สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

มนูญกฤต รูปขจร พูดถึงปัญหาการร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ให้เห็นว่าภาษาที่ใช้ในข้อบังคับไม่สอดคล้องกับภาษาที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและใช้ภาษาเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความไม่สมานฉันท์ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการตรวจสอบประวัติและความประพฤติของบุคคลที่เข้ารับเลือกตั้ง และเสนอการแก้ไขข้อบังคับวุฒิสภา โดยให้เปลี่ยนมาตรา 133 และ 135 ของรัฐธรรมนูญให้เป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้มีผลบังคับจริง

พลตรี มนูญกฤต รูปขจร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตรี มนูญกฤต รูปขจร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ สัดส่วน ท่านประธานครับ สําหรับการร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... ที่คณะทํางานได้เสนอ ท่านมานั้น ก่อนที่กระผมจะกราบเรียน

ประการแรกโดยภาพรวมนั้น ผมอยากจะเรียนข้อเท็จจริงก่อนที่จะมาถึง การร่างข้อบังคับ ถ้าหากว่าโดยรวมแล้วท่านร่างข้อบังคับ มันก็จะเปึนอย่างนี้ตลอดเวลา เท่าที่เรามีสภาผู้แทนราษฎร และเรามีรัฐสภา แต่ประสิทธิภาพประสิทธิผล และความเปึน สถาบันองค์อธิปัตย์ นิติบัญญัติ ซึ่งเปึนอันดับแรกและอันดับยิ่งใหญ่ที่สําคัญที่สุดของ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข เราที่อยู่ ณ ที่นี้ กระผมที่กราบเรียนนี้ไม่ได้พูดเพื่อพวกเราในที่นี้ พูดเพื่อประชาชนทั้งประเทศ และประชาชนทั้งประเทศถ้ากลั่นกรองออกมาแล้วก็ไม่ใช่ทั้งประเทศจริง ก็เอาเฉพาะ คนที่มาลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ที่ผมใช้ข้อบังคับ ทั้งวุฒิสภา รัฐสภา แล้วก็มีส่วนร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรมา ๖-๗ ป้ ประการแรกคือภาษา ที่ใช้ จากรัฐธรรมนูญไม่ว่า ๒๕๔๐ และแม้กระทั่งที่จะเปึน ๒๕๕๐ ที่ร่างเสร็จไปนั้น แล้วเราก็มาเอา ๒๕๕๐ มาร่างข้อบังคับที่กําลังทําอยู่นี้ ประสบการณ์ตัวแรกเลยคือภาษา ครับ ผมได้ยกตัวอย่างให้ฟังว่า คนไทยพูดภาษาไทยเรียนหนังสือไทย มีตัวหนังสือ ๔๔ ตัว เหมือนกันทั่วประเทศทั้ง ๖๕ ล้านคน และทุกโรงเรียนไม่ว่าจะเหนือ ใต้ ยะลา ปัตตานี เชียงราย เชียงใหม่ อุบลราชธานี อุดรธานีหรือกาญจนบุรี ใช้ภาษาเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน แล้วต้องเปึนคําพูดอันเดียวกันตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒ ถ้าหากว่าเราคนไทยทุกคนไม่ใช้ภาษาเดียวกันแล้วเราจะเกิดความขัดแย้ง กระผม ยกตัวอย่างเรื่อง คําว่า พิจารณา ตามพจนานุกรม ๒๕๔๒ หน้า ๗๘๖ คําว่า พิจารณา แปลว่าอะไร แปลว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวนนะครับ เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ผ่านมาถือว่าผ่านไปแล้วก็ไม่เปึนไร เอาไว้เปึนบทเรียนว่าพิจารณา เลือกนายกรัฐมนตรีนี่เราได้สืบสวนหรือเปล่า เราได้สอบสวนไหม ได้ตริตรองไหม ได้วิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ไหม ไม่มีเลยครับ อันนี้เปึนเรื่องสําคัญของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เปึน เรื่องของคนหนึ่งคนใดและไม่ใช่เปึนเรื่องของคณะหนึ่งคณะใด เพราะที่เราทํานี้เราทําเพื่อ ประชาชนทั้งประเทศ เขาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เพราะฉะนั้น ๔๘๐ คน เปึนสิทธิ เต็มที่ ไม่มีเว้นและเว้นไม่ได้ด้วย เพราะว่าพจนานุกรมสั่งไว้ แล้วเราต้องพูดภาษาเดียวกัน และนอกจากนั้นของรัฐสภาก็มีคําว่า พิจารณา และเราก็ไปดูคําว่า สอบสวน แปลว่าอะไร ซึ่งอันนี้ผมจะไม่ลงในรายละเอียด ขอฝากท่านประธานแล้วก็พวกเราทุกคนได้ศึกษา เรื่องนี้เพราะเปึนเรื่องสําคัญ เพราะต่อไปชนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้วจะมีปัญหา แล้วพอมี ปัญหาเกิดความขัดแย้ง เกิดความขัดแย้งแล้วความสมานฉันท์สามัคคีไม่เกิด แล้วก็จะ ตีกันนะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องการตรวจสอบ จากการพิจารณานั้นเราไม่เคยมีเลย ที่จะตรวจสอบประวัติและความประพฤติตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึง ณ วันที่เรามาทําการ เลือกตั้งกัน ในรัฐธรรมนูญนี้องค์กรอิสระในฐานะที่ผมอยู่วุฒิสภาจะต้องมีการตรวจสอบ ประวัติและความประพฤติ เพราะว่าเมื่อตอนที่ท่านเปึนเด็กในขณะที่อยู่ในครอบครัว ใสหรือพฤติกรรมหรือวิธีปฏิบัติก็เปึนอย่างหนึ่ง แต่พอมาเรียนอนุบาลก็เปึนอย่างหนึ่ง เปึนชั้นประถม มัธยม อาชีวะหรืออุดมศึกษา และมาเปึนนักการเมืองก็เปลี่ยนไป ซึ่งอันนี้ ผมขอประทานโทษ จริง ๆ แล้วมันไม่หยาบนะครับ ที่เรียกว่า สันดาน ถ้าสันดานหรือ จิตใต้สํานึกซึ่งในทางจิตวิทยาบอก คอนเชียส (Conscious) หรือ ซับคอนเชียส (Subconscious) สันดานนั้นไม่เปลี่ยน สันดานเคยโกงก็โกงนะครับ สันดานเคยโกหก ก็โกหก ถ้าโกหกแล้วจะต้องทําชั่ว ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนไว้ แม้กระทั่งพระราโชวาทก็มีครับ

อันต่อมาที่ผมอยากจะกราบเรียนคือความศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเรียกว่า ข้อบังคับ เมื่อกี้ที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งพูดดีมาก ผมขอยกย่องและชมเชยว่าศักดิ์สิทธิ์ของ ข้อบังคับที่มีกรรมาธิการนั้น ท่านทราบไหมครับว่ามันมีทั้งบวกทั้งลบ มีทั้งได้ทั้งเสีย มีทั้งดี และไม่ดี แต่ที่ไม่ดีผลเสียกับประเทศชาตินั้นคือท่านไม่มีอํานาจอะไรเลย ยกตัวอย่าง กรรมาธิการที่เกี่ยวกับคมนาคมและไปดูแลเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ กรรมาธิการไปเชิญ เจ้าหน้าที่ซึ่งถูกร้องเรียนมานี่ เขาไม่มาก็ได้ครับ แล้วไม่มีผลอะไรเลย อันนี้ผมอยากจะ เสนอว่าเราควรจะมีมาตรการ แต่ในความคิดของผม ถ้าท่านประธานไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๕ ว่าให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาตราข้อบังคับเพื่อมา ปฏิบัติ และข้อ ๑๓๔ ก็เปึนหน้าที่ อันนี้นะครับถ้าทําได้แทนที่จะเปึนตราข้อบังคับ แก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานี้เสียให้เปึนกฎหมาย เพราะขั้นตอนของกฎหมายนี้ รัฐธรรมนูญท่านถือว่าสูงสุดถูกไหม ต่อจากรัฐธรรมนูญก็จะต้องมาเปึนกฎหมายหรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง คําชี้แจง แถลงการณ์ ประกาศ ไปอยู่ท้ายโน่น เพราะฉะนั้นข้อบังคับของวุฒิสภาจึงไม่มีผลบังคับกับคนที่กรรมาธิการจะมี ไม่ว่าจะเปึน ๓๑ คณะ หรือ ๓๒ คณะ ที่ท่านกําลังจะตั้ง ไม่มีผลหรอกครับ และทําอะไรเขาก็ไม่ได้ และในที่สุดท่านก็คือหุ่น หรือเปึนเครื่องประกอบให้เขามาทําหน้าที่กันโดยไม่ได้มีผล อะไรเลยนะครับ ผมก็เลยเสนอว่าท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ กับมาตรา ๑๓๔ หรือออกเปึนพระราชบัญญัติเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ข้อต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องข้อบังคับ ข้อ ๕ ในภาพรวมของ ข้อบังคับทั้งหมดของท่านนี้มีอยู่ ๑๒ หมวด ๑๗๙ ข้อ และอีก ๑ บทเฉพาะกาล อีก ๔ หมวด รวมทั้งหมด ๑๘๓ ข้อนะครับ ข้อ ๕ ว่าด้วยการเลือกประธานสภา การเลือก ประธานสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้ ฟังดี ๆ นะครับ สมาชิกแต่ละคน มีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้ กระผมถามท่านประธานว่า ท่านก็ยังเปึนสมาชิกอยู่ใช่ไหม แต่ท่านได้รับการเลือกเปึนรองประธานคนที่สองแล้ว และขณะนี้กําลังทําหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านมีหมวก ๒ ใบ หรือ ๒ หน้าที่อย่างน้อยอยู่ ในกรณีที่ ผมยกตัวอย่างเฉย ๆ ท่านอย่าเพิ่งโกรธผมนะครับ เพราะผมมีบทเรียนมาแล้ว ในกรณีที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่างลง แล้วต้องมีการเลือกใหม่ สมมุติว่าสมาชิก นาย ก เสนอชื่อ พันเอก ดอกเตอร์อภิวันท์ เปึนคู่แข่ง หรือเข้ามาสมัครเปึนประธาน สภาผู้แทนราษฎร แล้วฐานะท่านยังอยู่อย่างนี้ ท่านได้เปรียบเขาไหมครับ แล้วท่านอยู่ใน ฐานะที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เปึนแล้ว ท่านเปึนรองประธานคนที่สองแล้ว ไม่ว่า จะเปึนรองประธานคนที่หนึ่งหรือรองประธานคนที่สอง ท่านเปึนทั้ง ๒ อย่าง แนวความคิด ของผมที่จะเสนอก็คือ ถ้าท่านอยากลงเลือกเปึนประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านต้อง ลาออกจากความเปึนรองประธานครับ แล้วโดดลงมาแข่งกับสมาชิกคนอื่น ๆ เท่าเทียมกัน ในความคิดของผมอย่างนั้นนะครับ มิฉะนั้นมันเท่ากับปฏิบัติ ๒ หน้าที่ในเวลาเดียวกัน หรือเอาเปรียบคนอื่นเขาในขณะเดียวกันนะครับ อันที่ ๒ เรื่องก่อนจะดําเนินการเลือกตั้ง ประธานสภานั้น ให้ผู้ถูกเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์นะครับ ตามอํานาจหน้าที่ ของประธานสภาโดยไม่มีการอภิปรายนะครับ การแสดงวิสัยทัศน์นั้น ก่อนที่จะมีวิสัยทัศน์ ท่านต้องมีเปัาหมายก่อน ต้องมีเจตจํานงที่ท่านเปึนตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ เพราะว่ารัฐธรรมนูญบอกว่าท่านเปึนตัวแทนทั้งประเทศ ท่านมีเจตจํานงจะทําเพื่อ ประชาชนอะไร แล้วท่านมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงานที่ได้ทํามาแล้ว มีอะไรบ้าง แล้วถึงจะเปึนวิสัยทัศน์ แต่อันนี้ถือว่าเปึนเรื่องใหม่สําหรับสภาผู้แทนราษฎร เพราะสภาผู้แทนราษฎรยังไม่เคยมี เพราะป้ ๒๕๔๔ ไม่มีในวรรคนี้ครับ อันนี้ผมก็ถือว่า เปึนเรื่องที่อยากจะเสนอแนะให้ข้อสังเกตว่า ท่านต้องเข้าใจเรื่อง อย่างน้อยเจตจํานงของ ๔๘๐ ท่านที่นั่งอยู่นี้มีเจตจํานงอะไร แล้วความรู้ความเข้าใจ อย่างเจตจํานงอันหนึ่ง ที่ท่านผู้มีเกียรติพูดเมื่อกี้บอกผมจะตั้ง ๑๐๐ กรรมาธิการ ผมจะเสนอ นี่ก็ถือว่าเปึนเจตจํานงอันหนึ่ง แล้วก็หาความรู้จากเขา แล้วก็มาแสดงวิสัยทัศน์ ท่านประธานครับ เรื่องของข้อบังคับในป้ที่กําลังพิจารณากันอยู่นี้ ผมอยากจะกราบเรียน ภาพรวมว่า

ประการแรก ในข้อ ๘๒ ที่กําหนดให้มีกรรมาธิการ ๓๒ คณะนั้น กระผม ไม่ทราบว่าท่านมีฐานความคิดพิจารณาอย่างไร ท่านประธานครับ ๔๘๐ ท่านมีหน้าที่ รับผิดชอบชีวิตกับความเปึนความตาย ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนทั้งประเทศ ตลอดรวมถึงความมั่นคงด้วยอย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย เพราะฉะนั้นเมื่อจะตั้งความมั่นคงเปึนหลัก ผมพูดกับท่านประธานคงเข้าใจง่าย พลังอํานาจของชาติมีอะไรบ้างต้องเอามาตั้งไว้ แล้วกรรมาธิการทั้งหลายเมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จัดไปตามนั้น นี่คือแนวความคิดที่ ๑ พลังอํานาจของชาติทางการเมืองถือว่าสูงสุด เพราะมีหน้าที่ มีอํานาจรัฐ มีการจัดการบริหาร การจัดการ การดูแลทั้งตั้งแต่ ปัจจัยพื้นฐานจนกระทั่งความมั่นคงของชาติ ถือว่าการเมืองเปึนพลังอํานาจของชาติที่ สูงสุด แต่ท่านประธานครับ คนอาจจะเข้าใจยากในตอนนี้จะเป่ดอบรมหลักสูตรก็ไม่ได้ ต้องไปให้สถาบันพระปกเกล้าหรือที่หนึ่งที่ใดสอน แต่ผมขอเสนอตรงนี้ครับ ข้อแรกเลย ให้ดูกระทรวง ทบวง กรม ที่เขาปรับปรุงกระทรวงล่าสุด ๑๙ กระทรวง ๑ สํานัก นายกรัฐมนตรี รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นกรรมาธิการทั้งหลายอาจจะมีมากกว่า ๓๒ หรือถ้าจัดเปึนพลังอํานาจของ ชาติก็อาจจะมีน้อยอย่างบางประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เปึนเรื่องที่ฝาก กรรมาธิการหรือฝากท่านผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ และกรรมาธิการชุดหนึ่งมี ๑๕ คน คือ ๑๕ คนนี้เอาปัจจัยอะไรมาพิจารณากรรมาธิการชุดหนึ่งจึงมี ๑๕ คน ใน ๓๒ คณะ ไม่ใช่เอา ๔๘๐ แล้วเอา ๓๒ หารอย่างนั้นมันไม่ใช่ครับ ผมว่าต้องมีปัจจัยในการพิจารณา ที่เหมาะสมกว่านี่นะครับ

ข้อต่อไปภาพรวมที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ การเพิ่มหมวด ๕ ไม่ใช่ ข้อ ๕ นะครับ หมวด ๕ ของข้อบังคับที่ท่านกําลังร่างนี้นะครับ คือการเสนอและพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามข้อ ๑๐๑-๑๐๘ ซึ่งเดิมทีเดียวข้อบังคับ ป้ ๒๕๔๔ ไม่มี อันนี้ผมถือว่าเปึนเรื่องที่ควรพิจารณาในรายละเอียด ในหลักการ ผมเห็นด้วย แต่การที่จะมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นควรจะ พิจารณาในรายละเอียดและในเงื่อนไขหรือในเหตุปัจจัยมากขึ้น

ต่อไปภาพรวมอีกอันหนึ่งในการเพิ่มหลักการตามข้อ ๑๑๘ ที่เกี่ยวกับการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีสาระสําคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า นับตั้งแต่เราเกิดมาจนวันนี้ ท่านประธานก็ผ่านงานมาเยอะแล้วว่าประเทศไทย เปึนประเทศอะไรครับ ในลักษณะของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือด้อยพัฒนา ประเทศไทยยังเปึนประเทศ ถ้าพูดกันภาษาเพราะ ๆ ไม่ให้ดูถูกกันหน่อยก็เรียกว่า กําลังพัฒนา แต่กําลังพัฒนานั้นคือด้อยพัฒนา เราดูตัวไหนครับ เราดูตัวความยากจน และประชาชนที่กําลังเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ ยอมรับไหมครับว่า ประเทศไทยนี่ยากจนแต่คนอื่นรวย แล้วคนอื่นที่เอาประโยชน์จากประเทศไทยไปนั้น ส่วนมากเปึนพวกที่มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากนอกประเทศเข้ามาตั้งในประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าญี่ปุ์น อเมริกา ยุโรป อินเดีย และนี่กําลังจะเปึนจีนนะครับ เพราะฉะนั้นความยากจน ก็ยังถูกดูดต่อไป ถ้าท่านผู้ใดได้อ่านสถิติการผลิตรถยนต์ส่งนอกประเทศในป้ ๒๕๕๐ ๖๓๑,๒๕๐ คันครับ ท่านลองคิดสิเปึนเงินเท่าไร แล้วประมาณ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ของเงินที่ส่งออกนอกประเทศนะครับ ส่วนใหญ่ไปญี่ปุ์น แล้วเงินที่อยู่กับคนไทยคือค่าจ้าง ของกรรมกรและชนชั้นกรรมาชีพ พวกเทคโนแครท (Technocrat) หรือพวกวิศวกร วิศวกรรม เครื่องยนต์ วิศวกรรมไฟฟัาอะไรพวกนี้นิดเดียว เพราะฉะนั้นกรรมาธิการชุดนี้ ผมอยากจะ เสนอว่าให้ท่านนึกถึงความยากจน และชนชั้นกรรมาชีพ ถ้าเรานึกถึงตรงนี้กรรมาธิการชุดนี้ ก็จะสร้างประสิทธิภาพและเปึนตัวแทนของ ๔๘๐ เราทํางานให้ประชาชนทั้งประเทศ

อีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีแล้วในด้านเกษตร แต่ผมอยากจะเน้นว่า การเกษตรยังเปึนการเกษตรแบบถูกทําลายที่ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหรือปุิยเคมี วิทยาศาสตร์ ซึ่งอันนี้ก็เปึนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งฝากไว้กับกรรมาธิการเกษตร ขอให้สนใจเรื่องของเกษตรกรทุกด้านให้มากนะครับ แล้วเรื่องของเกษตรกรนี้ เปึนเรื่องใหญ่ เพราะเปึนต้นเหตุที่เกิดจากภัยแล้ง น้ําท่วม ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น แล้วเกิดอะไรครับ เกิดการอพยพคนจาก ๗๐ จังหวัด เข้าสู่ภาคกลางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พอเกิดการอพยพเสร็จแล้วคนพวกนี้ ก็เปึนภาระของรัฐบาล แต่ภาระรัฐบาลนั้นถ้าหากว่าสมาชิก ๔๘๐ นี้เข้าใจเรา ก็จะสามารถพูดกับเขาได้ว่าวิธีแก้ไขควรจะทําอย่างไร

ข้อต่อไปครับ หลักการที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ร่างพระราชบัญญัติประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอนะครับ คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ตามข้อ ๑๑๙ ข้อ ๑๒๐ และข้อ ๑๒๑ นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่าไม่ยากสําหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๔๘๐ เรานี้ทําความเข้าใจในข้อที่คณะทํางานได้พิจารณา มาแล้ว

อีกอันนะครับในภาพรวมข้อผิดพลาดในการทํางานอย่างที่ผมเรียนแล้ว ไม่ว่าจะเปึนภาษา ไม่ว่าจะเปึนสาระสําคัญ ไม่ว่าจะเปึนประเด็นที่เคยมีมาแล้ว แล้วผม พบด้วยตัวผมเองนะครับ ความเปึนนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรเกือบไม่มี แล้วไม่ยอมแก้ไข แล้วก็ส่งกลับไปผิด ๆ เพราะฉะนั้นการพิจารณาพระราชบัญญัติ จากสภาผู้แทนราษฎร ๓ วาระจบ ส่งวุฒิสภา วุฒิสภาพิจารณา ๓ วาระจบส่งกลับมา คือผิดกันในภาษา ผมยกตัวอย่างที่ผิดพลาดกันอย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏในเรื่อง ของบทบาทอํานาจหน้าที่และตําแหน่ง ซึ่งอันนี้เปึนบทเรียน นอกจากนี้ผมเรียนให้ ท่านประธานทราบว่าในคราวที่แล้วมีบทเรียนถึงเบื้องบนเลยท่านทรงแก้ไขมาเท่ากับ ท่านยับยั้ง เพราะเราไม่มีข้อบังคับในการที่จะมาแก้ไขหรือข้อความที่ผิดพลาดให้กลับมา ทบทวนใหม่ได้ อันนี้ต้องขอบคุณท่านที่คิดเรื่องนี้ต้องขอบคุณมาก ๆ ครับ เพราะว่าจะได้ ไม่ไปกระทบเบื้องสูงนะครับ เพราะตอนนั้นเกี่ยวกับเหรียญตรา ท่านครับอีกอันหนึ่ง ความเปึนนิติบัญญัติหรือองค์อธิปัตย์ของเรา ของสภาผู้แทนราษฎรนี้สูงสุดถ้าจะได้ เพิ่มเติมมาต้องเปึนรัฐสภา แต่ที่ฐานสําคัญของรัฐสภานี้คือสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ๔๘๐ เรานี่แหละครับ ต้องสร้างความเปึนนิติบัญญัติให้คนอื่นหรือผู้อื่น ไม่สามารถจะตําหนิหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ กระผมยกตัวอย่างมีกฎหมายฉบับหนึ่ง หรือพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ๓ วาระ ส่งขึ้นวุฒิสภา วุฒิสภาผ่านลงมา ๓ วาระ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรยืนหรือคงไว้ตามที่วุฒิสภาเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่จะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ก็ต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนําทูลเกล้าฯ ไปลงพระปรมาภิไธยภายใน ๒๐ วันแล้วประกาศในกฤษฎีกาเปึนกฎหมาย หรือพระราชบัญญัติ ท่านประธานทราบใช่ไหมครับ เมื่อคราวที่แล้วตอนสมัยประมาณ ป้ ๒๕๔๗–๒๕๔๘ มีพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งส่งมาจากรัฐสภา แปลว่าส่งมา จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว ส่งมาจากรัฐสภา ออน เดอะ เวย์ (On the way) ไปถึงทําเนียบนะครับ เรื่องอยู่ที่ทําเนียบส่งกลับมาให้ประธานรัฐสภาหรือประธาน สภาผู้แทนราษฎรแก้ไข ซึ่งอันนี้ผิดถนัดเลย เมื่อเราลงมติเรียบร้อยแล้ว แล้วเรามาแก้ไข อย่างนี้เราต้องเดินหน้าต่อ เหมือนท่านเปึนนักบินนี่เมื่อท่านเทคออฟ (Takeoff) ไปแล้ว ท่านไม่มีทางถอยหลังนะครับ อันนี้ก็เปึนเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรไว้เปึนสําคัญนะครับ ข้อที่เสนอแนะอย่าหาว่าผมมาลบหลู่ดูถูกดูหมิ่น อะไรนะครับ กรรมาธิการตามที่ท่านประธานคนแรกได้มาบอกไว้ที่ทําการแทน ทั้งนั้นเกี่ยวกับองค์ประชุม ท่านทราบไหมครับ มีอยู่ฉบับหนึ่งขอประทานโทษผมเพียงแต่ ยกตัวอย่างให้พวกเราทราบเปึนตัวอย่างเพื่อที่ไม่ต้องไปเอาตัวอย่างมาทํา มีอยู่ฉบับหนึ่ง นะครับมีคนมาลงมติแค่ ๔๖ คนจาก ๒๕๐ คน คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทางท่านประธานได้อ่านว่าตกไปแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ วรรคสอง มีคนมาพิจารณาอยู่แค่ ๖๔ คนเท่านั้นเอง ผมมีอีกเปึนร้อยเรื่อง ทั้งหมด ๒๑๕ ฉบับ มีอยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วร่างพระราชบัญญัติ แล้วก็พระราชกําหนดที่ทํากันไว้คาราคาซัง แล้วองค์ประชุมไม่เปึนไปตามที่ควรจะเปึน ถ้าท่านมีสมาชิก ๒๕๐ คน ท่านต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๑๒๕ คน ขณะนี้ กฎหมาย ๒๑๕ ฉบับยังอยู่ในระบบอยู่ ผมเสนอแนะให้ท่านประธานเพื่อที่จะให้ ๔๘๐ เรานี่นํามาศึกษา แล้วแก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ซึ่งเปึนสภาผู้แทนราษฎร ของราษฎร กฎหมายทั้ง ๒๑๕ ฉบับนี้จะได้เปึนของราษฎร ไม่ใช่เปึนของสภาอื่น ผมไม่ตําหนิใครนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าเปึนเรื่องที่ข้อบังคับ ควรจะเกี่ยวข้อง เรื่องขององค์ประชุม ข่าวบทเรียนที่กระผมได้พบบ่อย ๆ บ่อยมากที่สุดคือ เวลาประชุมใหญ่ คืออย่างวันนี้ต้องถือว่ามีความสําคัญที่สุดในการประชุมใหญ่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘๐ ท่าน ไม่มีประชุมอื่นจะมาใหญ่กว่าที่นี่ ให้รัฐมนตรี ประชุมที่ทําเนียบรัฐบาล หรือให้กรรมาธิการไปประชุมตามห้องต่าง ๆ จะใหญ่กว่า ที่นี่ไม่ได้ แล้วบางทีกรรมาธิการของเรานั่นเองทําให้ไม่ครบองค์ประชุม เพราะว่าคุณต้อง แยกไป เพราะฉะนั้นฝากอันนี้ไว้ครับว่าคนที่จะเปึนกรรมาธิการร่างหรือจะไปพิจารณา ในวาระ ๒ ถ้าไม่ทํา ๓ วาระรวด ในวาระ ๒ ต้องพิจารณาตรงนี้ครับ แล้วที่สําคัญคืออะไร เสียงบ ๒ ต่อ ผมมีรายได้เดือนละ ๑ แสนบาท เดือนละ ๑ แสนบาท ๓,๓๓๙ บาทต่อวัน วันนี้ผมได้แล้ว ๓,๐๐๐ กว่าบาท แต่ถ้าผม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตออกไป ประชุม ผมไปได้เบี้ยประชุมอีก ๑,๐๐๐ บาท ถูกไหมครับ ผมเอาเปรียบคนอื่นหรือเปล่า ครับ แล้วเสียหลายต่อ อันนี้เปึนเรื่องที่ผมอยากจะฝากไว้ให้คิดว่าพวกเราไม่ควรทํา แล้วถ้าหากว่าเราไปทําก็เท่ากับไปลดความเปึนนิติบัญญัติ ความเปึนสภาผู้แทนราษฎร ความสําคัญขององค์ประชุมของเราให้เรียกว่าด้อยไปกว่าหน่วยงานอื่น ๆ

ผมขอเรียนสุดท้ายครับว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข องค์นิติบัญญัติเปึนองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วผมขอให้ พวกเรารักษาไว้ครับ ขอบคุณครับ