พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเขาชี้ให้เห็นว่ามีข้อบกพร่องในกฎหมายนี้ เช่น การกำหนดระยะเวลาการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ไม่ชัดเจน และไม่มีบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคพลังประชาชนครับ ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต หลังจากได้เห็นเรื่องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็ได้ขอกฎหมายนี้มาอ่านดูด้วย แล้วเมื่อวานนี้ก็ได้เรียนเชิญท่านรองอธิบดีซึ่งเปึนหนึ่ง ในคณะผู้ยกร่างกฎหมายได้มาให้ข้อเท็จจริงอยู่หลายเรื่อง ผมเองก็ทราบว่ากฎหมายนี้ พิจารณาในสมัยของ สนช. เข้าใจว่าคงจะมาพิจารณาในช่วงท้าย ๆ ของ สนช. ทําให้ผม อ่านดูแล้วก็เห็นว่ามันมีปัญหาอยู่เยอะครับ อย่างเช่น เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการ ท่านก็ไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าจะให้ทําอย่างไร อยากจะให้สรรหาไหม ให้แต่งตั้งไหม ให้เลือกตั้งไหม ไม่ได้พูดครับก็เขียนไว้ลอย ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยเปึนเรื่องของ ฝ์ายบริหารที่จะไปดําเนินการเอาเองว่าจะทําอย่างไร ซึ่งก็ทราบว่าในการหาคณะกรรมการนี้ ท่านรัฐมนตรีในอดีตท่านก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีปลัดกระทรวงยุติธรรมสมัยนั้น เปึนประธานคณะทํางาน แล้วก็ดําเนินการการสรรหาคณะกรรมการอยู่ ทราบว่าในการสรรหา คณะกรรมการนั้นยุ่งยากพอสมควร ที่มันยุ่งยากนะครับถ้าท่านไปดูมาตราบางมาตราคือ มาตรา ๗ ครับที่บอกว่า กรรมการจะต้องไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด พอจะไปทาบทาม ท่านเหล่านี้ซึ่งก็เปึนผู้ใหญ่ แล้วมาดูว่าค่าตอบแทนจะให้ท่านเท่าไร จะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง ก็ทราบว่าหลายท่านปฏิเสธ ปฏิเสธในหน้านี้เพราะท่านบอกว่าต้องไม่ประกอบอาชีพอิสระ อื่นใดเลย ทําอะไรก็ไม่ได้ ผมก็ไม่ทราบว่าเขียนมาตราเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร คือตั้งใจ ส่วนหนึ่งต้องการให้ ป.ป.ท. ทําหน้าที่พอ ๆ กับ ป.ป.ช. ตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างสูง แล้วก็เปึน ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มากนะครับ ฉะนั้นโดยตัวกฎหมายผมเห็นว่าก็ยังมีข้อบกพร่อง อยู่นะครับ มาตรงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการว่าต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ก็มีการถามเหมือนกันเพราะมันเลย ๖๐ วันมาแล้ว ก็ได้รับทราบว่าได้ดําเนินการสรรหา มาอยู่ตลอด ทราบว่าได้มีการนําเรื่องนี้เข้า ครม. เมื่อวันที่ ๑ เมษายน เลยวันที่ ๒๔ มีนาคม เมื่อกี้ที่ท่านผู้มีเกียรติบางท่านได้บอกว่า วันครบ ๖๐ วันคือวันที่ ๒๔ มีนาคม ฉะนั้นก็เลยมา ไม่กี่วัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การดําเนินการไม่ครบภายใน ๖๐ วัน ตามที่มาตรา ๖๖ บัญญัติไว้นี้จะมีผลอย่างไรในเรื่องของการกําหนดระยะเวลาให้มี การดําเนินการ ท่านประธานครับ ผมเองเคยถามผู้ที่ยกร่างกฎหมายมาอยู่ตลอดว่า การกําหนดระยะเวลาเหล่านี้มีความมุ่งหมายอย่างไรก็ได้รับคําชี้แจงครั้งแล้วครั้งเล่า บอกว่า เปึนระยะเวลาเพื่อการเร่งรัด ถ้าต้องการให้มีผลในทางกฎหมายเขาก็ต้องเขียนไว้อย่างชัดเจน เช่นบอกว่า ถ้าให้ตั้งภายใน ๖๐ วัน ถ้าพ้น ๖๐ วันแล้วแต่งตั้งไม่ได้หรือการทํางานใช้ไม่ได้ ต้องไปเขียนบท พูดง่าย ๆ คือจะต้องมีบทกําหนดโทษไว้เปึนอย่างนี้ ได้รับคําอธิบายนี้ มาโดยตลอด ผมก็เคยอภิปรายในชั้นกรรมาธิการหลายท่านบอกว่า การกําหนดระยะเวลา ในกฎหมายหลายฉบับครับท่านประธาน แม้รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาก็เขียนบังคับ ระยะเวลาไว้เหมือนกัน บังคับกระทั่งฝ์ายนิติบัญญัติก็บังคับด้วย บอกว่าจะต้องออกกฎหมาย และพิจารณาให้เสร็จภายในเท่านั้นป้ ๑ ป้ ๒ ป้ ๓ ป้ ผมก็บอกว่ายิ่งไปบังคับฝ์ายนิติบัญญัติ ยิ่งทําไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าการพิจารณาจะเสร็จเมื่อไร บรรจุระเบียบวาระมาแล้วจะเริ่ม พิจารณาเมื่อไร สภาจะพิจารณาเสร็จเมื่อไร ยิ่งไปบังคับในสิ่งที่เปึนไปไม่ได้ อาจจะบังคับได้ ในฝ์ายบริหารซึ่งเขามีกลไกในการทํางานที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่นะครับ ฉะนั้นระยะเวลา ที่กําหนดไว้ในกฎหมายหลาย ๆ ฉบับเหล่านี้ ส่วนหนึ่งถ้าต้องการผลว่าเมื่อกําหนดแล้ว ถ้าไม่ทําตามเขาก็ต้องกําหนดบทลงโทษไว้ก็ต้องเปึนไปตามนั้น แต่ถ้าไม่มีกําหนดโทษใด ๆ ไว้ อย่างเช่น มาตรา ๖๖ บอกว่า ให้ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการให้เสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ แล้วถามว่าถ้าเลย ๖๐ วันไปแล้วไม่เปึนไปตามมาตรานี้ ผลเปึนอย่างไร ไม่ได้เขียนไว้ครับ และไม่ได้บอกว่ามีผลอย่างไร เมื่อไม่มีผลอย่างไร ในความหมายที่มีการเถียงกันอย่างนี้ที่พวกเราพูดกันอยู่ตลอดก็คือเปึนระยะเวลาเพื่อ การเร่งรัดว่าคุณต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ถ้าไม่เร่งรัดไว้ภายใน ๖๐ วันเลย ยิ่งไม่กําหนดวันเวลาเลยก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ แต่ว่าการกําหนดไว้ ๖๐ วันนี้เข้าใจว่าในชั้น การยกร่างก็คิดกันอยู่ว่าน่าจะเปึนระยะเวลาที่ถ้าอยู่ในเหตุการณ์ปกติก็สามารถที่จะ กระทําได้ ถ้าจะไปตีความให้ยิ่งมากไปกว่านั้นอีกบอกว่า ๖๐ วันนี้รวมถึงการเสนอแต่งตั้ง โดยต้องขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลําดับ ต้องทําให้เสร็จ ภายใน ๖๐ วันด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ครับ จะไปบังคับทั้ง ๒ สภาให้เสร็จภายใน ๖๐ วันก็ไม่ได้ ผมยังคิดว่าฉะนั้นการที่เขียนไว้ใน ๖๐ วันนี้เปึนระยะเวลาเพื่อการเร่งรัดให้ฝ์ายบริหาร ต้องดําเนินการให้เปึนไปตามนี้ แล้วเมื่อฟังเหตุผลที่มันล่าช้ามาผมคิดว่าก็ฟังขึ้นได้ รัฐบาลที่แล้วหมดไปรัฐบาลใหม่เริ่มเข้ามาทํางาน พวกเราก็ทราบดีปัญหาในการที่รัฐบาลใหม่ เข้ามาทํางานกว่าจะเริ่มร่างนโยบาย กว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กว่าจะเข้าทํางานกันได้ และไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียวมีอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมคิดว่าการที่ท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะตอนนั้น ท่านอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านก็ทราบดีเวลานี้ก็เร่งทําให้อยู่แล้ว การที่สามารถเสนอ เรื่องเข้า ครม. ได้ภายในวันที่ ๑ เมษายนนั้นจึงน่าจะเปึนเหตุผลที่น่าจะรับฟังได้ ฉะนั้นผม จึงคิดว่า ๖๐ วันก็ดีที่เขียนในนี้ตามมาตรา ๖๖ หรือมาตรา ๖๗ ๓๐ วัน เปึนระยะเวลา เพื่อเร่งรัดให้ฝ์ายบริหารต้องดําเนินการโดยไม่ได้กําหนดผลว่าถ้าไม่เสร็จแล้วจะเกิดผล อย่างไร ก็เปึนเรื่องที่ทางฝ์ายบริหารจะต้องดําเนินการอย่างนี้ ถ้าสภาเห็นว่ามันเลย ๖๐ วัน ไปแล้วกฎหมายไม่ได้มีบทลงโทษไว้ก็เปึนเรื่องของทางสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณา ต่อไปว่าจะทําอย่างไรกับฝ์ายบริหาร แต่เมื่อกฎหมายไม่ได้กําหนดโทษไว้ผมคิดว่า ระยะเวลานี้เปึนระยะเวลาเพื่อการเร่งรัด แล้วก็การที่ฝ์ายบริหารได้ดําเนินการภายใน ระยะเวลาที่ได้ชี้แจงมาแล้ว ผมคิดว่าก็เปึนเหตุผลที่ฟังขึ้นได้ แล้วก็สามารถที่จะดําเนินการ ต่อไปได้ ขอบคุณท่านประธานครับ