จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และขอให้สภาแห่งนี้พิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน เนื้อหาสาระที่มีการอภิปรายพระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกัน และปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่กําลังอภิปรายอยู่ในเวลานี้นั้น กระผมเห็นว่าแม้นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถดําเนินการแต่งตั้ง เสนอทุกกระบวนการให้ครบตามมาตรา ๖๖ จัดการองค์กรให้แล้วเสร็จตามมาตรา ๖๗ ก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการให้พ้นในกรณีนี้ได้ เหตุผลก็คือว่า มันเหนือไปมากกว่า ความรับผิดชอบของคนที่เปึนรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพ พระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เปึนกฎหมายฉบับหนึ่งในจํานวนหลายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. โดยองค์ประชุม ไม่ครบ เหตุที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ครับท่านประธานที่เคารพ กฎหมายฉบับนี้ผ่านที่ประชุม สนช. ในวาระแรก ซึ่งเวลานั้นสมาชิกทั้งหมดมีจํานวน ๒๔๙ คน องค์ประชุมครึ่งหนึ่ง ต้องอยู่ที่ ๑๒๕ คน ปรากฏว่าวันนั้นมีคนมาประชุมทั้งหมดในวาระแรกเพียงแค่ ๙๘ คน ไม่ครบองค์ประชุม วาระที่ ๓ มาประชุมเพียงแค่ ๙๔ คน ไม่ถึง ๑๒๕ คน อันเปึนครึ่งหนึ่ง ขององค์ประชุม ท่านประธานที่เคารพ ที่อยู่ในมือผมนี้นั้นเปึนคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่พิจารณาวินิจฉัยให้กฎหมายที่ผ่านการพิจารณา ของ สนช. ได้ตกไป ๓ ฉบับ เหตุผลเพราะองค์ประชุมไม่ครบ ๑. ก็คือ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพ สิ่งเหล่านี้จํานวนทั้ง ๓ ฉบับที่ผมยกมานั้นผมขออนุญาตยกประเด็น ก็คือว่า ในกรณีการพิจารณาของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องการปัองกันและปราบปราม การทุจริตนั้น เหตุที่ตุลาการรัฐธรรมนูญเขามีการวินิจฉัยในเรื่องนี้ เหตุผลเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นได้ล็อกเอาไว้ว่าในมาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องทําให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันได้รับเรื่อง ท่านประธานที่เคารพ ตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ เมื่อสักครู่นี้สมาชิก พรรคฝ์ายค้านได้อภิปรายชัดเจนว่า วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ วันที่ ๒๐ รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช แถลงนโยบาย ๓ วัน แปลความกันว่ารัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นดําเนินการได้ก็วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะมันจะเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันว่าเราจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อ หรือจะให้รัฐมนตรีรัฐบาลชุดนี้รับผิดชอบ เพราะผม เห็นว่าเกินความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เปึนเรื่องที่สภาแห่งนี้ จะต้องมาว่ากัน ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตอ่านคําวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเปึนยุติตามเอกสารบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติส่งมาประกอบการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญตามเอกสารประกอบคําร้อง หมายเลข ๘ ว่า ในวันที่ ๑๙ กันยายน ป้ ๒๕๕๐ เวลา ๑๔.๐๗ น. อันเปึนเวลาที่สมาชิกสภานิติบัญญัติออกเสียงลงคะแนน ขอสรุปอย่างนี้ก็คือว่า มีผู้เข้าประชุมเพียง ๙๖ คน เห็นด้วย ๙๕ เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนน ๑ เสียง โดยสรุปก็คือว่า องค์ประชุมไม่ถึง ๑๒๕ คน สรุปความอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและเปึนอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเข้าประชุมเพียงแค่ ๙๖ คน องค์ประชุมอยู่ที่ ๑๒๕ คน ท่านประธานที่เคารพ ทั้ง ๓ ฉบับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญองค์ประชุมไม่ครบทั้งสิ้น ตุลาการวินิจฉัยเปึนอันว่า กฎหมายฉบับนี้ตกไป แต่กฎหมายฉบับอื่นที่ไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๔๑ แปลความกันว่า ไม่ต้องส่งให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานที่เคารพ กฎหมายฉบับนี้องค์ประชุม ๙๘ คนวาระแรกไม่ถึง ๑๒๕ คน วาระ ๓ ๙๔ คนไม่ครบองค์ ประชุม ๑๒๕ คน ผมยกตัวอย่างว่านี่อยู่ในลําดับที่ ๑๑๐ มีประมาณไม่ต่ํากว่า ๓๐ ฉบับ ที่องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายึดหลักตามมาตรฐานกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งเปึนกฎหมายที่ใหญ่กว่า ป.ป.ท. นั้น ถือว่าเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยึดถือ องค์ประชุม องค์ประชุมของ สนช. เวลานั้นเปึนที่ตั้งและวินิจฉัยให้เปึนโมฆะ ให้กฎหมาย ตกไป เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเข้าข่ายลักษณะเดียวกันว่า องค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นจะมีเหตุผลอันอื่นไม่ได้เลยว่าวันนี้เราจะพิจารณาเรื่องนี้ ต่อไปหรือไม่ ผมบอกกับท่านประธานเลยว่า แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ เรื่อง การรับรู้ ข้อมูลข่าวสาร สสร. องค์ประชุมทั้งหมด ๑๐๐ คน ประชุม ๔๘ คน มาตรา ๑๑๗ เรื่อง ผลประโยชน์ ทับซ้อน ประชุมเพียงแค่ ๔๐ คน จาก ๑๐๐ คน ครึ่งหนึ่ง ๕๐ คน นี่คือปัญหาที่เปึนมรดก ของเผด็จการที่ทิ้งให้สภาของประชาธิปไตยจะต้องมาแก้ไขปัญหา ผมไม่ต้องการให้ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่มาจากการเลือกตั้งเห็นว่าเมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ประกาศ ลงในราชกิจจานุเบกษา แปลความกันว่าไม่ได้มีการตามกันต่อ ผมเองต้องขอขอบคุณ ส.ส. มหาสารคาม นายไชยวัฒน์ ติณรัตน์ ไปค้นรายงานการประชุม ไม่ว่าเปึน สนช. สสร. ที่ผ่านมาแต่ละครั้ง องค์ประชุมมีเท่าไร ท่านประธานที่เคารพ เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กฎหมาย ๓ ฉบับเปึนอย่างนี้แล้วถามว่า สภาผู้แทนราษฎรของเราจะไม่มีความรู้สึกรู้สา อะไรเลยว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ระบุให้รัฐบาลต้องไปดําเนินการตามเหตุผลข้างต้นนั้น ตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ ในบทเฉพาะกาลของกฎหมายฉบับนี้ ผมบอกว่านี่จะเปึนภาระ และภาระมันเปึนเรื่องที่ผิดทั้งสิ้น ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่า ฝากท่านประธาน ไปตรวจสอบกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. ว่ากฎหมายฉบับใดที่เข้าข่ายลักษณะ เดียวกันกับที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ซึ่งเบื้องต้นวันนี้เช็คแล้วว่าไม่ต่ํากว่า ๓๐ ฉบับ ปัญหาว่าเราจะบริหารประเทศภายใต้กฎหมายที่จะเดินทางต่อไปแล้วเปึนโมฆะอย่างนั้นหรือ ผมไม่รู้ว่าทางออกมันจะอยู่อย่างไร จะยืดให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเหมือนกับ ๓ ฉบับนี้ หรือไม่ แต่ผมเห็นว่าทางรัฐบาลเองนั้นถ้าเดินอันนี้ต่อไป ขยับซ้ายก็ผิด ขยับขวาก็จะไปไม่รอด ผมจึงบอกว่าวันนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยท่านประธานสภาควรจะปรึกษาหารือกันว่า เราจะดําเนินการอย่างไรกับกฎหมายที่มีลักษณะที่มีการวินิจฉัยให้เปึนโมฆะโดยตุลาการ รัฐธรรมนูญ ผมไม่ต้องการจะเข้าไปในรายละเอียดเรื่องตัวบุคคล วิพากษ์วิจารณ์ แต่ละยุคแต่ละสมัยมันก็เปึนปัญหาทั้งสิ้น ยึดอํานาจ บางคนอยู่ในพรรคการเมืองไปอยู่ในซีก ของเผด็จการก็มีแต่ทั้งหมดที่ผมอธิบายความวันนี้ครับท่านประธาน ผมพยายามยกมือมา ตั้งแต่ตอนต้นไม่มีโอกาสจะได้พูด เพราะว่าถ้าพูดเรื่องนี้กันให้จบเสียก่อนว่าเราจะพิจารณา กฎหมายแม้ว่าประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วองค์ประชุมไม่ครบตรงกับที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยนั้นเราจะพิจารณาเรื่องนี้ ต่อไปหรือไม่ ถ้าเรามองเห็นแล้วเราก็เดินทางเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ อีก ๓๐ เรื่อง เปึนภาระหน้าที่ขององค์กรที่มาจากประชาชน อย่างสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้อง จัดการกับมรดกบาป กฎหมายที่ผ่านมาโดยความไม่รับผิดชอบจาก สนช. ซึ่งได้รับ การแต่งตั้งจากเผด็จการ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญที่เปึนเผด็จการ ขอขอบพระคุณท่านประธาน