ทิวา เงินยวง หารือประเด็นรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เสนอให้แยกอำนาจตรวจสอบบุคคลสำคัญทางการเมืองออกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยชี้ให้เห็นข้อกังวลว่ากระบวนการทั้งหมดอาจถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ทิวา เงินยวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ต้องขอเรียนท่านประธานดังนี้ครับว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมได้พยายามศึกษาดูหลายประเด็น มีข้อสังเกตเบื้องต้นว่าตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนต้นมา เราพยายามสร้างองค์กรตรวจสอบรวมทั้งองค์กรวินิจฉัยขึ้นมา หลายองค์กร ด้วยเหตุผลที่โดยระบบของรัฐสภานั้นยังมีจุดอ่อนข้อเปราะบางที่ไม่สามารถ ตรวจสอบกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่าในมาตรา ๒๗๕ ในส่วนที่ ๔ ได้บัญญัติไว้แยกกัน ในวรรคหนึ่งกับวรรคสี่ วรรคหนึ่งนั้นเปึนภาพรวมซึ่งคลุมถึงผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หลายประเภท แต่ในวรรคสี่ที่ผมจะพูดต่อไปนี้คืออยู่ในร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่เสนอมานี่ครับ ในหมวด ๔/๒ ผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งผมคิดว่าประการแรกหลังจาก ดูร่างแล้วก็ด้วยความชื่นชมยินดีและเห็นด้วย แต่ที่สําคัญคือกรอบที่ท่านร่างหลายประเด็นที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๒๗๕ ถึงมาตรา ๒๗๘ ได้วางกรอบไว้ให้ท่าน ท่านไม่สามารถคิดนอกกรอบได้ ท่านไม่สามารถเอาอะไรที่สามารถ สร้างขึ้นด้วยตัวเองแล้วมันเปึนสิ่งที่ดีและสิ่งที่จะทําให้การร่างนั้นสมบูรณ์ได้นะครับ
ด้วยเหตุผลประการแรกก็คือ ในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หลายฉบับทุกคําก็ต้องล้อกับรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ตามมาก็คือเมื่อเราไปพูดกัน ในชั้นกรรมาธิการก็ดี หรือการนําเสนอร่างกฎหมายก็ดี เมื่อออกนอกกรอบไม่ได้ก็มักจะล้อ คํารัฐธรรมนูญและผลที่ตามมาก็คือ การบังคับใช้บทบัญญัติที่ท่านร่างมานี้อาจจะมี จุดอ่อนข้อบกพร่องได้ เหตุผลประการแรกนะครับ
ประการที่สอง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ได้มีความพยายามในการร่าง โดยเฉพาะเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา ที่สําคัญต้องเรียนครับว่าในอดีตที่ผ่านมาตั้งป้ ๒๕๔๐ ที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ มีการสร้างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาไม่ว่าจะเปึนองค์กร ที่จะวินิจฉัย โดยเฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี้นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ใช้มาจนถึงประมาณป้ ๒๕๔๙ นี่นะครับ สิ่งหนึ่งที่เปึนปรากฏการณ์ทางการเมืองบ้านเราก็คือการแทรกแซงของ ฝ์ายการเมืองไม่ว่าจะเปึนองค์กรใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่าง เช่น วุฒิสภา องค์กรศาลรัฐธรรมนูญ องค์กร กกต. องค์กรอิสระหลายองค์กรครับ เราฟังข่าวเราทราบดีว่า ถูกแทรกแซงโดยฝ์ายการเมือง และผลที่ตามมาก็คือทําให้ผลการดําเนินงานขององค์กรอิสระนั้น ไม่เปึนที่ยอมรับและนําไปสู่การฟัองร้องคดี มีตัวอย่างให้เห็นหลายองค์กร เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้แยกออกมาโดยเฉพาะวรรคสี่แยกออกมา ตรงที่บุคคลที่มีตําแหน่งทางการเมืองสําคัญ ๔ ตําแหน่งเท่านั้นเองครับ คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ซึ่งตรงนี้เมื่อเปึนบุคคลที่มีบทบาท สําคัญและมีความสําคัญต่อระบบการเมืองของบ้านเราเปึนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่สําคัญนี่กระบวนการที่จะต้องประสบในฐานะที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะต้องรับภาระ หน้าที่ถึง ๓ ด้าน ในกระบวนการที่จะตรวจสอบบุคคลทั้งสี่นี่นะครับ อย่างน้อยรัฐมนตรี ก็ ๓๕ คน ท่านนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ก็ ๓๖ คน ดูแล้วประมาณเกือบ ๔๐ คน แต่ในทางการเมืองนั้นต้องยอมรับครับว่าการตรวจสอบของภาคฝ์ายต่าง ๆ ต่อผู้ดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีนั้นค่อนข้างเข้มข้น นอกจากการตรวจสอบโดยอาศัยระบบรัฐสภาแล้ว ข้อเปึนห่วง ของผมประการแรกก็คือ ผู้ไต่สวนอิสระตั้งโดยใครครับ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ถ้าจําไม่ผิดประมาณ ๘๘ ท่าน ผู้พิพากษาอาวุโส ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วอีก ๓๓ ท่าน ประมาณ ๑๑๐ ท่าน โดยประมาณนะครับ ผมไม่ทราบตัวเลขที่ชัดเจน ผู้ไต่สวนอิสระทําหน้าที่เหมือน ป.ป.ช. ครับท่านประธาน เมื่อทําหน้าที่เหมือน ป.ป.ช. และตั้งโดยที่ประชุมใหญ่นะครับ ประเด็นถัดมา ถ้าผู้ไต่สวนอิสระ เห็นว่ามีมูลใช่ไหมครับ ส่งฟัองเองได้ ฟัองไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองซึ่งตั้งโดยใครครับ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอีกเช่นเดียวกันใช่ไหมครับ จํานวน ๙ ท่าน นอกจากนั้นเมื่อมีคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองแล้วยังกําหนดให้อุทธรณ์ซึ่งการอุทธรณ์นั้นเปึนไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญท่านไปเขียนอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ ที่ท่านเขียนไว้นี่เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ เป็ะเลยไปเขียนอย่างอื่นไม่ได้แต่ท่านสามารถเขียนระเบียบวิธีปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้น ถามว่าอุทธรณ์ไปที่ไหนครับ ที่ประชุมใหญ่อีกใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นที่ผมตั้งข้อสังเกต ๓ กระบวนการนี้ด้วยความเปึนห่วงครับ ด้วยความเปึนห่วงว่าถ้าทั้ง ๓ ขั้นตอนนั้น ขั้นตอนที่ ๒ กับขั้นตอนที่ ๓ นี่ผมเชื่อว่าโดยวิธีปฏิบัติแล้วถูกแทรกแซงโดยฝ์ายการเมืองยาก โดยเฉพาะ ๙ ท่าน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง องค์คณะทั้ง ๙ ท่านนั้นเลือกแล้วหมุนเวียนกันไปไม่มีซ้ําไม่ได้ตั้งไว้ถาวร และยิ่งที่ประชุมใหญ่ จํานวน ๑๑๐ กว่าท่าน โอกาสแทรกแซงยาก แต่สิ่งที่ผมตั้งข้อเปึนห่วงก็คือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ต้องมีภาระ รับผิดชอบในการตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้มันโยงไปที่ที่ประชุมใหญ่ ผลจากวิกฤติป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ จนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องยอมรับครับว่า สังคมไทยขณะนั้นไม่มีฝ์ายนิติบัญญัติ ไม่มีฝ์ายบริหาร ภาพรวมทางสังคมนั้นยอมรับ องค์กรที่มีบทบาทสําคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองก็คือตุลาการ วันนี้ที่ผมฝาก ประการแรกนี้ก็คือเนื่องจากทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้อยู่ในอํานาจของที่ประชุมใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจนี้อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบได้ ผมยกตัวอย่างในขั้นตอนแรก คือการตั้งผู้ไต่สวนอิสระถ้าถูกแทรกแซงเมื่อใดหรือถูกตั้งข้อสังเกตเมื่อใดมันไม่ได้กระทบ ไปถึงแค่องค์กรไต่สวนเท่านั้น มันกระทบไปถึงใครครับ ผู้ที่แต่งตั้งคือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา นี่ประการแรก
ประการที่สอง ที่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ผมมีข้อสังเกตแล้วก็มี ประสบการณ์บ้างเล็กน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการการได้มาซึ่งผู้ไต่สวนอิสระครับ ซึ่งท่านจะต้องออกเปึนข้อกําหนดโดยศาลฎีกา คุณสมบัติที่ใช้กันตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เปึนกลางทางการเมือง ซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ ประโยคนี้เราคิดขึ้นมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ เพราะเราคิดว่าเปึนคําที่สามารถคลุมได้หมดว่า ต้องเปึนกลางทางการเมือง ต้องซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ เราอยากเห็นองค์กรอิสระ ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบมีคุณสมบัติอย่างนี้จริง ๆ แต่ผมจะตั้งข้อสังเกตว่าในอดีต ที่ผ่านมาการไปออกข้อกําหนดเปึนการภายในนะครับ ถ้าจําไม่ผิดก็คือ ประธานศาลฎีกา โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ เคยมีตัวอย่างครับ การเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้องค์กรคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปออก ข้อกําหนดเองครับ เรื่องการเลือกการคัดสรรภายในก็มีการถกเถียงกันพอไปออกเสร็จแล้ว ใช้คําว่า เมื่อเลือกกันแล้วให้ส่งบัญชีรายชื่อคนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ คือบัญชีรายชื่อ ผลที่ตามมาก็นําไปสู่ปัญหายืดเยื้อในการแต่งตั้ง ที่ผมยกประเด็นนี้มาเพื่อกราบเรียน ท่านประธานว่า ข้อกําหนดภายในในการดําเนินการในการจัดทําถ้ามันมีความโปร่งใส เป่ดโอกาสให้ฝ์ายการเมือง เป่ดโอกาสให้ภาควิชาการ เป่ดโอกาสให้สังคมได้รับทราบว่า ข้อกําหนดของท่าน เพราะเรื่องนี้สําคัญที่สุดข้อกําหนดเรื่องการเข้าสู่การทําหน้าที่ การคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะฉะนั้นผมเปึนห่วงเรื่องข้อกําหนดนี้ว่า ถ้าเปึนเรื่องทํากันภายในแล้วต่อไปเกิดข้อวิตกวิจารณ์หรือเกิดปัญหาขึ้นมา ความรับผิดชอบก็จะไปอยู่ที่ประชุมใหญ่อีกครับ ดูประเด็นผมนะครับท่านประธาน ผมพยายามโยงไปที่ไหนครับ ที่ประชุมใหญ่จํานวนประมาณ ๑๑๐ ท่านตลอดทุกเรื่อง นอกจากนั้นมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ การเลือกแล้วก็การแต่งตั้งกรรมการ องค์กรอิสระทั้งหลายผมเชื่อว่าท่านประธานทราบดีครับ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี ในทางปฏิบัติก็ดี มีคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบคุณสมบัติ ผมสอนหนังสืออยู่ มีหนังสือจากวุฒิสภาส่งไปเยอะมากเลยครับ เวลาเลือกแต่ละชุดให้ช่วยตรวจสอบ ให้องค์กรต่าง ๆ ภาคฝ์ายต่าง ๆ และภาควิชาการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ขอตั้ง เปึนข้อสังเกตว่าอุทาหรณ์ที่เกิดขึ้นมาในวุฒิสภาก็ดีมีการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะได้รับ การเลือก ในขณะเดียวกันข้อกําหนดที่ออกภายในก็เคยเกิดปัญหามาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนที่เปึนกลางทางการเมืองและซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์นี่นะครับ มันเปึนคํา มันเหมือนกับนามธรรมครับ แต่มันจะจับต้องได้ที่ท่านบัญญัติไว้แล้วว่า ให้นํา มาตรา ๓๗ วรรคสอง มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาใช้บังคับ ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกครับว่า คุณสมบัติที่ท่านตั้งไว้นั้นดีและสูง ผมก็มีข้อสังเกตประเด็นนี้เหมือนกับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน คือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ในการเลือกองค์กรอิสระที่ผ่านมาเคยมีประเด็นปัญหาว่าคนสมัครน้อย เพราะการกําหนด คุณสมบัติไว้ทําไมครับ ซื่อสัตย์สุจริต เปึนกลางทางการเมือง แล้วถ้าผ่านราชการ ก็ซี ๑๐ อธิบดีขึ้นไป ผมให้ข้อสังเกตประการนี้เพราะว่าท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ได้ตั้งข้อสังเกต ไปแล้วว่า ถ้าฐานกว้างขึ้นผมเชื่อว่าโอกาสที่จะคัดสรรเลือกผู้ไต่สวนอิสระที่ซื่อสัตย์สุจริต เปึนที่ประจักษ์และเปึนกลางทางการเมืองจะมีโอกาสมากยิ่งขึ้น และได้คนดีเข้ามาสู่การ ทําหน้าที่ในฐานะผู้ไต่สวนอิสระมากขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะเรียนว่าดีใจมากนะครับที่ท่านได้นําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา ถ้าผมจําไม่ผิดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน และโดย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นให้สภาผู้แทนราษฎรทําให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน แล้วก็วุฒิสภา ภายใน ๙๐ วัน เปึนไปตามมาตรา ๓๐๒ สภาแห่งนี้ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า สมัยประชุมที่แล้ว ๔ เดือนไม่มีกฎหมายเข้าเลยแม้แต่ฉบับเดียวครับได้แต่รอคิว วันนี้ ผมถือว่าเปึนนิมิตหมายที่ดีของรัฐสภาของเราถึงจะเปึนสมัยวิสามัญที่ได้มีโอกาส พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกที่เรียกว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ในท้ายที่สุดนี้ผมขอยืนยันครับว่า ผมเห็นด้วยกับร่างที่ท่านเสนอมาแต่ก็ขอ ตั้งข้อสังเกตดังที่กล่าวแล้วครับ ขอบพระคุณครับ