นคร มาฉิม เสนอพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตและการเก็บถือครองทรัพย์สิน และขอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินโดยเด็ดขาดและรวดเร็วที่สุด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอถือโอกาสนี้ได้ชื่นชมแล้วก็กราบขอบพระคุณ ต่อศาลยุติธรรมที่ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งอันที่จริงแล้วผมก็ใฝ์ฝันแล้วก็ต้องการ นําเสนอต่อสาธารณชนมาโดยตลอดตั้งแต่ป้ ๒๕๔๔ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะผู้แทนปวงชน ท่านประธานที่เคารพครับ หลายครั้งที่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมือง ผมเองอยากจะให้องค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ได้เปึนช่องทางหนึ่ง ในการที่จะมาคลี่คลายและแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดว่าองค์กรต่าง ๆ ที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลเห็นถึงวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละด้าน ในแต่ละยุค ในแต่ละสมัย ผมยกตัวอย่างเมื่อช่วงป้ ๒๕๔๘ เข้าป้ ๒๕๔๙ ก่อนที่จะมี การยุบสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ในซีกของฝ์ายรัฐบาลมีเสียง ส.ส. อยู่ในสภาท่วมท้นครับ ๓๗๗ เสียง ในซีกของฝ์ายค้านมี ๑๒๓ เสียงจากตอนนั้น ๕๐๐ เสียง ถ้าเกิดว่าในขณะนั้น ฝ์ายนิติบัญญัติไม่มีความผิดใด ๆ เลย แล้วก็เปึนข้อจํากัดของรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ที่จํากัดไว้ว่า การจะตรวจสอบหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชันหรือร่ํารวยผิดปกติจะต้องใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑๒๕ เสียง ซึ่งฝ์ายค้าน ไม่สามารถทําได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ ถ้าเกิดว่าจะตรวจสอบหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะต้องใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เสียง ก็คือ ๒ ใน ๕ ซึ่งก็ยิ่งเปึนไปไม่ได้เลยในขณะนั้น ทําให้กระบวนการในการตรวจสอบฝ์ายนิติบัญญัติ ต่อฝ์ายบริหาร ในขณะนั้นง่อยเปลี้ยเสียขาไม่สามารถที่จะทําได้ เพื่อรักษาและปกปัองผลประโยชน์ของ บ้านเมือง นําไปสู่วิกฤติการณ์ทางการเมืองทั้ง ๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาไม่มี ความผิด แต่ฝ์ายบริหารคือผู้นําฝ์ายบริหารในขณะนั้นไม่ได้มาชี้แจงต่อรัฐสภา ในข้อเท็จจริงที่สังคมได้กล่าวหา และนําไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยที่ว่าไม่มี ความขัดแย้งระหว่างฝ์ายนิติบัญญัติกับฝ์ายบริหารเลยนะครับ ถือว่าเปึนสิ่งที่น่าเสียดาย อย่างยิ่งที่องค์กรอิสระที่มีอยู่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้นําทาง ออกมาสู่สังคม เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อเนื่องยาวนานและนําไปสู่การประท้วง ขับไล่ฝ์ายบริหารในขณะนั้น และนํามาสู่การยึดอํานาจของ คปค. (คณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข) เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมจึงขอชื่นชมยินดีและกราบขอบพระคุณ ศาลยุติธรรมที่เปึนผู้นําธงในการเสนอ แล้วก็พร้อมที่จะมาสะสางปัญหาของชาติ บ้านเมืององค์กรหนึ่ง และผมเองก็เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ท่านจะใช้ในการ คลี่คลายวิกฤติและพัฒนาชาติบ้านเมืองเปึนตุลาการภิวัตน์อย่างแท้จริง ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมเองจึงขออนุญาตที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ขอเพิ่มเติมเปึนบางประเด็น ขอให้ข้อสังเกตเปึนบางกรณี
กรณีที่ ๑ ในกรณีของมาตรา ๙ ที่ท่านได้แก้ไขเพิ่มเติมมาก็คือ แต่เดิม หลักการของกฎหมายในการที่จะเอาผิดกับผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เขามีวัตถุประสงค์ ที่จะดําเนินการเฉพาะผู้ที่เปึนนักการเมืองหรือว่าผู้ที่สนับสนุนหรือตัวกลาง แต่ร่างที่ท่านเสนอมา ซึ่งก็เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ ก่อนที่ท่านจะนําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือ หลักการของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๕ ท่านก็ได้บัญญัติไว้แล้วว่าให้เอาผู้ที่เสนอให้ ผู้ให้ ผู้ขอให้ แล้วก็ผู้สัญญาว่าจะให้ด้วย ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านเสนอมาก็คือล้อมาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งก็สอดคล้อง ต้องกัน แต่ที่ผมห่วงใยก็คือกระบวนการในการทุจริต กระบวนการในการเก็บถือครองทรัพย์สิน ในปัจจุบันมันก้าวไปไกลเกินกว่าที่กฎหมายจะเอื้อมไปถึงแล้ว ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านประธาน ยกตัวอย่างว่าถ้าเกิดทั้งผู้ให้และทั้งผู้รับเขาสมรู้ร่วมคิดกัน พยานหลักฐาน ตามเอกสารทุกอย่างสอดคล้องต้องกันทั้งหมด แล้วท่านก็จะเอาผิดทั้งผู้ให้และผู้รับด้วย แล้วถ้าเกิดว่าผู้ให้ไม่ยอมที่จะให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในการสืบค้นหาพยานหลักฐาน ในการตรวจสอบหรือไต่สวนในกระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมแล้ว ท่านมีมาตรการ หรือวิธีการอย่างไรในการที่จะสืบค้นเอาข้อเท็จจริงนั้นเพื่อที่จะเอาผิดกับทั้ง ๒ ฝ์าย ก็คือ ทั้งผู้ให้และผู้รับ อันนี้อยากจะเรียนถามเปึนประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเปึนเบื้องต้นว่า การทุจริตแล้วก็การถือครองทรัพย์สินของนักการเมือง ผมขออนุญาตที่จะใช้คําคํานี้ อันที่จริงพยายามหาคําอื่นที่สุภาพแต่ก็ยังหาไม่พบก็คือ ไม่มีนักการเมืองในระดับรัฐมนตรี หรือฝ์ายบริหารมีความฉลาดน้อยพอที่จะเก็บทรัพย์สินของตนเองที่ได้มาโดยการทุจริต ในนามของตนเองหรือครอบครัวหรือว่าบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรอกครับ เขาเก็บไว้โดยผ่าน นอมินี (Nominee) เขาเก็บไว้โดยตัวแทนหรือว่าบุคคลอื่นที่ไม่โยงใยในทางทะเบียนไปถึง ตัวเขาเลย ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งนะครับ ผมแปลกใจมากอดีตรัฐมนตรีบางคน เปึนโต้โผใหญ่เลย นักการเมืองในสังกัดนับร้อยเปึนอดีต ส.ส. อดีต ส.ว. นับร้อยคน แต่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. บอกว่ามีทรัพย์สินประมาณ ๑๐ กว่าล้านบาท แต่เวลานักการเมืองจะไปหาเสียงต้องไปคารวะนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แล้วงบในการสนับสนุน ในทางการเลือกตั้งแต่ละครั้งเปึนที่รู้กันว่าหลายล้านบาท จํานวนมากมายมหาศาล ผมเอาง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าสนับสนุนผู้สมัครคนหนึ่ง ๑ ล้าน ๕ แสนบาท ตามกฎหมาย บัญญัติ ๑๐๐ คน ก็ ๑๕๐ ล้านบาท แต่เขาบอกว่ามีทรัพย์สิน ๑๐ กว่าล้านบาท อย่างนี้มันเปึนไปได้ไหมครับในข้อเท็จจริง เพราะเขาไม่ถือครองในนามของตนเองหรอกครับ เงินสดเขาเอาไปฝังไว้ในบ้านของเขา ไว้ในดิน ไว้ในใต้บ้าน ไว้ในเซฟ (Save) ไว้ในนอมินี ไว้ในกําแพงบ้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลหรือกระบวนการไต่สวนไม่ว่าจะเปึน อัยการสูงสุด ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเปึนผู้ไต่สวนอิสระซึ่งอาจจะมีขึ้นตามพระราชบัญญัติ ที่ท่านได้นําเสนอต่อรัฐสภานี้ ท่านมีกระบวนการอย่างไรล่ะครับ ท่านให้อํานาจไหมครับ ทั้ง ๓ หน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ช. ทั้งผู้ไต่สวนอิสระ ทั้งอัยการสูงสุดให้อํานาจไหมที่จะสืบค้นไปถึง ให้ออกหมายค้น ให้ออกหมายจับด้วยตัวของท่านเอง เพื่อที่จะนําเอาทรัพย์สินของ นักการเมืองที่อยู่ในอํานาจและได้ทรัพย์สินร่ํารวยผิดปกติโดยมิชอบเอามาคืนให้กับ แผ่นดินมีอํานาจไหมครับ แต่ถ้าเกิดว่ากันไปตามพยานหลักฐาน สืบไปอีก ๑๐ ป้ ๑๐๐ ป้ก็ไม่มีพบ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังศาลยุติธรรม
เรื่องที่ ๒ การทุจริตในเชิงนโยบายต่าง ๆ อันที่จริงมันดูจะเปึนนามธรรม แต่เปึนที่รับรู้กันอยู่โดยชัดเจนทางสังคม ท่านมีแนวนโยบายอย่างไรในการที่จะไปถ่วงดุล กับฝ์ายบริหาร อันนี้ก็คือเปึนสิ่งที่ผมอยากจะฝาก
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้เสนอร่างกฎหมาย ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งที่จะให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตัดสินโดยเด็ดขาดแล้วก็ให้แล้วเสร็จภายในศาลเดียว ไม่เห็นพ้องด้วยกับเพื่อนสมาชิก บางท่านที่เสนอบอกว่าควรที่จะมีการอุทธรณ์ฎีกาอีกต่อไป ขนาดที่มีอยู่ศาลเดียว แล้วก็ตัดสินโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครั้งเดียวนี่นะครับ ผมเรียนท่านประธานโดยตรงว่า บ้านเรายังไม่ยอมรับเท่าที่ควรเลย ถ้าในต่างประเทศ ในอารยประเทศทั่วโลก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น ที่ประเทศเกาหลี ที่ญี่ปุ์น ที่สหรัฐอเมริกา แค่เพียงนักการเมือง หรือว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกกล่าวหาโดยที่ยังไม่ต้องพิสูจน์นะครับ สังคมกล่าวหา หรือว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นเขาจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการลาออก จากตําแหน่งทันที และให้กระบวนการยุติธรรมในทุก ๆ ด้านเดินไปอย่างอิสระ เดินไป อย่างปราศจากการครอบงําหรืออิทธิพลของนักการเมือง ถ้าเกิดว่านักการเมืองยังคงดํารง ตําแหน่งอยู่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าสังคมไทยอิทธิพลยังคงมีการครอบงํากระบวนการยุติธรรม อยู่ไม่น้อย ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานแบบนี้ก็เพราะว่ามาตรฐานทางด้านคุณธรรม จริยธรรมที่นักการเมืองจะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณชนจะต้องสูงกว่าคนธรรมดาสามัญ ทั่วไป เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยที่จะคงให้มีศาลตัดสินให้เด็ดขาดเพียงครั้งเดียว แล้วก็รวดเร็วที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและสาธารณชน ขอบพระคุณครับ