นิสิต สินธุไพร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณและทุจริตในทางการเมืองและราชการ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระและความเป็นกลางทางการเมืองของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง และเรียกร้องการวิธีการหาความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงข้อผิดพลาดในการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจสืบทอดชัดเจน และขอให้รัฐบาลชี้แจงถึงความเป็นกลางทางการเมืองในการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรเหล่านั้น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิสิต สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางศาลยุติธรรมเปึนผู้เสนอร่างเปึนไปตามกรอบของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับเมื่อผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีความสําคัญอย่างมากในการดําเนินการของ สภาแห่งนี้ กระผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะ ตรวจสอบการกระทําที่ทุจริตที่คิดมิชอบในทางการเมืองและในทางราชการ แล้วก็เห็นด้วย เปึนอย่างยิ่งที่มีการดําเนินการวิธีการของศาลเพื่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรม ให้เกิด ความรอบคอบ เกิดความเปึนธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาแล้วก็ผู้กล่าวหาตามหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการบัญญัติเพิ่มจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ป้ ๒๕๔๒ เช่น กําหนดให้สามารถแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมา ซึ่งเปึนเรื่องใหม่ได้ทราบว่าล้อมาจาก สหรัฐอเมริกาของศาลสูงผู้ไต่สวน
ประเด็นที่ ๒ กําหนดให้ผู้เสียหายเป่ดช่องทางในการร้องต่อศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาพิจารณาเปึนพนักงานสอบสวน อีกช่องทางหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกระผมเองมีข้อสังเกต หลายประการครับ
ประการที่ ๑ วิธีของศาล การบัญญัติในกฎหมายฉบับนี้ ช่องทางเดิม รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วก็พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๒ เมื่อมีมูลความผิดก็ส่งอัยการสูงสุดและส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง นี่คือช่องทางแรก ต่อมากฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มให้ผู้เสียหายสามารถที่จะ ยื่นผ่านไปที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาไม่เกิน ๕ คน และให้ ทําการไต่สวน เมื่อไต่สวนเสร็จมีมูลส่งอัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดก็ส่งศาลฎีกา นี่คือ กระบวนการช่องทางใหม่ ซึ่งผมเองมีข้อสังเกตว่าการที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสามารถ ตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาก็เหมือนตั้งพนักงานสอบสวนดี ๆ นี่เองนะครับ ไม่แตกต่างจาก ช่องทาง ป.ป.ช. ก็ถามว่าในขณะที่ศาลฎีกาเปึนคนตั้งกรรมการสอบสวนหรือผู้ไต่สวนก็ดี เมื่อผู้ไต่สวนมาจากศาลฎีกาและเปึนพนักงานสอบสวน สอบสวนเสร็จก็สรุปส่งอัยการ สูงสุด อัยการสูงสุดก็ส่งวนมาที่ศาลฎีกา ซึ่งประมาณ ๙ คนตั้งขึ้นมาเปึนองค์พิจารณา ผมเองมีข้อสังเกตว่ากระบวนการยุติธรรมดังกล่าวนี้มันจะสอดคล้องถ่วงดุลกับอํานาจ นิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อํานาจตุลาการหรือไม่ เพราะหลักอํานาจอธิปไตยสูงสุดของ ประเทศคืออํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อํานาจตุลาการ ถ้าศาลฎีกาสามารถตั้ง พนักงานสอบสวนเองได้ก็จะไม่เปึนการถ่วงดุล เปึนการแทรกแซงอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อย่าลืมว่าผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองคือประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาหรือรองประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. สมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นผมจึงมีข้อสังเกตว่าถ้าศาลฎีกาสามารถตั้งผู้ไต่สวนหรือ ผู้สอบสวนอีกประเภทหนึ่งขึ้นมานี้ก็จะนําไปสู่การแทรกแซงอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ ตุลาการ ไม่อยู่ในดุลอํานาจ ๓ ฝ์าย นั่นเปึนการเพิ่มอํานาจของฝ์ายตุลาการให้มีมากขึ้น เกินกว่า ๒ อํานาจ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งต้องการให้เกิดตุลาการภิวัตน์เพื่อจัดการกับนักการเมือง ซึ่งเปึน แนวคิดทางการเมืองต้องการให้ศาลมีอํานาจสูงสุดซึ่งเปึนเรื่องดีครับ แต่ว่าก็เปึนเรื่อง หลักอธิปไตยนะครับ อํานาจ ๓ ฝ์าย และประชาธิปไตยสมัยใหม่มีอํานาจ ๔ ฝ์ายเพิ่มขึ้นมา ตรวจสอบมากมาย ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน อันนี้เปึนอํานาจที่ ๔ ในการตรวจสอบนักการเมือง และเรามาเพิ่มอีกคณะผู้ไต่สวนสอบสวนนักการเมืองขึ้นมาอีก จึงเปึนเรื่องที่ผมตั้งข้อสังเกตว่า มันจะขัดกับหลักดุลอํานาจ ๓ ฝ์าย อํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยหรือไม่นะครับ
ประการที่ ๒ มาตรา ๔๔/๗ ซึ่งในกรณีที่แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความเปึนกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ จํานวนไม่น้อยกว่า ๕ คน เปึนผู้ไต่สวนอิสระทําหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและทําความเห็น เกี่ยวกับการดําเนินคดีตามมาตรา ๔๔/๕ ตรงนี้เองก็มีข้อกังวลมากว่าที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้มีความเปึนกลางทางการเมืองนี่เปึนเรื่องสําคัญมาก เพราะอย่าลืมว่า ผู้ไต่สวนอิสระนั้นเปึนผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งวันนี้บุคคลที่เปึนผู้พิพากษาอาวุโส แล้วก็หลุดออกจากตําแหน่งศาลไปเปึนคณะกรรมการต่าง ๆ มากมาย คตส. อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ อดีตรองประธานศาลฎีกา เปึนกลางทางการเมืองไหมครับ กกต. ป.ป.ช. ๙ คน ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเปึนห่วงครับ ความเปึนกลางทางการเมืองมีอะไรมาวัดครับ และมี หลักเกณฑ์อย่างไรที่จะมองว่าใครเปึนกลาง ไม่เปึนกลาง ถ้าไม่มีความเปึนกลางทางการเมือง มันจะนําไปสู่กระบวนการยุติธรรมทางเดียว จะเกิดปัญหาให้ชาติบ้านเมืองครับ เมื่อกระบวนการ ตรวจสอบไม่ถูกต้อง ไม่เปึนธรรม ไม่เปึนกลางจะทําให้ปัญหาทางการเมืองเพิ่มทวีคูณ ยิ่งขึ้นเหมือนปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะทราบว่ามีวิธีการที่จะหาความเปึนกลาง ทางการเมืองอย่างไรในคณะผู้ไต่สวนอิสระ
ประการต่อไปครับ กระผมเองเพิ่งได้เห็นข้อไม่สมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เห็นชัดเจนว่าคณะ ป.ป.ช. ซึ่งมี ๙ คน ได้รับแต่งตั้งจากคณะ คมช. คปค. ตามประกาศ คปค. คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน อํานาจอธิปไตยเปึนองค์กรที่ ๔ เปึนองค์กรตรวจสอบ ป.ป.ช. มาจากการแต่งตั้งของ คมช. วันนี้ในรัฐธรรมนูญได้ต่ออายุสมบูรณ์ ๙ ป้ ปกติ รัฐธรรมนูญเปลี่ยนผ่าน คนร่างรัฐธรรมนูญต้องมีมารยาทครับ ต้องอยู่ในตําแหน่ง ประมาณ ๑ ป้แล้วให้มีการสรรหาใหม่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ ป.ป.ช. อยู่ ๙ ป้ กกต. ๗ ป้ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๖ ป้ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. คนละ ๙ ป้ นี่คือการสืบทอดอํานาจเผด็จการชัด ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ ส่งผล ป.ป.ช. ด้วยครับ ผมเองวิตกกังวลอย่างยิ่งว่า ป.ป.ช. ชุดนี้จะมีความเปึนกลาง ทางการเมืองไหม เปึนกระบวนการยุติธรรมด้วย อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหาย ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมันอยู่ใน กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นความเปึนกลางทางการเมืองจึงมีความสําคัญยิ่งยวด ต่อกระบวนการยุติธรรม จึงอยากจะกราบเรียนผู้ที่ร่างได้กรุณาชี้แจงเรื่องความเปึนกลาง ทางการเมืองว่าจะคัดเลือกอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมากระผมเองไม่สบายใจว่าเกิดความเปึนกลาง ทางการเมืองในองค์อํานาจที่ ๔ ของอํานาจนิติบัญญัติอํานาจบริหารอํานาจตุลาการ แล้วก็องค์กรตรวจสอบหรือไม่ นี่เปึนสิ่งที่ผมกังวลมาก และกระผมเองจึงเห็นชัดเจนว่า ความจําเปึนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันอยู่ตรงนี้เอง เพราะได้วางองค์กรต่าง ๆ บุคคลต่าง ๆ สืบทอดอํานาจคนละ ๖ ป้ ๗ ป้ ๙ ป้ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานว่า กระผมเองเห็นด้วยในหลักการ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แต่ก็มีบางประเด็นที่กราบเรียนถามต่อผู้ยกร่างว่า จะมีความเปึนกลางทางการเมือง และจะเกิดกระบวนการยุติธรรมอย่างไรกับผู้ที่อยู่ฝ์ายตรงข้ามกันทางการเมือง ถ้าองค์กรต่าง ๆ มีคนไม่เปึนกลางทางการเมืองก็จะละเว้นกับบุคคลที่เปึนนักการเมือง ฝ์ายเดียวกันและกระทําการกับนักการเมืองที่อยู่ฝ์ายตรงกันข้ามซึ่งเราเห็นมากมาย ในกระบวนการ ๒ ป้ที่ผ่านมา ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ สวัสดีครับ