จุมพฏ บุญใหญ่ หารือคัดค้านการรับหลักการร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ว่าคณะกรรมาธิการตัดนิยาม "ร่างพระราชบัญญัติ" ออกไปซึ่งกระทบต่อร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ และสร้างความสับสนทางภาษา รวมถึงตั้งคำถามถึงเจตนารมณ์ของประธานสภา
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ พลังประชาชน สกลนคร เขต ๒ ก่อนอื่นขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับที่ไม่ทําให้ผมเปึนมือที่มองไม่เห็น ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าไม่สมควรรับหลักการข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการที่ยกร่างมีความคิดที่สับสน และข้อบังคับนี้จะใช้ในการร่าง กฎหมายของสภาแห่งนี้เปึนเวลา ๔ ป้ตามวาระของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในข้อ ๓ ซึ่งเปึน บทนิยามของข้อบังคับ คณะกรรมาธิการได้ตัดคํานิยามของคําว่า ร่างพระราชบัญญัติ ออกไป ซึ่งคําว่า ร่างพระราชบัญญัติ ในฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้ให้ความหมายว่า หมายความรวมถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย แต่ในฉบับที่คณะกรรมาธิการนําเสนอต่อสภาแห่งนี้ไม่ได้มีบทนิยามของความหมาย ของคําว่า ร่างพระราชบัญญัติ ไว้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าหลักการ แห่งข้อบังคับคือใช้บังคับในการร่างกฎหมายทุกฉบับที่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการมีความคิดว่าสภาแห่งนี้ไม่ควรให้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ จึงได้ตัดบทนิยามของคําว่า ร่างพระราชบัญญัติ ออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับที่ตกไป โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น กระผมเห็นว่าเปึนกฎหมายที่สําคัญ ถ้าสภาแห่งนี้ จะหยิบยกกลับเข้ามาพิจารณาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยข้อบังคับที่คณะกรรมาธิการ นําเสนอนี้จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับนี้ได้หรือไม่ ถ้ารับหลักการของข้อบังคับนี้จะทําให้มีปัญหา ท่านประธานที่เคารพ ข้อความที่เพิ่ม เข้ามาซึ่งไม่มีอยู่เดิมในข้อบังคับของป้ ๒๕๔๔ คือคําว่า ศาล ในหมายเหตุของ การเปรียบเทียบข้อบังคับ ท่านบอกว่าเพิ่มนิยามคําว่า ศาล ให้ชัดเจน ให้หมายความถึง ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ท่านประธานครับ ผมจึงเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่า เจตนารมณ์หรือหลักการของการตัดร่างพระราชบัญญัติหรือนิยาม คําว่า ร่างพระราชบัญญัติ ออกไปนั้น ท่านมีเจตนารมณ์หรือมีความคิดอย่างไร ด้วยเหตุผลเพียงข้อนี้ประการเดียว ผมก็ไม่สามารถรับหลักการของข้อบังคับ ที่ท่านกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอเข้าสู่สภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจะชี้ ให้ทางกรรมาธิการได้เห็นว่าทางกรรมาธิการได้มีความคิดสับสนเกี่ยวกับการแสดง วิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเปึนประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปึนประมุขของผู้แทนราษฎรทั้งหมด ท่านประธานครับในที่ประชุมวิป ผมได้ถามกรรมาธิการว่าถ้ามีการเสนอชื่อเพียงคนเดียว ต้องให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเพียงคนเดียวนั้นได้แสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ามีการเสนอชื่อ ๒ ชื่อให้แสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรหรือให้สมาชิกพิจารณา ถึงวิสัยทัศน์มีเหตุผลอันสมควร แต่ถ้าเสนอเพียงชื่อเดียวต้องให้แสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ ทางกรรมาธิการก็ไม่สามารถที่จะตอบคําถามของผมได้ ท่านประธานครับ นอกจากนั้น ความคิดสับสนของกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับนี้เกี่ยวกับภาษา ซึ่งท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปเมื่อกี้ ผมเห็นว่าความคิดคือภาษา ภาษาคือความคิด คนไทย คิดอย่างหนึ่งครับ คนฝรั่งคิดอย่างหนึ่ง คนจีน คนญี่ปุ์นคิดอย่างหนึ่ง การเรียงลําดับ ถ้อยคําของการบัญญัติกฎหมายนั้น ถ้าจะให้ถ้อยคํามีความหมายอย่างเดียวกันต้องใช้ คําเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ในการบัญญัติในข้อ ๕ ผมจะไม่ลงในรายละเอียดว่า ความคิดท่านสับสนอย่างไร เพราะท่านได้เพิ่มคําว่า จํานวน ใส่เข้ามาในข้อ ๕ เดิม ซึ่งบอกว่าการเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ซึ่งไม่มีคําว่า จํานวน ครับ ท่านเพิ่มเข้ามาว่าใส่จํานวน คล้ายกับว่าถ้าไม่มีคําว่า จํานวน แล้ว คําว่า ๒๐ คนจะไม่ หมายถึงคําว่า จํานวน แต่การเพิ่มคําว่า จํานวน เข้ามานั้น ท่านได้วางในการขยายไว้ สับสน ซึ่งกระผมเห็นว่าถ้าถ้อยคําตรงนี้จะเปลี่ยนเปึนว่าการเสนอนั้นต้องมีสมาชิกรับรอง จํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน น่าจะเปึนการวางลําดับความคิดและคําขยายที่ถูกต้องกับ หลักไวยากรณ์ไทยหรือวิธีคิดของคนไทย ไม่ใช่วิธีคิดของฝรั่ง ซึ่งเขาพูดว่า ดําหมา แต่คนไทยพูดว่า หมาดํา เราจะต้องพูดว่าสมาชิกจํานวนเท่าใด ไม่ใช่พูดว่าจํานวนสมาชิก ซึ่งเปึนการคิดที่กลับกัน ท่านประธานครับ อันนี้ถ้าเราจะได้พิจารณาในรายละเอียด กระผมจะไว้พูดในขั้นแปรญัตติ
ท่านประธานครับประเด็นต่อมาคือเรื่องจํานวนกรรมาธิการ เดิมมี กรรมาธิการอยู่คณะหนึ่ง คือกรรมาธิการในการตรวจรายงานการประชุม ซึ่งกระผมเห็นว่า กรรมาธิการคณะนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด แต่ท่านผู้ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกลับได้ตัดกรรมาธิการคณะนี้ ออกไป เอาไปรวมไว้กับคณะกรรมาธิการกิจการสภา เนื่องจากว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านที่ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นในสภาแห่งนี้ทุกถ้อยคําพูดของท่านจะต้องได้มี การบันทึกไว้ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า ๑๐ ป้ ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุมนั้นต้องอ่านหนังสือไทย ใช้เวลามาก แต่ท่านกลับเอาไปแปะไปฝากไว้ที่คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีภาระหนักอยู่แล้วครับ แค่ดูแลสภาแห่งนี้ไม่ให้ส้วมเหม็น ท่านประธานครับ ก็เปึน ภาระที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบขึ้นมาหารือ ควรที่จะได้พิจารณาว่าคณะกรรมาธิการตรวจ รายงานการประชุมนั้น ท่านมีเหตุผลใดจึงต้องเอาไปแปะไปรวมไว้กับคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าการที่คณะกรรมาธิการ ได้ใส่หมายเหตุไว้ในข้อ ๖๔ ท่านบอกว่า คําว่า พฤติกรรม ต้องตัดออก คําว่า พฤติกรรม ต้องตัดออกเพราะเปึนคําที่ไม่ดี เปึนถ้อยคําที่ไม่ดี แม้แต่กระทั่งคําว่า สันดาน ซึ่ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียติได้อภิปรายไปเมื่อกี้ยังไม่ใช่คําที่หยาบคายเลยครับท่านประธาน ในกฎหมายแพ่งได้บอกถึงผู้สืบสันดาน คําว่า พฤติกรรม มันไม่ใช่สิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่า มันเปึนถ้อยคําที่ไม่สุภาพอย่างไร ในที่ประชุมวิปได้ถามคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่าง ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า คําว่า พฤติกรรม ที่ท่านให้ตัดออกนั้นมันอยู่ใน ข้อใด จนกระทั่งวันนี้ ผมอ่านทุกตัวอักษรของข้อบังคับนี้ ยังไม่เห็นว่าพฤติกรรมที่ท่านตัด ออกนั้นมันอยู่ในข้อบังคับข้อใดของข้อบังคับป้ ๒๕๔๔ ด้วยเหตุผลดังที่ผมได้กราบเรียน ต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผมเห็นว่าร่างข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นําเสนอนั้น ผมไม่รับหลักการครับ ขอบคุณครับ