รัชดา ธนาดิเรก วิจารณ์นโยบายการให้โบนัสของ ก.พ.ร. ที่เน้นผลสัมฤทธิ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๑

รัชดา ธนาดิเรก วิจารณ์นโยบายการให้โบนัสของ ก.พ.ร. ที่เน้นผลสัมฤทธิ์ โดยชี้ว่าระบบนี้สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับบุคลากรปฏิบัติการที่ทำงานหนักแต่ได้รับผลตอบแทนน้อย และเรียกร้องให้ยุติแนวทางดังกล่าวเพื่อป้องกันความแตกแยกภายในองค์กร

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการหน่วยงานราชการ ของ ก.พ.ร. นะคะ ก่อนที่ดิฉันจะได้รับทําหน้าที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ ดิฉันมี ประสบการณ์คือเปึนอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วก็ได้ทําหน้าที่เปึนนักวิจัยและที่ปรึกษา ให้กับหน่วยงานราชการมากมาย วันนี้จึงขอทําหน้าที่ส่งต่อความในใจของพี่น้อง ข้าราชการไปยังท่านประธานและผ่านไปยังท่านเลขาธิการ ก.พ.ร. นะคะ มี ๔ ประเด็น ด้วยกันค่ะที่ดิฉันอยากจะแสดงความคิดเห็น

ในประเด็นแรก เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของ ก.พ.ร. ที่มุ่งเน้น ที่จะนําทฤษฎีของต่างประเทศ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานภาครัฐหรือภาคเอกชน มาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานราชการของไทย เข้าใจว่าทาง ก.พ.ร. มีเจตนารมณ์ที่ดี บวกกับข้าราชการใน ก.พ.ร. นี้เปึนคนที่มีศักยภาพสูง จึงคาดหวังว่าหน่วยงานราชการ อื่น ๆ จะสามารถรับ นําเทคนิคต่าง ๆ ที่ ก.พ.ร. นํามาใช้แล้วเอาไปปฏิบัติตามได้ อย่างทันทีทันใด แต่ในความเปึนจริงถ้าท่านประธานได้มีโอกาสไปสัมผัสกับข้าราชการ ที่ต้องทําหน้าที่ในหน่วยงานราชการต่าง ๆ จะพบว่าทุกวันนี้สับสนมากค่ะกับการที่ ก.พ.ร. สั่งให้เอาทฤษฎีโน้นทฤษฎีนี้มาใช้รายเดือน รายวัน ขออนุญาตยกตัวอย่างทฤษฎีที่เอามาใช้ มันเปึนชื่อทางเทคนิคภาษาอังกฤษ อย่างเช่น บาลานซ์ สกอร์ การ์ด (Balance Score Card) การใช้ฮิวแมน รีสอร์ซ สกอร์ การ์ด (Human Resource Score Card) บอสตัน โมเดล (Boston model) ทฤษฎีมากมายค่ะ แต่ว่าพี่น้องข้าราชการนี่ท่านต้องเข้าใจว่า ที่ผ่านมายังขาดพื้นฐานทางการบริหาร แล้ววันดีคืนดี ก.พ.ร. ก็สั่งให้เอาเทคนิคโน้น เทคนิคนี้มาใช้ ข้าราชการทุกวันนี้หมดเวลาไปกับการประชุม หมดเวลาไปกับการตีความ ว่าทฤษฎีอ้ายโน่นอ้ายนี่เขาหมายถึงอะไร วัน ๆ หนึ่งไม่ได้ทํางานภาระหลักจริง ๆ หรอกค่ะ เสียเวลาไปกับการประชุม แล้วก็ทุกวันนี้ข้าราชการกลัวเปึนอย่างยิ่งค่ะว่าจะมีเทคนิค รายเดือนรายวันที่เขาจะตามไม่ทัน แล้วสุดท้ายนี่การเรียนรู้มันจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาตลอด สับสนไปหมด เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านเลขาธิการว่าขอเอาเปึนเรื่อง ๆ ให้ข้าราชการของเรามีความเข้าใจอย่างชัดเจน มันจะได้เปึนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อย่างถาวรนะคะ เปึนเรื่องสืบเนื่องจากการที่ ก.พ.ร. มุ่งเน้นให้นําเอาเทคนิคมาใช้ แล้วก็ เมื่อเทคนิคประกาศใช้แล้วจะต้องวัดได้ถึงความสําเร็จ มีการกําหนดเปึนตัวชี้วัด เมื่อหลัก เทคนิคทฤษฎีจริง ๆ แล้วข้าราชการยังไม่เข้าใจเลยแล้วจะเอาความสามารถที่ไหน ไปกําหนดตัวชี้วัดที่แท้จริง ทุกวันนี้ก็ต้องใช้คําง่าย ๆ ว่า สักแต่ว่ากําหนดตัวชี้วัดไป เพราะ ก.พ.ร. สั่ง ก.พ.ร. อยากเห็นข้าราชการก็ทําให้ จัดให้ แต่ถามว่าผลงานที่เกิดขึ้นนั้น มันจะเปึนประโยชน์ที่ยั่งยืนกับประชาชน กับประเทศหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่ได้แน่ ๆ คือตัวเลข สําเร็จตามตัวชี้วัดแล้วเราก็ได้รางวัล นั่นคือสิ่งที่ ก.พ.ร. ต้องการหรือเปล่า ดิฉันว่ามันคง ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากท่านประธานว่า การกําหนดตัวชี้วัดขอให้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมในเนื้อหางานของแต่ละหน่วยงานราชการจริง ๆ และเนื่องจากว่าข้าราชการยังขาดความเข้าใจในทฤษฎีต่าง ๆ บวกกับบุคลากรของ ก.พ.ร. เองมีไม่มาก ก.พ.ร. เองยังไม่สามารถเปึนบทบาทวิทยากรแม่ไก่ที่จะไปอธิบายให้ หน่วยงานราชการต่าง ๆ เข้าใจว่าทฤษฎีนี้ เทคนิคนี้เมื่อไปประยุกต์ใช้กับแต่ละกรม แต่ละ กระทรวงแล้วต้องมีการปรับใช้อย่างไรก็ลักษณะว่าปล่อยไปตามยถากรรมให้แต่ละ กระทรวงไปเรียนรู้กันเอง เมื่อต้องปล่อยไปตามยถากรรมก็เปึนไปตามยถากรรม การกําหนดตัวชี้วัดนะคะ ผลงานก็เรื่อย ๆ เป๋ือย ๆ ไปนะคะ อันนี้ก็อยากจะฝากให้ ท่านประธานช่วยรับไปพิจารณาด้วย

อีกประเด็นหนึ่งค่ะ สืบเนื่องมาจากความไม่เข้าใจในการกําหนดตัวชี้วัด แล้วก็ขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานกันเอง มีหลายตัวชี้วัดที่มันขัดแย้ง กันนะคะ อย่างเช่น บางส่วนที่รับผิดชอบในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย ก็จะเน้น ในเรื่องของการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน แต่ในอีกส่วนหนึ่งก็คือเน้นในเรื่องของการ สัมฤทธิผลในการเบิกค่าใช้จ่ายได้ตรงตามเปัา เอ๊ะ เราจะเอาอย่างไรกันคะ อีกส่วนหนึ่ง ตัวชี้วัดคือต้องลดค่าใช้จ่าย อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเร่งให้เบิกงบประมาณตรงตามเปัา มันก็เกิดการขัดแย้งกัน หรืออีกกรณีหนึ่งนะคะ อย่างเช่น เน้นที่การประหยัดพลังงาน ประหยัด ค่าไฟ ค่าน้ํา ค่าแอร์ (Air) แต่อีกหน่วยงานหนึ่งเน้นเรื่องความพึงพอใจของพี่น้อง ประชาชน หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องความพึงพอใจก็อยากจะเป่ดแอร์ เป่ดไฟ ห้องน้ํา ให้สะอาดมีบริการจิปาถะมากมาย แต่อีกหน่วยหนึ่งต้องเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน แล้วเขาจะทํางานกันรู้เรื่องไหมคะ ทั้งนี้และทั้งนั้นเปึนเพราะว่าบุคลากรในหน่วยงาน ขาดความเข้าใจแล้วก็ขาดความตระหนักว่าการกําหนดตัวชี้วัดต้องทําไปพร้อม ๆ กัน ทั้งกระทรวงและต้องเปึนไปอย่างบูรณาการ อันนี้แน่นอนล่ะค่ะเปึนผลมาจากว่า เขาไม่เข้าใจว่าจะต้องทําตัวชี้วัดที่ถูกต้องมันจะต้องทําอย่างไรนะคะ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการให้โบนัสให้ผลตอบแทนข้าราชการ ก.พ.ร. ให้ความสําคัญกับการประเมินที่เน้นในส่วนของผลสัมฤทธิ์ ถ้าหน่วยงานไหนทํา สําเร็จตามเปัาก็มีโบนัสให้ อันนี้ถือว่าเปึนแนวทางที่ดี แต่ว่าความเปึนจริงที่เกิดขึ้นก็คือ บุคลากรในระดับปฏิบัติการที่ต้องทํางานตั้งแต่ก่อน ๐๘.๐๐ นาฬิกา เลิกหลัง ๑๙.๐๐ นาฬิกา ด้วยซ้ํา เมื่อสิ้นป้ทํางานสําเร็จตามตัวชี้วัดแต่ได้โบนัสเพียงแค่คนละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงซี ๘ ซี ๙ ได้คนละเปึนหมื่นบาท อะไรคือมาตรฐานในการ จัดสรรโบนัสคะ ในมิติหนึ่งการให้โบนัสเปึนประโยชน์ในการให้แรงจูงใจ แต่ผลที่ตามมา ก็คือการแตกแยกระหว่างข้าราชการระดับสูงและระดับปฏิบัติงานนะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันได้รับฟังจากพี่น้องข้าราชการบอกว่าถ้าต้องให้ทํางานหนักแล้วมาตอบแทนแค่ ๒๐๐-๓๐๐ บาทนี่ไม่จําเปึนหรอกค่ะ เพราะว่าหน้าที่ของข้าราชการทุกคนจะต้องทํางาน ปฏิบัติงานหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะเอาเงินเพียงแค่หลักร้อยหลักพันมาสร้าง ความแตกแยกในองค์กรขออย่าดีกว่านะคะ

ในประเด็นสุดท้ายเปึนเรื่องเกี่ยวข้องกับการประเมินผลงาน ตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่แสดงผลงานออกมาว่าตรงตามเปัาได้คะแนน ๕ เต็ม คิดเปึนน้ําหนักเท่าไร เข้าใจว่า ทาง ก.พ.ร. ได้จ้างให้บริษัททริส (TRIS) มารับการประเมินต่อไป แต่สภาพที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัททริสเองนี่นะคะ คือชื่อภาษาอังกฤษก็คือ ไทย เรตติ้ง อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็ม (Thai Rating Information System) ไปเยี่ยมหน่วยงานราชการใช้เวลาเพียงแค่ ๒๐-๓๐ นาที เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแค่นี้ ท่านคิดว่าจะสามารถตัดสินผลการดําเนินงานของหน่วยงานราชการได้หรือคะ ที่แย่ ไปกว่านั้นก็คือปรากฏว่าทริสเองก็ไป ต้องขออนุญาตใช้คําว่า เอาท์ซอร์ส (Outsource) ให้กับหน่วยงานอื่นไปประเมิน แล้วหน่วยงานอื่นบางครั้งก็ไปจ้างให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษาอื่นไปประเมินอีก เรียกว่าจ้างกันเปึนทอด ๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่ทํา หน้าที่ประเมินผลงานของหน่วยราชการนั้นไม่ได้มีความเข้าใจถึงภารกิจหน้าที่ที่แท้จริง ก็ประเมินไปตามตัวชี้วัด ซึ่งมันเปึนผลตั้งแต่ประเด็นแรกก็คือว่าหน่วยงานราชการ ไม่เข้าใจถึงหลักการในการจัดทําตัวชี้วัด รีบจัดทําเพราะว่า ก.พ.ร. สั่ง กลัวจะไม่ได้รางวัล กลัวจะประเมินแล้วตกก็กําหนดตัวชี้วัดแบบคล้าย ๆ ว่ามั่ว ๆ มา เมื่อได้รับบริษัท มาประเมินที่เปึนบริษัทที่ไม่มีความเข้าใจในภาระงานหน้าที่ก็ประเมินแบบมั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นผลการดําเนินงานของหน่วยงานราชการบางที่อาจจะสะท้อนถึงผลงาน ที่เกิดขึ้นจริง แต่ดิฉันเชื่อว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่ผลการประเมินที่ ก.พ.ร. ประเมิน มานั้นตัวเลขไม่ได้สะท้อนถึงผลงาน ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ๔ ประเด็น ที่ดิฉันได้พูดมาแล้วก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านเลขาธิการให้ช่วยพิจารณา ด้วยนะคะ ว่าอย่าเร่งที่จะนําเทคนิคใหม่ ๆ เพราะว่าข้าราชการตามไม่ทัน ขอเปึนเรื่อง ๆ ทําให้ดีเปึนอย่าง ๆ ในเรื่องของโบนัส แล้วก็ในเรื่องของการติดตามประเมินผล ขอบคุณค่ะ