สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ หารือเรื่องกฎหมายที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายที่ไม่ชัดเจน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สิทธิของผู้ถูกกล่าวหามีทนายความนั่งฟัง และหักล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นครราชสีมา

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ กระผมมีความเห็นว่าเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับบุคคลที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นก็คือบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ เมื่อเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ สิ่งสําคัญที่สุดความเปึนธรรม จะต้องเกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา ในกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะเขียนไว้เสมอครับว่า บุคคลใดที่ถูกกล่าวหาคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเปึนผู้บริสุทธิ์ จะต้องปฏิบัติกับบุคคลนั้นเหมือนคนที่ไม่ได้กระทําความผิด นี่คือหลักของกฎหมายกับ บุคคลที่ดํารงตําแหน่ง กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดีอาญา ท่านประธานที่เคารพครับ บรรดาบุคคลที่เปึนนักการเมืองนี่หากมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แน่นอนที่สุดครับเมื่อเข้าสู่สภาก็จะมีขั้นตอนในการตรวจสอบมากมาย ไม่ว่าจะเปึน การตรวจสอบในระบบรัฐสภาที่มีฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล การทํางานของฝ์ายรัฐบาลก็จะถูก ตรวจสอบโดยฝ์ายค้าน ตั้งกระทู้ถาม ยื่นญัตติ นี่เปึนกระบวนการในระบบรัฐสภา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดทางอาญา ไม่ว่าเปึนการทุจริตหรือการร่ํารวยผิดปกติรวมตลอดทั้งการยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้เราก็แลเห็นครับมีรัฐมนตรีบางท่านถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ายื่นบัญชีบกพร่อง ก็ถูกดําเนินการไปตามขั้นตอน สิ่งสําคัญที่สุดครับ ศาลที่ถือว่าเปึนสิ่งสุดท้ายในการที่จะ พิพากษาตัดสินให้บุคคลใดนั้นเปึนผู้มีความผิด ศาลคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองถือว่าเปึนศาลที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง วันนี้ได้มีการนํากฎหมายฉบับนี้ มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ผมเองได้พิจารณาประเด็น ในการแก้ไขทุก ๆ มาตราแล้ว ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าสิทธิของผู้ถูกกล่าวหานั้นไม่ปรากฏ ให้เห็นเลย วันนี้ผู้ฟัองมีปรากฏชัดเจนเพิ่มมาอีก ๑ องค์กรคือผู้ไต่สวนอิสระ คําว่า อิสระ น่ากลัวมากครับ พอเลือกมาแล้วมีแต่ความอิสระ นั่นก็แปลความว่า ใครจะแทรกแซงไม่ได้ ใครจะนําเสนอเอกสารอะไรต่าง ๆ ความเปึนอิสระจะมีขึ้นหรือเปล่า ฉะนั้นทั้งหมดทั้งปวง ผมอยากจะฝากครับว่า สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาให้เขามีเปึนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา เหมือนบุคคลทั่ว ๆ ไปที่ถูกดําเนินคดีอาญา เริ่มตั้งแต่มีทนายความ สามารถไปนั่งฟัง ในการซักถาม ในการสอบสวนได้ ตรงนี้ถ้ามีอิสระมากเวลามีทนายเสร็จห้ามทนายเข้าไป นั่งฟัง เคยมีคดีตัวอย่าง คดีของ คตส. บางเรื่องขอทนายไปนั่งฟังบอกไม่ได้เปึนเรื่อง เฉพาะของผู้ถูกกล่าวหา ถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาผมบอกเลยครับว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาต่าง ๆ ไม่ว่าดํารงตําแหน่งทางการเมืองตําแหน่งใดก็ตามครับ ไม่ใช่นักกฎหมาย บางทีไม่รู้ กฎหมายจะต้องมีทนายความไปให้ความเข้าใจ ทนายความไปรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะหักล้างในชั้นไต่สวน ในชั้นสอบสวน เพราะผู้ไต่สวนอิสระก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี บุคคลเหล่านี้ เปึนผู้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด แล้วในกฎหมายดังกล่าวนี้เขียนชัดเจนครับว่า องค์คณะผู้พิพากษาจะต้องพิจารณาตามสํานวนของ ป.ป.ช. และผู้ไต่สวนอิสระ นี่คือการบังคับชัดเจนแล้ว ท่านจะพิจารณาแหกโผไปไม่ได้ กฎหมายเขียนชัดเจนครับ ฉะนั้นในขั้นรวบรวมพยานหลักฐานจึงเปึนเรื่องสําคัญมากที่จะต้องให้โอกาสให้สิทธิ ของผู้ถูกกล่าวหาให้เขามีทนายความนั่งฟัง ให้เขามีทนายความสามารถหักล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้ แล้วให้โอกาสการต่อสู้เต็มที่ สิ่งหนึ่งผมอยากฝากในประเด็นนี้

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ถือว่าเปึนสิ่งที่ผมอยากเห็นนานแล้วเกี่ยวกับการขึ้นศาล ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นั่นก็คือการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ คนทั่วไปทําความผิดขึ้นศาล เขามีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา นี่คือกระบวนการ ยุติธรรมครับ เขามีไว้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีกระบวนการกลั่นกรอง คดีอาญาบางคดี ศาลชั้นต้นตัดสินพอขึ้นศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตัดสินอีกอย่างหนึ่งครับ ศาลชั้นต้นติดคุก ขึ้นศาลอุทธรณ์ปล่อย อะไรครับนี่ นี่คือความเปึนธรรมที่มีกระบวนการกลั่นกรอง เปึนลําดับชั้น แต่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองวันนี้พอถูกส่งขึ้นศาลตัดสินเสร็จจบเลยครับ ฉะนั้นวันนี้กฎหมายฉบับนี้ได้กําหนดชัดเจนว่าต่อไปนี้ให้สิทธิในการอุทธรณ์ได้โดย ให้สิทธิ ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลตัดสิน ถือว่าเปึนเรื่องดีครับ ให้โอกาสผู้ต้องคําพิพากษา เขาสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ แต่ผมเห็นว่าการเขียนกฎหมายวันนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะในกฎหมายที่ยกร่างขึ้นมานั้นมีเงื่อนไขว่าคนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้นั้น จะต้องปรากฏหลักฐานใหม่และเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาได้ จึงจะอุทธรณ์ได้ นี่ท่านเขียนให้สิทธิเขาอุทธรณ์ครับ แต่ขณะเดียวกันท่านกําลังจํากัดสิทธิเขาอีกว่า คุณจะอุทธรณ์ได้ต้อง

ประการที่ ๑ จะต้องมีหลักฐานใหม่ชี้ชัด อาจจะเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญ ในคําพิพากษาได้จึงจะอุทธรณ์ได้ อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วย ได้กรุณากลับไปทบทวนครับ ควรจะให้สิทธิเขาอุทธรณ์เพราะองค์คณะของผู้พิพากษาที่จะพิจารณาชั้นอุทธรณ์ ยังไม่ชัดเจนครับ เปึนระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ท่านจะมีองค์คณะใหม่ขึ้นมาอีก ชุดหนึ่งหรือไม่ เลือกจากใครก็เปึนอีกประเด็นหนึ่ง หรือจะให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เปึนผู้พิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดเลย ผมไม่ทราบเพราะรายละเอียดไม่มีก็จะไปว่ากัน แต่สิ่งที่ผมอยากจะสอบถามก็คือว่าควรจะให้สิทธิเขาอุทธรณ์อย่างน้อยมีคณะผู้พิพากษา อีกชุดหนึ่งกลั่นกรองการตัดสินของคณะผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาครั้งแรก

และประการที่ ๒ สิ่งที่เขียนไว้และเปึนข้อสังเกตอยู่ตลอดเวลาก็คือ ระยะเวลาในการตัดสินคดีของศาลอุทธรณ์จะต้องมีเงื่อนเวลาชัดเจนครับ ถ้าไม่เขียนไว้ บางคดีต้องใช้เวลา ๒ ป้ ๓ ป้ กว่าการตัดสินของศาลอุทธรณ์จะตกลงมา ฉะนั้นตรงนี้ ก็อยากจะฝากเปึนประเด็นว่าควรจะมีเงื่อนเวลาว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน หรืออะไร ก็ตาม จะได้รู้ชัดเจนว่าหากคดีขึ้นศาลอุทธรณ์แล้วคณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นจะต้อง ตัดสินให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน ตรงนี้มันก็จะเกิดความชัดเจนที่ผู้ติดตามคดีต่าง ๆ นั้น เขาจะรู้ว่าคดีของนักการเมืองที่ถูกฟัองไปแล้วจะใช้เวลาในการพิจารณาตัดสินคดี นานแค่ไหนเพียงใด ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนทั้งหมดนี้ เห็นควรจะต้องมีการพิจารณาให้ละเอียดเพื่อให้เกิดความเปึนธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักการเมืองก็ดี กับข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต่าง ๆ นะครับ ก็ขอนําเรียนฝากเท่านี้ครับ