากขึ้น ท่านประธานครับ ข้อนี้ผมก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานและฝากเรียนไปยังท่านสมาชิกทั้งหลายว่า พวกเราเปึนนักการเมืองอย่างน้อยนักการเมืองเองก็ต้องการความยุติธรรม เมื่อถูก ดําเนินคดีโดยศาลก็น่าจะมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ อย่างนั้นสิทธิของการอุทธรณ์ในชั้นนี้ ก็น่าจะให้สิทธิที่จะอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเปึนสิทธิที่เรียกว่าเปึนหลักกฎหมายที่สําคัญ เปึนหลักนิติธรรมอย่างหนึ่ง และการที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงก็น่าจะให้ทําได้ ตามหลัก ที่สากลเขารับรองกันอยู่ แต่อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วมันติดขัดอยู่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ไว้อย่างนี้ แล้วท่านก็เสนอกฎหมายมาให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อให้ความเปึนธรรมแก่นักการเมืองและผู้ที่จะ ไปขึ้นศาลนี้ได้รับความเปึนธรรมมากขึ้น ผมคิดว่าจําเปึนที่จะต้องมีการแก้ไขในเรื่องนี้ เพื่อให้เปึนไปตามหลักสากลมากขึ้นต่อไปและเปึนหลักที่สากลเขายอมรับในเรื่องของ การอุทธรณ์คดีนะครับ
ผมอยากฝากข้อสังเกตขึ้นต่อไปอีกนะครับว่าระบบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี้ในมาตรา ๕ ก็ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ในการดําเนินคดีนั้น ในการพิจารณาคดีให้ศาลยึดสํานวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ไต่สวนอิสระแล้วแต่ กรณีเปึนหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาความจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามที่เห็นสมควรก็ได้ คนที่เรียนกฎหมายก็จะทราบอ่านมาตรา ๕ นี้รู้ทันทีว่าระบบที่ศาล จะนํามาใช้นั้นไม่ใช่ระบบกล่าวหาที่เปึนระบบที่ศาลไทยศาลยุติธรรมใช้ระบบนี้อยู่ตลอด และตุลาการของประเทศไทย ศาลไทยก็ถูกฝ๊ก ถูกสอนให้ใช้ระบบกล่าวหามาอยู่ตลอด นี่คือระบบไต่สวน ซึ่งผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าศาลไทยจะมีความเชี่ยวชาญเพียงพอหรือยัง แล้วเราก็นําระบบไต่สวนนี้ขึ้นมาใช้อย่างเต็มรูป เพราะอะไรครับ ก็เพราะบอกให้ศาล ไปยึดสํานวนของ ป.ป.ช. หรือผู้ไต่สวนอิสระก็ทําให้ย้อนกลับไปคิดออกไปอีกว่า อ้อ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. บอกว่ามีมูลหรือคณะกรรมการไต่สวนอิสระบอกว่ามีมูลสังคม ก็จะบอกว่าเห็นไหมผิดไปแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะตกเปึนจําเลยในสังคมทันที ตรงนี้พอบอก ว่าให้ยึดสํานวนของ ป.ป.ช. หรือผู้ที่เปึนแบบกรณีเปึนหลักศาลก็ต้องยึดเปึนหลักแต่ท่าน ก็ยังดีที่จะเขียนติ่งขึ้นมาอีกนะครับว่า และอาจไต่สวนหาความจริงพยานหลักฐานเพิ่มเติม ด้วยตามที่เห็นสมควร แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าในท้ายที่สุดแล้วนี่นะครับ ศาลจะไปไต่สวนหาความจริงเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างมากเชื่อว่าเปึนอย่างนั้นก็คือ ยึดสํานวนอย่างนี้เปึนหลักอยู่แล้ว เห็นหรือยังครับว่าถ้าอย่างนั้นก็จะย้อนกลับไปทาง หลักของการพิจารณาบอกว่าถ้าอย่างนั้น ป.ป.ช. และผู้ไต่สวนอิสระทําหน้าที่อะไร ทําหน้าที่ชี้มูลความผิดหรือเปึนพนักงานสอบสวน หลายท่านบอกว่าหน้าที่ของ ป.ป.ช. กับผู้ไต่สวนอิสระนั้นเหมือนกับพนักงานสอบสวน แต่ถ้าเขียนอย่างนี้มันไม่ใช่ครับ เขียนอย่างนี้ก็แปลว่าให้กรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ไต่สวนอิสระทําหน้าที่เสมือนหนึ่งเปึน ศาลชั้นต้นเพราะท่านชี้มูลความผิดเข้าไปแล้ว แล้วก็เสนอเรื่องนี้ไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อตัดสินคดีต่อไป นี่คือหลักที่สําคัญ อย่างยิ่งที่ผมอยากจะให้มีการพิจารณาทบทวนกันต่อไปเมื่อถึงเวลานะครับ บทบาทของ อัยการสูงสุดในกฎหมายนี้แทบจะไม่มี เพราะท่านก็รับสํานวนมาจากอาจจะเปึนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ไต่สวนอิสระแล้วก็ดําเนินคดีไปตามนั้น นี่ก็เปึนข้อสังเกต ที่ผมอยากจะเรียนต่อที่ประชุมว่า เรื่องที่มีความสําคัญมาก ๆ ก็คือเรื่องการอุทธรณ์ การที่ไปตัดสิทธิไม่ให้มีการอุทธรณ์ และแถมยังจํากัดสิทธิอุทธรณ์ไว้เฉพาะเมื่อพบ พยานหลักฐานใหม่นั้นเห็นไหมครับ ท่านกําหนดเวลาอีกนะครับ ๓๐ วัน ใน ๓๐ วัน เมื่อตัดสินไปแล้วจะมีพยานหลักฐานใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า มีความบกพร่องในการพิจารณาในระหว่างนั้น พยานหลักฐานมันน่าจะพบได้อยู่แล้ว ถ้าจะมีพยานหลักฐานใหม่จึงไม่ใช่เรื่องการอุทธรณ์ เปึนอีกเรื่องหนึ่งคือการรื้อฟุ๋นคดี อย่างที่ผมได้เรียนมาแล้ว นี่เปึนข้อที่อยากจะให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณากันอย่างจริงจัง และผมก็คิดว่าวิธีการแก้ไขนั้นอาจจะไม่สามารถที่จะแก้ไขในชั้นของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ก็คงจะต้องไปแก้ไขที่ต้นตอของมันก็คือรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผม อยากจะเรียนด้วยก็คือว่า การที่มีการตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองขึ้นมานี้เปึนศาลเดียวแล้วก็จบไปในตัว หลายท่านอาจจะคิดว่านี่คือศาลสูง ผมบอกไม่ใช่ครับ ก็เปึนศาลธรรมดานี่แหละ เพียงแต่มีองค์คณะพิเศษ เอาตุลาการที่มี ความเชี่ยวชาญหน่อยก็คือเปึนผู้พิพากษาจากศาลฎีกา ผมคงไม่ปฏิเสธความเชี่ยวชาญ ความชํานาญการของผู้พิพากษาของศาลฎีกา แต่ระบบมันไม่ใช่อย่างนั้น พอบอกให้ไป ดําเนินคดีที่ศาลฎีกาเลยแล้วก็ตั้งแผนกหนึ่งขึ้นมามันยังไม่ใช่ศาลสูงครับ น่าจะถือเพียง ได้ว่าเปึนศาลชั้นต้นอย่างหนึ่ง เพียงแต่ใช้ผู้พิพากษาศาลฎีกาเท่านั้นมาเปึนผู้พิจารณาคดี เพราะฉะนั้นมันก็ต้องย้อนกลับมาที่เรื่องสิทธิของการอุทธรณ์ซึ่งจะต้องต่อเนื่องกันไปด้วย ผมอ่านดูในบทความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า แนวคิดที่จะให้มีศาลสูง พิจารณาคดีของนักการเมืองในบางประเทศที่มีมานั้น เขาใช้เฉพาะในกรณีที่มีความผิด ฐานทรยศต่อประเทศเท่านั้น แต่ไม่ใช่มาใช้ในความผิดที่เปึนเรื่องความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ธรรมดา ถ้าเปึนความผิดอย่างนี้ก็ขึ้นไปศาลธรรมดา ซึ่งผมก็เชื่อว่าศาลไหนก็ตาม จะต้องมีผู้พิพากษาที่เปึนอิสระ มีความเปึนธรรมก็สามารถที่จะให้ความเปึนธรรมได้ เพราะฉะนั้นการปรับระบบอย่างนี้คงจะต้องมีการปรับระบบให้เปึนสากลกันมากขึ้น ให้มีความเปึนธรรมกันมากขึ้น อย่าได้มองว่านักการเมืองเปึนบุคคลที่ชั่วร้าย อย่าได้ มองว่านักการเมืองนั้นมีอิทธิพล นักการเมืองก็ต้องการความเปึนธรรมเหมือนกัน หลายคนได้สละประโยชน์ต่าง ๆ มาทําหน้าที่ทางการเมือง ต้องการเห็นประเทศชาติ มีความเจริญ ต้องการเห็นประชาชนมีความเปึนสุข แต่ว่าเมื่อตกเปึนผู้ถูกกล่าวหาจะต้อง ไปที่ศาลนี้แห่งเดียวแล้วก็จบเท่านั้น ผมคิดว่าการบัญญัติหลักกฎหมายไว้อย่างนี้ นอกจากจะไม่ให้ความเปึนธรรมแก่นักการเมืองแล้ว ยังเปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของนักการเมืองขั้นพื้นฐานด้วย ท่านประธานครับ ก็อยากจะฝากไปยังท่านประธานและท่านสมาชิกทั้งหลายว่าเรื่องนี้ ผมคิดว่ามีความสําคัญ และถ้ามีโอกาสเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ขอให้นําเรื่องนี้ มาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง และถ้าจะมีศาลอย่างนี้อีกก็ขอให้มีระบบที่สร้างความเปึนธรรม กับนักการเมืองมากขึ้นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ