สุทัศน เงินหมื่น หารือเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยชี้ให้เห็นปัญหาการเลือกปฏิบัติและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงการตีกลับคดีที่เสนอโดย คตส. และชื่นชมกฎหมายใหม่ที่จะให้ประชาชนยื่นต่อศาลฎีกาได้ แต่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติและจำนวนผู้พิพากษาในคณะกรรมการไต่สวนว่ามาตรฐานสูงเกินไปจนอาจลดโอกาสในการคัดเลือก
ท่านประธานครับ มีเจ้าหน้าที่ตํารวจ ไปรอดักจับท่านสุนัยที่ดอนเมือง แต่ขณะเดียวกันมีผู้ใหญ่บางท่านเดินทางเข้าประเทศ ก่อนหน้านี้มีหมายจับเช่นเดียวกัน แต่มีข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไปรอรับ ดีนะครับไม่มีคนยื่นฟัองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฐานเปึน เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ชอบไม่จับผู้ต้องหา การปฏิบัติเช่นนี้ไม่เรียกอย่างอื่น ไปได้เลยครับ นอกจากเรียกว่าเลือกปฏิบัติ ถูกออกหมายจับครับ ประชาชนสลดใจ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาถูกตํารวจออกหมายจับคดีหมิ่นประมาทรอจับที่ดอนเมือง และคดีอื่น ๆ ล่ะครับเปรียบเทียบกันได้ไหม เหล่านี้เปึนต้นครับ จะให้ประชาชนเชื่อถือ ได้อย่างไรในกระบวนการยุติธรรม ต้นสายทางคือตํารวจ นี่เฉพาะเรื่องนี้นะครับ ประชาชนทั่วประเทศที่เกิดขึ้นกับตํารวจล่ะครับ ที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยการกระทําของ ตํารวจล่ะครับ ผมขออนุญาตเฉพาะตํารวจที่ประพฤติไม่ดีนะครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้คนดีกลัวตํารวจครับ คนชั่วกลัวศาล นั่นคือต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกว้าเหว่ และรู้สึกอาการหนาวครับ ต้นทางกระบวนการยุติธรรมอีกส่วนหนึ่งก็คืออัยการ เช่นเดียวกันครับ คดีทุกคดีที่ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่รัฐ) เสนอขึ้นไปตีกลับทุกคดี ผู้ใหญ่ในสํานักงานอัยการสูงสุดมาเปึน ผู้ต้องหาด้วย ประชาชนจะหวังพึ่งใครครับ นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมมีความชื่นชมและสบายใจ ที่ศาลฎีกาได้เสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในภาวะที่ประชาชนรู้สึกโดดเดี่ยวต่อการ ดําเนินการกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาล แน่นอนที่สุดครับศาลก็คือศาล ศาลก็ยังเปึน ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน แน่นอนที่สุดครับกฎหมายฉบับนี้เมื่อออกมาแล้วก็ย่อมจะเปึน ที่หวังของประชาชน เพราะการให้มีผู้ไต่สวนอิสระนั้นเปึนช่องทางหนึ่งที่ประชาชนสามารถ ยื่นต่อศาลฎีกาให้มีคณะกรรมการหรือผู้ไต่สวนอิสระมาเปึนผู้แทนของเขาในการนําเสนอ คดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมจึงขอขอบคุณ ทางศาลฎีกาที่ดําเนินการในเรื่องนี้โดยรีบด่วน แต่ขณะเดียวกันผมก็มีข้อท้วงติง บางประการที่จะนําเสนอเพื่อประกอบในการพิจารณาของท่านและอาจจะต้องมีการแก้ไข ในขั้นกรรมาธิการต่อไป กล่าวคือในบทบัญญัติเรื่องกรรมการ ในมาตรา ๓๘ คณะกรรมการ ไต่สวนซึ่งให้แต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการที่ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค อย่างน้อยหนึ่งคน และข้าราชการอัยการระดับไม่ต่ํากว่าชั้นหกอย่างน้อยหนึ่งคน และที่เหลือให้พิจารณา แต่งตั้งตามความเหมาะสมแก่คดีจากบุคคลผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุไม่ต่ํากว่า ๔๕ ป้ ในวันแต่งตั้ง และต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ท่านก็ว่าไป ผมมีข้อสังเกต อย่างนี้ครับ ๑. จํานวนท่านผู้พิพากษาที่จะแต่งตั้ง จํานวนข้าราชการตุลาการที่จะแต่งตั้ง มานั้นท่านกําหนดมาตรฐานระดับของท่านผู้พิพากษาสูงเกินไปซึ่งเข้าใจว่าจะเปึน ระดับ ๖ ขึ้นไป ทําให้ท่านผู้พิพากษาทั้งหลายในศาลล่างขาดโอกาสที่จะมาทําหน้าที่นี้ รวมทั้งจํานวนที่จะถูกคัดเลือกนั้นมีน้อย ถ้าสมมุติว่ามีการแก้ไขให้ตั้งแต่ระดับ ๔ ขึ้นไป น่าจะเปึนประโยชน์ต่อการพิจารณา เพราะท่านผู้พิพากษาระดับใดก็ตามก็คือ ท่านผู้พิพากษาครับ นั่นคือข้อสังเกตประการที่หนึ่ง ส่วนข้อสังเกตที่มีข้าราชการอัยการ มาอยู่ด้วยนั้นผมไม่บังอาจไปวิจารณ์ แต่ถ้าพฤติกรรมของข้าราชการอัยการบางท่าน เปึนอยู่อย่างนี้แล้วอาจจะได้รับความไม่น่าเชื่อถือจากประชาชนได้
ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งคือ การแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระนั้นแต่งตั้ง จากผู้ที่เปึนกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ หลักเกณฑ์ ในการแต่งตั้งนั้นให้เปึนไปตามข้อกําหนด ท่านจะกรุณาชี้แนวทางในวันนี้ได้ไหมครับว่า ข้อกําหนดที่ท่านจะออกมานั้นจะเปึนในทิศทางใด ทั้งนี้เพื่อความสบายใจต่อผู้ที่จะ พิจารณากฎหมายฉบับนี้ว่าข้อกําหนดดังกล่าวนั้นจะออกมาในทิศทางใด ท่านประธานครับ ในหมวด ๔/๓ เรื่องการอุทธรณ์ ความจริงท่านก็เขียนกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้อง ต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะกําหนดให้มีการอุทธรณ์ การอุทธรณ์ดังกล่าวนั้น มองได้ ๒ อย่างครับ ๑. คือเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ได้มีโอกาสให้มีการทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แต่อดคิดไม่ได้ครับเพื่อเป่ดโอกาสให้ผู้ไม่บริสุทธิ์หาทางที่จะเอาตัวเองให้รอดจาก การถูกลงโทษอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน ตรงนี้เปึนดาบสองคม เพราะระยะเวลากําหนด ที่จะให้อุทธรณ์นั้น ได้มีกําหนดระยะเวลา ๓๐ วัน โดยมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ว่า มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทําให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ ท่านประธานครับ ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองที่จะเดินเข้าไปสู่เปึนผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายฉบับนี้นั้นคือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งล้วนแล้วแต่เปึนผู้ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น พยานหลักฐาน ทั้งหลายคงไม่มีอะไรใหม่หรอกครับ มีเท่าไรเขาก็ต้องขนมาสู้ให้หมดละครับ ระยะเวลา เพียง ๓๐ วันมันจะมีข้อเท็จจริงอะไรเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญน้อยมาก ตรงนี้เองครับ จึงทําให้มองได้ ๒ แง่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็เปึนเงื่อนไขที่เปึนไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญต้องเขียนไว้ กระผมจึงต้องขอฝากว่าหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์และพิจารณาคดี และพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เปึนไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กําหนด ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากําหนดนั้นพวกเรายังไม่ทราบว่าท่านจะกําหนด อย่างไร ได้แต่ฝากว่าขอให้เปึนประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากที่สุดและขอให้เปึน เรื่องที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมากที่สุด นั่นคือข้อเสนอและข้อท้วงติงซึ่งกระผม ได้เสนอต่อท่านผู้นําเสนอวันนี้ผ่านท่านประธาน และจะมีข้อเสนออีกมากมายจากสมาชิก ของพรรคประชาธิปัตย์ดังที่ได้มีการเสนอชื่อไว้แล้ว ขอบคุณท่านประธานครับ