ชานิ ศักดิเศรษฐ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการพัฒนาระบบราชการ ประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยกล่าวว่า ระบบราชการไทยได้พัฒนาไปสู่ระบบราชการที่ตอบสนองต่อการบริหารการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ชานิ ศักดิเศรษฐ์ ยังหารือเรื่องการปฏิรูประบบราชการ โดยเสนอให้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการต่อไป เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดหารายได้เอง และมีอิสระในการบริหารจัดการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านรายงานผลการพัฒนาระบบราชการประจําป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปึนรายงานชิ้นแรกที่สภาผู้แทนราษฎรเราได้รับในฐานะที่เปึนองค์กรที่จะต้องรับหน้าที่ ฟังรายงานขององค์กรต่าง ๆ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และผมถือว่าการรายงานชิ้นนี้ เปึนผลงานที่มีความหมาย ควรจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ควรที่จะได้รับมีข้อเสนอแนะ เพื่อการดําเนินงานของ ก.พ.ร. ต่อไปในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ ก.พ.ร. ได้สรุป ไว้ในบรรทัดสุดท้าย โดยกล่าวว่าผลการพัฒนาระบบราชการไทยที่ได้ดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้วย ความมุ่งมั่นของทุกรัฐบาล ได้ส่งผลให้สามารถบรรลุเปัาประสงค์หลักของการพัฒนา ระบบราชการไทย ๔ ประการ กล่าวคือประชาชนมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นศรัทธาต่อ ระบบราชการมากขึ้น บทบาทภารกิจและขนาดของระบบราชการมีความเหมาะสม ซึ่งสะท้อนจากสัดส่วนงบประมาณต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ประชาชาติ และกําลังคน ภาครัฐที่ลดลงเปึนไปตามเปัาหมาย มีขีดความสามารถและมาตรฐานการทํางานให้อยู่ใน ระดับสูง และเทียบเท่าเกณฑ์สากลดังปรากฏจากผลการประเมินขององค์กรภายนอก ระดับนานาชาติที่ได้แสดงไว้ต่อสาธารณะในหลายมิติ และระบบราชการไทยได้พัฒนา ไปสู่ระบบราชการที่ตอบสนองต่อการบริหารการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีช่องทางให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบการทํางานของระบบ ราชการอย่างกว้างขวางมากขึ้นตามลําดับ
ข้อสรุปนี้เปึนข้อสรุปที่ ก.พ.ร. ตั้งใจที่จะให้เสนอเปึนบทรายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎร ผมอยากกราบเรียนกับท่านประธานสภาครับว่า มีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ของรายงานนี้นั่นก็คือว่า มีเรื่องที่ ก.พ.ร. ยังไม่ได้ทํา ๒. เรื่องที่ทําแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับ ภารกิจของ ก.พ.ร. และ ๓. ทําแล้วไม่ได้ตอบสนองเปัาหมาย ทําไมผมถึงได้กราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนั้นครับ นั่นก็เพราะว่าโอกาสที่สภาแห่งนี้จะได้พิจารณาตั้งแต่วันแรก ของการปฏิรูประบบราชการเมื่อป้ ๒๕๔๖ กล่าวได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราอยู่ใน ช่วงเวลาที่ไม่สามารถได้รับรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นั่นก็เพราะว่าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ในสมัยนั้นได้กําหนดให้การปฏิรูประบบราชการเปึนไปด้วยพระราชกฤษฎีกาเปึนหลัก อาจจะมีพระราชบัญญัติบางฉบับที่เข้ามา แต่ว่าก็เปึนเรื่องเหล่านั้นเปึนการเฉพาะ เราไม่ได้รับรู้ภาพรวมในนามของการรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือการอนุมัติโดยตรง ต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่เปึนการรับรู้ในทางข่าวสารบ้านเมืองโดยทั่วไป เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ การปฏิรูประบบราชการเมื่อป้ ๒๕๔๖ เปัาหมายอยู่ตรงไหน เปัาหมาย ที่ชัดเจนก็คือว่า การปฏิรูประบบราชการนั้นเพื่อใคร ประชาชนหรือราชการ เพื่อประเทศชาติหรือเพื่อองค์กร การยุบรวม แยก ตั้งใหม่กระทรวง ทบวง กรม ต้องตั้ง ตามภารกิจ ไม่ใช่ตามลัทธิหน่วยงาน การดึงอํานาจเข้าสู่ส่วนกลางยังมีบทบาทสูงมาก ในการแยก รวม ยุบและตั้งกระทรวงใหม่ ผมกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้เพราะว่า มีตัวอย่างที่จะแสดงเปึนข้อแรกก่อนก็คือว่า การตั้งกระทรวงต่าง ๆ ที่แยกขึ้นภายใต้ เงื่อนไขของการปฏิรูประบบราชการนั้น มีเรื่องที่บางกระทรวงไม่ควรจะแยก แต่ว่าเราก็ แยกไปตั้ง มีบางกรมไม่ควรจะยุบ เราก็ยุบ และมีบางกรมควรจะอยู่ที่หนึ่งแต่ถูกโยกย้าย ไปอีกที่หนึ่ง ในลักษณะอย่างนี้มีเรื่องที่ทําให้การดําเนินงานของ ก.พ.ร. ไม่บรรลุเปัาหมาย อย่างที่ผมได้กราบเรียน อย่างเช่น วันนั้นผมจําได้แม่นยําว่ามีข้อถกเถียง มีการศึกษา มีการประเมินว่ากระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงอุตสาหกรรมควรจะเปึนกระทรวงเดียวกัน มีภารกิจที่สอดรับกัน แต่ว่าในที่สุดลัทธิหน่วยงานก็เกิด ความเปึนกระทรวงพาณิชย์ ความเปึนกระทรวงเศรษฐการได้มีมาแล้ว ดํารงอยู่แล้วและต้องเดินต่อไปในที่สุด กระทรวงก็อยู่ อุตสาหกรรมมีมาแล้วจะเดินต่อไป มีเงื่อนไข มีรัฐมนตรี มีผู้กํากับดูแล ก็แยกอีกไม่ได้ แสดงให้เห็นชัดเจนครับว่า การรวมหรือการแยกมันเกิดขึ้นไม่ได้ภายใต้ เงื่อนไขของความตั้งใจของการปฏิรูประบบราชการ แม้กระทั่ง ก.พ. (สํานักงานข้าราชการ พลเรือน) เอง วันหนึ่งเรากําลังคิดว่า ก.พ.ร. เลขาธิการ ก.พ. ควรจะเปึนคนเดียวกันกับ เลขาธิการ ก.พ.ร. ก็ปรากฏว่าถกเถียงกันไปถกเถียงกันมาแน่นอนครับ ตัดสินใจทํา ก.พ.ร. ซึ่งผมคิดว่าตัดสินใจที่ถูก แต่วันนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ วันนั้นเลขาธิการ ก.พ. ขอไปเปึน ปลัดกระทรวง ซึ่งเขาก็นินทากันไปทั้งประเทศว่า โอ้โฮ เอาจริง ๆ แล้วก็คือ ก.พ. กับ ก.พ.ร. ถ้าวันนั้นเลขาธิการ ก.พ. กับเลขาธิการ ก.พ.ร. เปึนคนคนเดียวกัน เลขาธิการก็คงยังอยู่ อย่างนี้เปึนต้น ท่านเห็นไหมครับว่าการปฏิรูป วันนั้นเราไม่ได้เดินไปสู่เปัาหมายและเงื่อนไขตามที่ต้องการ หรืออย่างเช่นกระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงนี้บทบาทหลักอยู่ที่สร้างเงื่อนไขการมี ส่วนร่วมของประชาชนเปึนหลัก แต่ภารกิจนี้อยู่ที่ไหนครับท่านประธานครับ ภารกิจนี้ อยู่กับกรมการพัฒนาชุมชนที่กระทรวงมหาดไทย และในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐–๔๐ ป้ ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้ทํางานทางด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในชนบท ทั้งในชุมชนและทั้งในเมืองมาอย่างต่อเนื่องเปึนระยะเวลาอันยาวนาน แต่ในความเปึนจริงก็คือว่าบทบาทของกรมการพัฒนาชุมชนเปึนส่วนหนึ่ง เปึนเงื่อนไข หนึ่งในเรื่องของการเมืองการปกครอง ในที่สุดเอาภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชนไป แต่ว่ากรมการพัฒนาชุมชนยังไว้อยู่กับกระทรวงมหาดไทยอย่างนี้เปึนต้น หรือกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านประธานครับ กระทรวงนี้ก็ไม่ได้ตั้งขึ้นเพราะว่า มีภารกิจ แต่กระทรวงนี้ตั้งขึ้นเพราะเงื่อนไขที่จะต้องเปัาหมายไปคุ้มครองสัมปทาน เงื่อนไขไปทําการเพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผู้ถือสัมปทาน อย่างนั้นเท่านั้นเอง ลักษณะอย่างนี้ผมยกเปึนตัวอย่างเพื่อกราบเรียนกับท่านประธานว่า อันนี้เองทําให้ ก.พ.ร. ทํางานไปไม่สามารถที่จะบรรลุเปัาหมายได้ เพราะฉะนั้นถึงเวลา อย่างนี้ข้อเสนอของผมในขั้นนี้ก็คือว่าการปฏิรูปราชการต้องไม่จบแล้ว ยังต้องเดินหน้า ต่อไป ต้องทดสอบ ปฏิบัติ แล้วก็เปลี่ยนแปลงปรับปรุง เงื่อนไขการจัดกระทรวง ทบวง กรม จัดแยกต่าง ๆ ผมไม่ต้องยก ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ต้องเดินต่อไป นั่นคือสิ่งที่ผมต้อง ขอเสนอกับท่านประธาน
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ก.พ.ร. ไม่ได้ทํางานภายใต้เงื่อนไขที่กําหนด ยุทธศาสตร์ได้เองเปึนการเฉพาะ วันนี้ถ้าท่านประธานไปดูยุทธศาสตร์เสริมสร้าง ธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๐) กําหนดบอกไว้อย่างชัดเจนเลยว่าในระบบราชการยังมีการรวมศูนย์อํานาจ การตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ระบบและกลไกการบริหารจัดการโดยรวม แม้จะเริ่มเป่ด โอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ก็ยังไม่เพียงพอและไม่เอื้อให้เกิดการสร้าง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเปึนธรรม ให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงมาแล้ว แต่ว่าการจัดขบวนรองรับการเปลี่ยนแปลงเรายังไม่สอดคล้อง และยังไม่เดินไปอย่างเต็มที่ และในนี้เองครับแผน ๑๐ กําหนดให้ท่าน ก.พ.ร. ทําเลยครับ กําหนดวัตถุประสงค์ก็คือว่าผมเอาเฉพาะสิ่งที่ผมอยากจะแสดงนั่นก็คือว่าต้องมี การกระจายอํานาจสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้น ในเมื่อเงื่อนไขของการกระจายอํานาจ ไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น นั่นหมายถึงว่าบทบาทของราชการที่ยังรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ต้องผลักออกและส่งไป พูดง่าย ๆ ว่าส่วนกลางต้องทํางานให้น้อยที่สุด บริหารให้มากที่สุด แล้วก็ประสานงานให้มากที่สุด ไม่ใช่เปึนผู้ทําเองให้มากที่สุด เพื่อเปัาหมายอะไรครับ เพื่อเปัาหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดหารายได้ ของตนเอง มีอิสระในการพึ่งตนเองมากขึ้น สามารถเพิ่มบทบาทในการจัดบริการ สาธารณะให้ประชาชนในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถในการ บริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ผมเรียนเรื่องนี้ที่เปึนประเด็นที่ ๒ ก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้ตามข้อเท็จจริงก็คือว่าบทรายงานของ ก.พ.ร. ได้เขียนรายงานและได้มีข้อเสนอ ในเรื่องต่าง ๆ ตามบทสรุปที่ว่านี้จริงครับ แต่วันนี้ ก.พ.ร. ได้กําหนดกรอบการทํางาน เพียงเฉพาะราชการส่วนเดียวเท่านั้นเอง วันนี้เรามีราชการมากกว่าที่เรามองเห็นนะครับ เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปึนจํานวนมาก องค์กรปกครองที่ว่านั้นก็คือ มีกรุงเทพมหานคร มีเมืองพิเศษแบบพัทยา มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีเทศบาล มี อบต. องค์กรเหล่านี้เปึนใครครับ ที่กรุงเทพมหานครเขาเรียกว่าข้าราชการ กรุงเทพมหานคร ที่ อบจ. เขาเรียกว่า ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบต. เรียกว่า ข้าราชการ องค์การบริหารส่วนตําบล เทศบาลเรียกว่า พนักงานเทศบาล คนเหล่านี้เปึนกระบวนใหญ่ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ราชการส่วนกลางเล็กลง แต่ไม่ได้แปลว่าราชการ มีจํานวนน้อยแล้วจะเพียงพอต่อการบริหารประเทศ เปัาหมายที่เราวางมาตลอดก็คือ เราต้องการลดกําลังคนภาครัฐ ในขณะเดียวกันการบริหารและขับเคลื่อนให้การพัฒนา ประเทศนี่ถูกกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องแน่นอน การลด จํานวนแน่นอนครับเราต้องลดส่วนเกิน ไม่ใช่ไปลดส่วนที่เปึนเปัาหมาย เพราะอะไรครับ เพราะบังเอิญ ถ้าท่านประธานลองได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านจะเห็นได้หลายอย่าง ทีเดียวว่าการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศนั้น ราชการจะมีบทบาทที่สําคัญในการ ขับเคลื่อนฝ์ายการเมืองไม่มีเครื่องมือหรอกครับ มีราชการตัวเดียวที่จะขับเคลื่อนในนี้ได้ ท่านลองไปดูครับว่าแนวนโยบายแห่งรัฐ เมื่อก่อนนี้รัฐธรรมนูญเขียนแนวนโยบายแห่งรัฐ ไว้ แต่จํานวนไม่มากมายเท่าวันนี้ วันนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐) บอกเลยครับว่าแนวนโยบายแห่งรัฐด้าน ความมั่นคง แนวนโยบายแห่งรัฐด้านการบริหารราชการแผ่นดิน แนวนโยบายแห่งรัฐด้าน การศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม แนวนโยบายแห่งรัฐด้าน กฎหมายและการยุติธรรม มีจํานวนมากมายครับ ด้านเศรษฐกิจเต็มหมด นี่ก็คือภารกิจ แห่งรัฐนี้ต้องทํา ใครเปึนคนทํา แน่นอนครับผมยังไม่พูดถึงองค์กรมหาชนและอื่น ๆ แต่ว่า ราชการเปึนคนทํา และในที่สุดครับเราต้องถ่ายโอนภารกิจของภาครัฐจากส่วนกลางให้กับ ท้องถิ่น การปฏิรูประบบราชการ การทําให้ข้าราชการมีประสิทธิภาพนั้นต้องมุ่งครับ ก.พ.ร. ยังไม่ได้ทําเรื่องท้องถิ่น แต่บอกว่าเปึนเรื่องของคณะกรรมการแผนและขั้นตอน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่ากระบวนการในการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนี้แหละจะเปึนบทบาทที่สําคัญว่าเราจะถ่ายโอนภารกิจได้จริงหรือไม่ ผมเปึน คนที่เคยทํางานด้านการกระจายอํานาจและได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอดครับ ได้ติดตาม เรื่องนี้มาก็เพราะว่ามันเปึนงานอันหนึ่งที่ ก.พ.ร. ทําแล้วก็เปึนเรื่องที่ไม่ตอบสนองในการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ตอบสนองอย่างไรครับ นั่นก็คือว่า ก.พ.ร. ไปบอกว่า ได้แก้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ได้แก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ที่การเกี่ยวข้อง ในการพัฒนาระบบราชการ เช่น พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านครับ ก.พ.ร. เปึนคนสนับสนุนและทําให้เกิด การแก้ไขกฎหมายนี้ อันนี้เปึนการแก้ไขเพื่อยุติการกระจายอํานาจนะครับ เปึนการแก้ไข เพื่อดึงอํานาจกลับมาสู่ส่วนกลาง ทําไมผมกล่าวอย่างนั้นครับ ผมกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะว่าในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นรัฐบาลจะต้องถ่ายโอนงบประมาณให้กับท้องถิ่นถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๔๙ ก่อนที่จะเขียนกฎหมายแบบนี้ได้มีการถกเถียง ได้มีการศึกษา ได้มีการวิจัย ผมเปึนคนลงไปทํางานเองในขณะนั้นในรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ที่กล้าเขียน ลงไปเพราะเรามีแผนการในการที่ถ่ายโอนงบประมาณไปในสัดส่วนในระดับที่เหมาะสม แต่ว่าพอรัฐบาลชุดนั้นเขาเข้ามานี่เขาใช้วิธีการขายตรงจากทําเนียบเปึนหลัก ขายตรง ทําเนียบอย่างไรท่านก็คงได้ยินคําว่าเอสเอ็มแอล (SML) ท่านคงได้ยินว่าจังหวัดไหน ไม่เลือกเราต้องรอก่อน ตรงนี้เองครับทําให้การบริหารงบประมาณนี่ถูกดึงไว้ที่ส่วนกลาง และถูกแจกจ่ายออกไปตามอํานาจของรัฐในขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขตามกฎหมาย พอทําไม่ได้อะไรเกิดขึ้นครับ พอทําไม่ได้ก็ต้องมาแก้กฎหมายตัด ๓๕ เปอร์เซ็นต์ออก ผลก็คือว่าการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นยุติลงเพียงเท่านั้นเดินต่อไปไม่ได้ สิ่งนี้ เสียหายมากครับท่านครับ เสียหายมาก แล้วในที่สุดถ้าเราไม่ได้มีการพัฒนา ไม่ได้ เตรียมการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อม ในที่สุดข้ออ้างที่จะไม่ถ่ายโอน กิจการทางด้านการศึกษาให้กับท้องถิ่นก็เกิดขึ้น ไม่พร้อมที่จะกระจายภารกิจการขนส่ง ก็ดี หรือว่าในระบบอื่นใดก็ดีให้กับท้องถิ่นออกไปได้ก็จะเปึนข้ออ้างในการอย่างนี้อีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องฝากกับท่านก็คือว่าเรื่องนี้ต้องเดินครับท่านครับ ระบบราชการต่อไปที่จะเปึนเครื่องมือในการผลักดันและพัฒนาประเทศจํานวนนะครับ ถ้าพูดถึงคําว่า จํานวน วันนี้ราชการจํานวนไม่มาก แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาต้อง ใช้คนมาก ถ้าไม่มีความพร้อมหรือมีแต่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถเพียงพอก็ถ่ายโอน กิจการแบบที่ว่านั้นไม่ได้ นี่เปึนสิ่งที่ ก.พ.ร. จะต้องรับไปดําเนินการ ท่านประธานครับ วันนี้เรื่องใหญ่ของระบบราชการที่คนห่วงใยและราชการเองก็ห่วงตัวเองในระบบ นั่นก็คือว่า ระบบคุณธรรมครับ ระบบคุณธรรมในระบบราชการจะต้องมีครับ แม้วันนี้เกิดอะไรขึ้น การโยกย้ายข้าราชการประจํา ๔ คน ที่ดีเอสไอ (DSI) ที่ อย. ที่กรมประชาสัมพันธ์ และที่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผมไม่วิจารณ์ว่าเรื่องถูกหรือผิด แต่บังเอิญมันมีคนหยิบยก เรื่องนี้ไป และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ตอบว่าผมย้ายคนแค่ ๔ คนนี่จะเปึนตายขึ้นมา หรืออย่างไร ไม่ใช่ ๔๐ สักหน่อย ไม่ใช่ ๔๐๐ สักหน่อย เออถ้าผมย้ายสัก ๔,๐๐๐ ๔๐๐ จะเปึนเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ ระบบคุณธรรมไม่ได้อยู่ที่จํานวน ไม่ได้อยู่ที่ มากหรือน้อย อยู่ที่ถูกหรือผิด อยู่ที่เหมาะสมหรือไม่ วันนี้ต้องยอมรับนะครับว่า ประชาธิปไตยแบบเอาคืนกลับมาแล้วครับ ระบบอย่างนี้ย้อนกลับไปเหมือน เมื่อการเลือกตั้งป้ ๒๕๔๔ มีการเอาคืนข้าราชการประจํา และวันหนึ่งประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลง มีการรัฐประหารเกิดขึ้น ใครจะรู้สึกจะเจ็บปวดอย่างไรนั้น ข้าราชการ เขาได้รับผลกระทบ แต่ว่าพอมาถึงจุดวันนี้ครับ มาถึงจุดวันนี้ก็คือว่าประชาธิปไตยแบบ เอาคืนกลับมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องบอกว่านี่เปึนการเจ็บป์วยของระบบคุณธรรมได้มี มาถึงแล้วนะครับ ต้องยืนยันครับว่าระบบคุณธรรมไม่ใช่เรื่องของจํานวนแต่เปึนเรื่องของ ความถูกต้องและเปึนธรรม ถึงจะเปึนจุดที่สําคัญ ข้อเสนอของผมในวันนี้เปึนข้อเสนอที่ เพื่อให้ ก.พ.ร. ได้ดําเนินการก็คือว่าวันนี้การปฏิรูประบบราชการต้องไม่หยุดอยู่กับที่ ท่านทั้งหลายครับ ต้องเดินหน้าต่อ กระทรวงไหนต้องยุบ ก็ต้องทํา กรมไหน ต้องรวมก็ต้องทํา แบ่งปันภารกิจกันใหม่ เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้ ๒. ในเรื่องเงื่อนไขของ การปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้า ก.พ.ร. ไม่สามารถพัฒนาให้ระบบข้าราชการส่วนท้องถิ่น และการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมเพียงพอ การถ่ายโอนภารกิจตาม พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ท้องถิ่นก็เกิดขึ้นไม่ได้ นี่เปึนสิ่ง ที่ผมมีความกังวลและขอเสนอต่อ ก.พ.ร. ครับท่านประธานครับ