สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑

เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม และการขยายโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงปัญหาคลื่นวิทยุ ที่มีการใช้ทับซ้อนกันและรบกวนกัน และขอให้กรมที่ดินและทรัพย์สินแห่งชาติ (กทช.) จัดสรรคลื่นเพื่อให้มีสถานีวิทยุชุมชน และกำหนดเงื่อนไขทางเทคนิคในการออกใบอนุญาต นอกจากนี้ เศรษฐพรยังเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ขออนุญาตถ้าอย่างนั้นไล่ไปเลยนะครับ ท่านถามเรื่องการที่จะดําเนินการกับผู้ใช้ความถี่ วิทยุไม่ชอบด้วยกฎหมาย พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมจะมีการแก้ไขหรือไม่อย่างไร ก็ขอเรียนว่าอันนี้ทางสํานักงานได้ดําเนินการอยู่แล้วนะครับ แล้วก็คิดว่าในช่วงที่มี การตราพระราชบัญญัติใหม่ตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ที่จะเกี่ยวข้องกับมาตรา ๔๗ ด้วย ก็คงจะถือโอกาสตรงนี้เสนอในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมไปด้วยนะครับ ส่วนเรื่องบทเฉพาะกาล ในมาตรา ๗๘ ท่านได้ถามว่าที่ทางคณะรัฐมนตรียังไม่ได้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ คนมา มีการขัดแย้งอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ จะทวงสิทธิอย่างไร ทีนี้ก็ขอเรียนว่าไม่ได้มีอะไร ขัดแย้งกันนะครับ เราก็แจ้งไปทางคณะรัฐมนตรีให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมา บังเอิญ ท่านยังไม่ได้แต่งตั้งมานะครับ แล้วที่ท่านถามด้วยว่าได้รับหนังสือจากท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก็เรียนว่ายังไม่ได้รับมานะครับ ส่วนเรื่องกองทุนพัฒนากิจการ โทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ได้เรียนตอบไปแล้วนะครับในส่วนหนึ่ง ส่วนเรื่อง การจัดสรรเลขหมายที่ท่านได้เสนอแนะให้ข้อคิดเห็นว่าโทรศัพท์ประจําที่หรือโทรศัพท์พื้นฐาน ที่มีอยู่ประมาณ ๘ ล้านเลขหมายไม่มีการขยายเพิ่มขึ้นเลย ก็ขอเรียนว่าตรงนี้เปึน ประเด็นที่สําคัญ เพราะเหตุว่าการลงทุนสร้างโครงข่ายที่เปึนทางสายจะมีปัญหาในเรื่อง การลงทุนมาก ใช้เวลาก่อสร้างนาน ผลประโยชน์ตอบแทนก็ยังมาช้ากว่าที่มีการขยาย ทางด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์มือถือ ตรงนี้ก็เปึนหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการ ทาง กทช. เองก็ได้คิดแล้วโดยเฉพาะตัวผมเอง ได้เสนอว่าเราพยายามจะกระตุ้นให้มีการลงทุนทางด้านนี้มากขึ้น โดยอาจจะยกเว้น ค่าใบอนุญาตผู้ที่จะประกอบกิจการในการขยายโทรศัพท์พื้นฐานที่เปึนทางสาย เปึนต้น อันนี้ก็ขอรับไปเสนอ กทช. ทั้งชุดเพื่อที่จะพิจารณาส่วนนี้ต่อไป

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องวิทยุที่เกี่ยวข้องก็ขอเรียนว่าเปึนประเด็นที่สําคัญ ที่เราจะรับไปนะครับ

ถัดมาท่านก็ถามถึงเรื่องเกตเวย์ อินเทอร์เน็ตก็ดี เรื่องความเร็วของอินเทอร์เน็ต ก็ดี ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่าท่านได้ยกประเด็นเรื่องการไปเช่าใช้อินเทอร์เน็ตแล้วผู้ให้บริการ ก็ให้บริการไม่เต็มตามที่โฆษณาตามที่ได้แจ้งไป อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ขอความกรุณา ท่านนะครับ ถ้าท่านมีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ประกอบการรายไหน ผู้ใช้บริการรายใด ที่ใด อันนี้ แจ้งมาที่สํานักงาน กทช. แจ้งมาที่ กทช.นี้ เราสามารถจะจัดการให้ได้เลย เพียงแต่ว่า ที่เรามีปัญหาก็คือว่าทราบแต่ข่าวจากสื่อแต่ไม่ทราบว่าที่ไหน ผู้ประกอบการรายใด อันนี้ก็ขอเรียนท่านว่าถ้าท่านจะกรุณาให้ข้อมูลให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นทางเราก็จะพยายาม จัดการให้ท่าน

ส่วนเรื่องการจับสลากออก ๓ คนก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ในกฎหมายนี้ เขียนเอาไว้ว่าเมื่อครบ ๓ ป้แรกของชุดแรก กทช. ซึ่งมีอยู่ ๗ คนจะต้องจับสลากออก ๓ คน แล้วในการจับสลากออกก็ดีหรือการที่จะหาคนมาแทนก็ดี กฎหมายเขียนเอาไว้ว่าให้เปึน หน้าที่ของสํานักงาน กทช. ไม่ใช่หน้าที่ของ กทช. นะครับ แล้วสํานักงาน กทช. มีหน้าที่ อย่างเดียวครับ อํานวยความสะดวกในการดําเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตามกฎหมายนี้ ก็เขียนบังคับเอาไว้ว่ามีขั้นตอนก็คือ ขั้นตอนที่ ๑ ต้องสรรหาคณะกรรมการสรรหาซึ่งมี จํานวน ๑๗ คน ๑๗ คนมาจากผู้แทน ๔ กลุ่มด้วยกัน คือผู้แทนจากส่วนราชการ กลุ่มแรก ๕ คน ผู้แทนกลุ่มที่ ๒ มาจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีการเรียนการสอนทางด้านโทรคมนาคม ทางด้านวิศวะสื่อสาร คอมพิวเตอร์สื่อสาร ทางด้านนี้เลือกกันมาเอง ๔ คนนะครับ แล้วก็สมาคมวิชาชีพทางด้านโทรคมนาคม วิศวกรรมคอมพิวเตอร์พวกนี้เลือกกันมาเองอีก ๔ คน แล้วก็ผู้แทนขององค์กรที่ใช้กิจการ โทรคมนาคมโดยไม่แสวงกําไร ซึ่งก็เน้นไปทางด้านองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค องค์การเอ็นจีโอ (NGO) ทั้งหลาย ประเด็นก็คือทางสํานักงาน กทช. ได้เตรียมการล่วงหน้าตามที่กฎหมาย บัญญัติไว้แล้ว คือได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปลายป้ ๒๕๔๙ เตรียมการล่วงหน้าเลย เพราะเรา รู้ว่าจะมีการจับสลากออกเดือนกันยายนป้ ๒๕๕๐ แต่ติดปัญหาตรงนี้ครับว่าแจ้งไปแล้ว กลุ่มที่ ๔ ที่จะต้องมีผู้แทนจากผู้ใช้บริการที่ไม่แสวงกําไรหรือกลุ่มเอ็นจีโอ เขาตกลงกัน ที่จะส่งผู้แทนมาไม่ได้เปึนเวลาตั้งเปึนป้ ตรงนี้ทางสํานักงาน กทช. ก็ได้สอบถามไปทาง คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าถ้าเผื่อมีไม่ครบอย่างนี้กรรมการสรรหาจะเดินหน้าไปเลยได้ไหม ในท้ายที่สุดท่านก็ตอบมาว่าสามารถดําเนินการได้ ณ วันนี้ผลสุดท้ายก็คือว่ามีกรรมการ ครบแล้ว แล้วก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่าบังเอิญจับสลากออก ๓ คน และมีท่านหนึ่งลาออกไป รวมแล้วทั้งหมดก็จะต้องสรรหามาแทน ๔ คน ทีนี้ที่ท่านถามว่าออกแล้วทําไมไม่ออก ไปเลย ตรงนี้ตัวผมเองวันนั้นจับสลากออกก็คิดว่าควรจะไปเสียเลย อายุ ๖๗ ป้แล้วครับ ก็ไม่ได้อยากจะอยู่ทําต่อไป แต่ว่าได้สอบถามนักกฎหมายแล้ว กฎหมายเขียนบังคับไว้ แม้แต่ผมลาออกอาจจะเข้าข่ายว่าละเว้นหน้าที่ด้วย อันนี้ก็เปึนประเด็นที่นักกฎหมาย ได้ทักท้วงไว้อย่างนั้นจริง ๆ ก็ขอเรียนว่าไม่ได้อยากอยู่หรอกครับ จับออกแล้วจริง ๆ อยากออกวันนั้นเลย แต่บังเอิญว่ากฎหมายก็เขียนเอาไว้อย่างนี้ว่า ๑. กทช. ต้องอยู่ ๔ คน ถ้าอยู่ไม่ครบ ๔ คนก็ไม่สามารถทํางานได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าออกไป ๔ คนแล้วเหลือ ๓ คนก็ไม่มีประโยชน์ทํางานอะไรไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายจึงเขียนบังคับว่าให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไป อันนี้ก็ขอเรียน ตอนนี้ได้มีการเป่ดสรรหาแล้ว ป่ดรับสมัครไปเมื่อสิ้นเดือนนี้ครับ แล้วก็ปรากฏว่าท่านเชื่อไหมครับว่าต้องสรรหาเปึน ๒ ชุดนะครับ กรรมการสรรหาก็ต้อง ๒ ชุด ชุดหนึ่งสรรหาแทนคนที่ลาออก ๑ คน อีกชุดหนึ่งมาสรรหาแทนคนที่จับสลากออก ๓ คน นี่คือในแง่กฎหมายที่เขียนเอาไว้แล้ว ต้องตีความเปึนอย่างนั้นนะครับ ตอนนี้ก็มี ผู้สมัครแทนคนแรกเท่าที่ทราบก็ ๑๕ คน ใช่ไหมครับ ส่วน ๓ คนนี้ก็มีอยู่ทั้งหมด ๒๕ คน ที่จะมาแทน ๓ คน ที่จะแทนคนเดียวมี ๑๕ คน ตอนนี้ก็เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ที่จะกรอง เมื่อกรองเสร็จแล้วก็ต้องเอาจํานวนชื่อ ๒ เท่าของชื่อนําเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วก็จึงจะมีการไปเลือกประธานกันเอง ๑ คน นายกรัฐมนตรีจึงจะนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งต่อไปนะครับ ก็ขอเรียนว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้อยากอยู่หรอกครับท่าน แต่ว่าต้องอยู่เพราะกฎหมายเขียน บังคับให้อยู่ แล้วก็ขอเรียนว่าตลอดชีวิตผมนี่นะครับ ผมเริ่มรับราชการโดยเปึนอาจารย์ที่ นิด้า (NIDA : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) อยู่ ๕-๖ ป้ และได้รับทุนรัฐบาลของ กรมไปรษณีย์โทรเลขก็โอนมาอยู่ที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ๓๐ ป้นะครับ เพราะฉะนั้น ก็อยู่ในวงการโทรคมนาคมมาตลอดชีวิต ประวัติไม่เคยมีความด่างพร้อย เพราะฉะนั้น ไม่มีเจตนาที่จะมาหาผลประโยชน์ทิ้งทวนใด ๆ ทั้งสิ้น ก็ขออนุญาตเรียนท่าน ผมเปึน อาจารย์พิเศษอยู่ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากกว่า ๒๐ ป้ จนทาง มหาวิทยาลัยได้กรุณาให้ตําแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ สาขาวารสารศาสตร์และ สื่อสารมวลชนมาตั้งแต่ป้ ๒๕๓๙ เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่าที่ตั้งใจทํางานมาตลอด ไม่มุ่ง ที่จะหาผลประโยชน์ส่วนตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ก็ขอเรียนท่านที่ได้สอบถามนะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือ ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือเรื่องวิทยุชุมชนที่ท่านถามเมื่อกี้นี้ ว่ามีกรณีที่ตอนนี้วิทยุชุมชนที่ดําเนินการอยู่ผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร แล้วถ้าเผื่อมา ขออนุญาตจาก กทช. จะอนุญาตได้หรือไม่อย่างไร ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อกี้ได้ตอบ ไปนิดหนึ่งแล้วว่าเรื่องเกี่ยวกับสถานีวิทยุกระจายเสียงไม่ว่าจะเปึนสถานีวิทยุชุมชน สถานีวิทยุกระจายเสียงธุรกิจท้องถิ่น สถานีวิทยุกระจายเสียงระดับชาติ ระดับภูมิภาค อะไรก็แล้วแต่มีส่วนที่สําคัญก็คือเรื่องคลื่นวิทยุ เรื่องเครื่องส่ง เรื่องคนที่จะทํางานตรงนี้ ก็คือเรื่องคลื่นวิทยุมีประเด็นที่มีปัญหาว่าคลื่นวิทยุที่ใช้นี่ตอนนี้ใช้ทับซ้อนกัน ใช้รบกวนกัน ดังนั้นถ้าจะมีการจัดสรรคลื่นเพื่อให้มีสถานีวิทยุชุมชนก็คงต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่า ต้องทําแผนคลื่นความถี่อย่างไร และเรื่องวิทยุชุมชนที่ท่านได้ถามอันหนึ่งก็คือว่าจริง ๆ แล้วมีการโฆษณาได้หรือไม่ ถ้าวิทยุชุมชนจริง ๆ ที่มีตัวอย่างที่ปฏิบัติตามองค์การยูเนสโก (UNESCO : United Nations Education, Scientific and Cultural Organization หรือ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) ก็ดี หรือว่าที่ในประเทศ ต่าง ๆ เขาทํากัน ก็มีลักษณะอย่างนี้ครับว่า บางประเทศไม่อนุญาตให้วิทยุชุมชนนี้ทําการ โฆษณาใด ๆ บางประเทศก็อนุญาตให้มีการโฆษณาได้ แต่รายได้จากการโฆษณานี้ ต้องนํามาใช้จ่ายเพื่อการดําเนินงานสถานีวิทยุชุมชนเท่านั้น โดยต้องป่ดประกาศว่า แต่ละเดือนรับมาเท่าไร จ่ายเท่าไร จะไปเก็บค่าโฆษณามากกว่าที่จําเปึนต้องใช้จ่าย ในการดําเนินงาน เช่น เรื่องค่าน้ํา ค่าไฟ หรือค่าแรงงานบุคคล ค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างนั้น ไม่ได้ อันนี้ก็ขอเรียนเปึนข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่า ณ วันนี้เกิดมีสถานีวิทยุชุมชน มาขออนุญาตที่ กทช. ก็ขอเรียนว่าอย่างนี้ครับ เมื่อกี้ได้เรียนไปแล้วว่าคณะอนุกรรมการ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และโทรทัศน์ ป้ ๒๕๕๑ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๗๘ และมาตรา ๗๙ กําหนดให้มี คณะอนุกรรมการมาทําหน้าที่ตรงนี้นะครับ ก็ยังเหลือคณะอนุกรรมการที่จะต้องได้รับ การแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีที่เปึนผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ คน และเมื่อกี้ได้ตอบไปแล้วว่า ถึงแม้ยังไม่มีคณะอนุกรรมการ ๖ คนนี้ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครองที่ปรึกษาทางกฎหมายก็ได้ดูให้แล้วว่าคณะอนุกรรมการก็สามารถเริ่มปฏิบัติ หน้าที่ได้ แต่การเริ่มปฏิบัติหน้าที่ก็คงจะต้องเริ่มต้นตรงนี้ครับว่า ทางสํานักงาน กทช. เองก็ได้ เตรียมการเรื่องนี้โดยตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการไว้ให้เตรียมข้อมูลต่าง ๆ แง่มุม ทางกฎหมาย แง่มุมทางเทคนิคนะครับ แล้วเรื่องใหญ่ก็คือเรื่องคลื่นวิทยุว่าจะต้องทําแผน คลื่นวิทยุที่จะใช้สําหรับกิจการวิทยุชุมชนขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เราก็กําลังพิจารณากันอยู่ว่า ทําอย่างไรจึงจะสามารถใช้คลื่นวิทยุให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเป่ดโอกาสจะให้มี สถานีวิทยุชุมชนได้มากเท่าที่มีความจําเปึน แต่คงไม่สามารถที่จะให้มีจํานวนเท่ากับ จํานวนที่ตอนนี้มีการส่งกระจายเสียงอยู่ เพราะว่าตอนนี้มีการส่งกระจายเสียงเกินเกณฑ์ ของเรื่องหลาย ๆ อย่าง อันที่ ๒ ก็คือเรื่องเครื่องส่ง ก็ขอเรียนว่าเครื่องส่งต้องมีมาตรฐาน และที่สําคัญก็คือว่าต้องมีกําลังส่งจํากัด ถ้าเผื่อกําลังส่งไม่จํากัดนี่นะครับ ที่ผ่านมาภารกิจ ตรงนี้เปึนเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์ท่านก็ได้ดูแลนะครับว่าให้มีกําลังส่ง ๓๐ วัตต์ ซึ่งจะมี พื้นที่ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ๒๐ กิโลเมตรนะครับ ก็จะทําให้ไม่รบกวนกัน แต่ว่าเท่าที่ทราบ ก็คือตอนนี้มีการกระจายเสียงบางแห่งถึง ๕๐๐ วัตต์ก็มี บางแห่งขึ้นไปถึง ๑ กิโลวัตต์ก็มี ก็ทําให้เกิดการรบกวนกัน ตรงนี้ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจนออกมาว่าที่จะจัดการ ดําเนินการเรื่องนี้ในการที่จะออกใบอนุญาตก็คงต้องมีเงื่อนไขทางเทคนิคที่จะให้ สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนอยู่ด้วยกันได้นะครับ นอกจากนี้คนที่จะทํางานก็คงจะต้องมี ความเข้าใจถึงทางเทคนิคด้วยและทางที่เปึนผู้ดําเนินรายการด้วย อันนั้นก็คงเปึนรายละเอียด ก็คงเปึนเรื่องที่ทาง กทช. โดยคณะอนุกรรมการนี้จะต้องช่วยกันทําหลักเกณฑ์ตรงนี้ ออกมานะครับ แต่ว่าถ้าขอมาตอนนี้ก็คงยังให้ไม่ได้นะครับก็คงต้องรอนิดหนึ่งในการที่จะ ทําหลักเกณฑ์ตรงนั้นให้เสร็จนะครับ

ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือว่าที่ได้ถามถึงเรื่องบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ในการที่จะให้มีส่วนร่วมจากภาคประชาชนหรือว่าการคุ้มครองผู้บริโภคจากสถาบันคุ้มครอง ผู้บริโภคก็ขอรับคําแนะนําของท่านที่ได้แนะนําว่าจริง ๆ แล้วทาง กทช. เองได้จัดตั้ง สถาบันคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมขึ้นมา โดยมีเครือข่ายจากมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และมีแผนที่จะกระจายไปทั่วประเทศก็ได้เริ่มดําเนินการแล้วนะครับ แต่ก็ขอขอบพระคุณท่าน ว่าเราประชาสัมพันธ์น้อยไปหน่อยนะครับ ก็ขอเรียนวิธีการทํางานของ กทช. ให้ท่านทราบ นิดหนึ่งเพื่อท่านได้เข้าใจและกรุณาเห็นใจด้วยก็คือว่า โดยเหตุที่มีอยู่ ๗ คนหรือ ๖ คน และกฎหมายก็เขียนว่าเปึนองค์กรอิสระ แต่ละคนก็มีความเปึนอิสระค่อนข้างสูงในการที่จะ ใช้ดุลยพินิจตัดสินใจตามประสบการณ์ที่แต่ละคนมี ดังนั้นในกฎหมายที่ออกมานี่นะครับ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๔ จึงได้บัญญัติไว้เกือบจะ ทุกมาตราเลยว่าในการที่จะอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมก็ดี ในการที่จะอนุญาต ในการใช้ทรัพยากรโทรคมนาคมไม่ว่าจะเปึนเรื่องคลื่น เรื่องเลขหมายโทรคมนาคมก็ดี ในเรื่องการจะคุ้มครองผู้บริโภคก็ดี ในเรื่องการที่จะส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ในเรื่อง การที่จะเชื่อมโยงโครงข่ายต่าง ๆ ก็ดีนะครับ ท่านบัญญัติเอาไว้ว่าให้ต้องออกเปึนประกาศ กทช. เพราะฉะนั้นเรามาอยู่กัน ๓ ป้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ ๓ ป้ครึ่งแล้วนี่นะครับ เราต้องออกหลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ประมาณ ๑๕๐ ฉบับ และในการออกหลักเกณฑ์ เราก็ต้องการให้เห็นว่ามีความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เราจึงได้ทําหลักเกณฑ์ ไว้ว่าในการที่จะออกหลักเกณฑ์ทั้งหลายทาง กทช. จะต้องศึกษาทางวิชาการนะครับ จากประสบการณ์ แล้วยกร่างขึ้นมาเปึนร่างแรกและต้องนําขึ้นเว็บไซต์ของ กทช. เปึนเวลา ๑ เดือน แล้วก็แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทําข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะมาว่า หลักเกณฑ์ วิธีการควรจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร นี่ในหลักเกณฑ์ก็ทําไว้ว่าต้องขึ้นเว็บไซต์อยู่ ๑ เดือน หลังจาก ๑ เดือนก็ต้องเป่ดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะนะครับ เมื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้วความคิดเห็นสาธารณะเสนอมาถ้าเห็นแย้งกับ หลักเกณฑ์ วิธีการที่ทําไว้ทางกทช. เองก็ต้องมาพิจารณาว่าข้อเสนอแนะ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ เหล่านั้นมีเหตุมีผลที่ดีกว่าร่างเดิมที่ทําอยู่หรือไม่ ถ้ามีเหตุผลที่ดีกว่าเราก็แก้ไขปรับปรุง ตามนั้น ถ้าเห็นว่าไม่ดีกว่าเราก็จะขึ้นเว็บไซต์ทั้งหมดที่แก้ไขให้รับทราบอีกระยะหนึ่ง เสร็จแล้วเราจึงจะนําไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการทุกอย่างออกมาเปึนลายลักษณ์อักษร ที่ออกมาเปึนลายลักษณ์อักษร เพื่อปัองกันไม่ให้ กทช. หรือกรรมการแต่ละคนใช้ดุลยพินิจมากเกินไป นั่นก็คืออะไรที่กําหนดไว้ ในประกาศที่เปึนหลักเกณฑ์ เปึนลายลักษณ์อักษรแล้วถ้าเข้าเกณฑ์ต้องอนุญาตก็ต้องอนุญาต ถ้าไม่สามารถอนุญาตได้จะไปอนุญาตก็ไม่ได้ จะมาใช้ดุลพินิจไม่ได้นอกเหนือจากนั้นนะครับ ก็ขอเรียนว่าอันนี้เปึนวิธีการทํางาน เพราะฉะนั้นบางท่านอาจจะเห็นว่าทํางานค่อนข้างช้า แต่กระบวนการบังคับให้เราต้องทําให้รอบคอบ แล้วก็ละเอียดถี่ถ้วน แต่ละเรื่องจึงค่อนข้าง ทํางานนานนะครับ แล้วบางเรื่องอย่างที่ท่านได้เรียนก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า เทคโนโลยี ทางด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศและการสื่อสารพัฒนารวดเร็วมาก จริง ๆ แล้วก็พัฒนาแบบต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ดังนั้นในการที่ กทช. จะออกหลักเกณฑ์มา เราจึงถือหลักเกณฑ์ว่าต้องใช้ความเปึนกลางของเทคโนโลยี ขออภัย หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เทคโนโลยี นิวเทริล (Technology neutral) นั่นก็คือหมายความว่า หลักเกณฑ์ ที่อนุญาตมาไม่ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีแบบไหนก็ถือหลักเกณฑ์ที่จะอนุญาตทํานองเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้นะครับ อันนี้ก็ขอเรียนเปึนส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ