พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องความผิดพลาดของที่ปรึกษาที่ไม่ถูกต้อง และชี้ให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการติดภารกิจของประธาน พยายามแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ โดยยกเลิกมาตรา ๖๖ และเปลี่ยนระยะเวลาการปฏิบัติตามกฎหมายจาก ๖๐ วันเป็น ๑๘๐ วัน และยังหารือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ใช้อํานาจในการแต่งตั้งรัฐมนตรีภายใน 30 วัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่กำหนดให้การแต่งตั้งรัฐมนตรีจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ อันดับแรกก็ขออนุญาตต่อเนื่องจากท่านประธานเลย ในความเห็น ของกระผมท่านประธานครับ ผมคิดว่าที่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงประเด็นในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านประธานได้กล่าวว่าตัวท่านประธานเองติดภารกิจ ผมคิดว่าตรงนั้นไม่เปึนประเด็นหรอกครับ เพราะว่าประเด็นมันอยู่ที่ว่าผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ถึงแม้ท่านไม่ติดภารกิจรีบเซ็นตั้งแต่วันที่มาถึงสภามันก็ผิดแล้วครับ เพราะฉะนั้นผม จึงกราบเรียนว่าประเด็นนี้ไม่เปึนสาระ
ประเด็นสําคัญผมอยากจะเรียน ประการที่ ๑ ความจริงเห็นใจท่านรองอธิบดี เพราะว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าท่านต้องขออภัยในสิ่งที่ผิดพลาด เผอิญความผิดพลาดของท่านเปึนสิ่งที่ ผิดกฎหมายครับ ความจริงท่านเองเปึนนักกฎหมายท่านน่าจะทราบ อันนี้ไม่ใช่ระเบียบ ราชการแต่เปึนพระราชบัญญัติ เปึนเนื้อความในมาตรา ๖๖ กับมาตรา ๖๗ ความจริง สิ่งที่ท่านรองอธิบดีได้กรุณาชี้แจงแทนท่านรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องในส่วนนั้น ผมอยาก กราบเรียนว่า ในฐานะที่เปึนนักกฎหมายด้วยกันท่านคงทราบ มันเพียงแค่เหตุบรรเทาโทษครับ แต่ไม่ได้ทําให้สิ่งที่ผิดไปแล้วกลายเปึนถูก เมื่อกฎหมายเขียนไว้ว่าต้องทําให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน ก็แปลว่าต้องเสร็จครับ ถ้าท่านเห็นว่า ๖๐ วันเปึนไปไม่ได้หรือเปึนไปโดยไม่น่าจะ เปึนไปได้เหมือนที่ท่านได้กรุณาชี้แจงผ่านท่านประธานไปยังพวกเรานั้น สิ่งที่ท่านต้องทํา ในฐานะฝ์ายบริหารและในฐานะนักกฎหมาย ท่านควรที่จะต้องเสนอท่านรัฐมนตรีให้ยื่น ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยด่วนครับ เช่น ขอยกเลิกมาตรา ๖๖ เหมือนที่ท่านบอกว่าท่านเปึนกรรมาธิการวิสามัญมาก่อนแล้ว ท่านเห็นว่ามันเปึนไปไม่ได้ เมื่อท่านเห็นเปึนไปไม่ได้ ก็ต้องกราบเรียนตรงนี้ผ่านท่านประธานไปครับ ท่านได้กราบเรียน ท่านรัฐมนตรีหรือเปล่าว่า มาตรา ๖๖ ที่ว่านี่ท่านเห็นตั้งแต่ท่านเปึนกรรมาธิการวิสามัญแล้วว่า มันเปึนไปไม่ได้ เมื่อมันเปึนไปไม่ได้ อํานาจอยู่ในมือรัฐบาล ท่านประธานครับ ก็แก้ไขสิครับ เช่น ยกเลิกว่าไม่มีมาตรา ๖๖ ไม่ต้องมีบทบังคับ ๖๐ วัน หรืออาจจะไปใส่เพิ่มก็ได้เปึน ๑๘๐ วัน ก็ได้ หรืออาจจะบอกก็ได้ว่าใน ๑๘๐ วันนั้นยังไม่มีคณะกรรมการ ให้ท่านรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะอะไรขึ้นมาทําหน้าที่ชั่วคราวก่อนก็ได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างว่า เปึนทางออกในด้านของ ฝ์ายบริหาร ในการแก้ไขปัญหาเรื่องของสิ่งที่กําหนดในตัวบทกฎหมาย เราไม่สามารถที่จะ หยิบยกข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นที่จะขึ้นมาบอกว่าสิ่งที่เราทําไม่สอดคล้องกับกฎหมายนั้น เปึนข้อยกเว้นของเรา เว้นแต่ติ่งตรงนั้นกฎหมายจะเขียนไว้ว่าให้เปึนข้อยกเว้นความรับผิด ตรงนี้ท่านรัฐมนตรีวันนี้ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านรองอธิบดีท่านเปึน นักกฎหมายเหมือนกันท่านย่อมต้องรู้สิ่งที่ผมพูด
ประการที่ ๒ ผมอยากกราบเรียนว่า สิ่งที่ท่านบอกว่ามันเกิดการขาดช่วง เพราะต้องรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายนั้น ถ้าหากว่าท่านประธานลองไปดูในตัวบทกฎหมาย ไม่มีตรงไหนเขียนอย่างนั้นนะครับ เพราะว่าในการทํางานฝ์ายบริหารหรือรัฐบาล แน่นอนครับ ถ้ายังไม่แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีสิทธิเข้าไปบริหาร แต่ในส่วนของ ข้าราชการประจําซึ่งท่านรองอธิบดีหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเองนั้นไม่ติดขัดเรื่องนี้ ท่านบอก เองว่าท่านทํามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นในด้านของฝ์ายบริหาร กระบวนการ ในการสรรหา หรือคัดสรรบุคคลต่าง ๆ เอาไว้ให้ท่านรัฐมนตรีพร้อมจะชี้หรือพิจารณาร่วมกัน ท่านสามารถทําได้ทันทีไม่ต้องเกี่ยวข้องหรือรอให้รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ต่อสภาเลยครับ ไม่เกี่ยวกันเลย และที่สําคัญถ้าหากท่านประธานไปดูในตัวบทกฎหมาย ใช้คําว่า ให้ดําเนินการ ไม่ได้บอกวิธีการด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป่ดกว้างมาก ฝ์ายประจํา คือฝ์ายของท่านรองอธิบดีกับท่านปลัดกระทรวงในอดีตหรือใครก็สุดแล้วแต่ซึ่งรับผิดชอบ ในส่วนนี้สามารถทําต่าง ๆ ไว้รองรับได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ นั่นคือวิธีการบริหารราชการที่ถูกต้อง และไม่ใช่เรื่องการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เปึนเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างหาก
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เหมือนที่ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวไปครับว่า ในช่วงต้น ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านได้ใช้อํานาจ ของท่านอ้างอิงมาตรา ๖๗ ท่านได้มีการโยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เราเรียกกัน ง่าย ๆ ว่า ดีเอสไอ (DSI) ออกไป โดยบอกว่าจะต้องให้มาเปึนเลขาธิการของสํานักงาน ป.ป.ท. ท่านก็อ้างมาตรา ๖๗ ว่าต้องทําให้เสร็จภายในสามสิบวัน ท่านประธานจะเห็นว่าถ้าท่านรัฐมนตรี จะดําเนินการตามกฎหมายท่านทําได้ และ ณ วันที่ท่านใช้อํานาจตรงนั้น ท่านประธานครับ ระยะเวลาสําหรับมาตรา ๖๖ ที่ต้องตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ขึ้นนี่ยังเหลือเวลาอีกตั้ง ๓๐ กว่าวันครับ ผมจึงอยากกราบเรียนว่า ณ วันนั้น เวลานั้นเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้บอกว่า ท่านได้ทราบ ล่วงหน้าก่อนวันที่ท่านโยกย้ายท่านอดีตอธิบดีดีเอสไอประมาณ ๑๐ กว่าวัน ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าท่านรัฐมนตรีได้เห็นมาตรา ๖๗ แล้วท่านไม่เห็นมาตรา ๖๖ หรือครับ แล้วใน ความเปึนจริงแล้วถ้าหากว่าท่านมีเจตนาที่จะให้ท่านอดีตอธิบดีดีเอสไอซึ่งวันนี้เปึนเลขาธิการ ป.ป.ท. ไปดํารงตําแหน่งนั้นแล้วดําเนินการได้จริง ท่านต้องเห็นในเนื้อหากฎหมายอีกครับว่า ในกฎหมายนั้นทางเลขาธิการ ป.ป.ท. และสํานักงานจะดําเนินการได้สมบูรณ์แบบต้องมี คณะกรรมการครับ เพราะว่าหลายอย่างในกฎหมายได้เขียนไว้ชัดว่าให้เปึนหน้าที่ ที่คณะกรรมการจะต้องประกาศกําหนด ถ้าหากว่าไม่มีประกาศกําหนดเลขาธิการก็ทํางาน ไม่ได้ ฉะนั้นตรงนี้ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า ท่านรัฐมนตรีได้ทราบมาแล้ว และ ณ วันที่ท่านรัฐมนตรีได้ใช้อํานาจโยกย้ายท่านอธิบดีดีเอสไอนั้นท่านยังมีเวลา ในส่วนนี้อีก
ประการที่ ๔ ผมอยากให้เกิดความชัดเจนในกําหนดวันครับว่าวันที่ มีผลบังคับคือวันไหนแน่ กฎหมายประกาศใช้วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑ มีผลนับแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ ๒๕ ถ้าหากว่านับไปให้ชัดนะครับในส่วนของท่านรัฐมนตรี ผมอยากให้เกิดความชัดเจนครับจะต้องทําให้เสร็จภายในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑ เพราะนั่นคือวันที่ครบ ๖๐ วัน ถ้าวันที่ ๒๕ คือวันที่ ๖๑ ครับเลยไปแล้ว แล้วถ้าหากว่า ท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการของท่านได้กรุณาดูให้ชัดในกฎหมาย มาตรา ๖๖ ท่านจะเห็น เขาเขียนว่า ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามลําดับภายในหกสิบวัน แปลว่าอะไรครับ เขาไม่ได้ให้ท่านตั้งภายใน ๖๐ วันนะครับ เขาหมายความว่า เมื่อแต่งตั้งแล้วต้องให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบก่อนแล้วส่งไปวุฒิสภา เห็นชอบด้วย ทั้งหมดนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน ถ้าหากว่าหลักการบริหารราชการที่ดี ท่านทราบได้อย่างไรครับว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะเห็นชอบสอดคล้องกับสิ่งที่ ท่านเสนอ สภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีเสียงข้างมากเปึนของรัฐบาลเห็นชอบ แต่วุฒิสภา เขาอาจจะไม่เห็นชอบ ก็แปลว่า คณะกรรมการชุดที่ท่านส่งมานั้นอาจจะต้องถูกส่ง ตีกลับไปครับ และจะต้องส่งกลับมาพิจารณาใหม่ ทบทวนใหม่ หรือจะยืนยันคนเดิม ก็สุดแล้วแต่ แปลว่ากระบวนการนี้อาจจะต้องมีครั้งสอง หรือสาม หรือ ๔ ครั้งด้วยซ้ําไป ซึ่งจะมีกี่ครั้งก็สุดแล้วแต่ กฎหมายบอกว่าต้องเสร็จภายใน ๖๐ วัน ไม่ได้แปลว่ากระบวนการ ทั้งหมดมาทีเดียวจบ ถ้าหากว่าท่านเห็นอย่างนั้นผมเกิดความสงสัยหลังจากฟังท่านชี้แจง ท่านรัฐมนตรีก็ดี ท่านรองอธิบดีก็ดีทําไมไม่หารือครับว่าเมื่อกฎหมายเปึนอย่างนี้ ท่านรองอธิบดีเองก็เห็นว่า สมัยที่ท่านเปึนกรรมาธิการวิสามัญท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นสอดคล้องด้วยทําไม ไม่เสนอว่าเราแก้บทบัญญัติมาตรา ๖๖ ดีไหมครับท่านรัฐมนตรี ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่า อํานาจท่านมีเต็มเป้ืยมเพราะอะไรครับ ท่านอาจจะขอแก้ไขมาตราเดียวหรือเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ทํางานได้ท่านขอสภาพิจารณา ๓ วาระรวดใช้กรรมาธิการเต็มสภาก็ย่อมทําได้ สามารถทําให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ วันก็ย่อมทําได้ ผมจึงยังไม่เข้าใจครับว่าด้วยเหตุผลกลใด ท่านจึงไม่ใช้สิทธิและอํานาจของท่านในส่วนนี้ ผมเห็นใจและเข้าใจในสิ่งที่ท่านรองอธิบดี ได้กรุณาชี้แจงถึงปัญหาอุปสรรค ผมเปึนรัฐบาลผมก็เชื่อว่าเราเจอกฎหมายฉบับนี้เราก็ เหนื่อยเหมือนกันครับ เพราะว่าการพิจารณาคัดตัวตรงนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ ครับ ผมเห็นใจ ท่านรัฐมนตรีในส่วนนี้ เห็นใจท่านรองอธิบดีและคณะของกระทรวงยุติธรรมในส่วนนี้ แต่ละคนแต่ละท่านจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเปึนผู้ที่มีความเหมาะสม แต่เมื่อเรา เห็นว่าเงื่อนไขของกฎหมายมันบังคับมันทําไม่ได้ ตรงนี้ล่ะครับเปึนประเด็นที่ผมสงสัยว่า ทําไมท่านไม่แก้ไข ในขณะเดียวกันท่านกลับใช้อํานาจในมาตรา ๖๗ ทําให้เกิดความสําเร็จ ได้ใน ๓๐ วันในการโยกย้ายตรงนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ และถ้าหากว่าท่านรัฐมนตรี หรือคณะของท่านไม่ว่าจะเปึนฝ์ายการเมืองหรือฝ์ายประจําก็สุดแล้วแต่ที่เปึนนักกฎหมาย ไปดูนะครับ ปกติกฎหมายจะใช้คําอย่างนี้ครับท่านประธาน ตรงไหนที่หมายถึงรัฐมนตรีนี่ จะเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ครม. จะเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง จะใช้คําว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ หรือถ้ามีหลายคํามากในตัวบทกฎหมายจะเขียนไว้ ในมาตราแรก ๆ ในหมวดนิยามครับว่า รัฐมนตรี ให้หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ ก็แปลว่าถ้าเมื่อไรในกฎหมายนี้จะให้เปึนอํานาจรัฐมนตรีจะใช้คําว่า รัฐมนตรี แต่ปกติคําว่า กระทรวง คําว่ากระทรวงนี้ไม่ได้หมายถึงรัฐมนตรีครับ คําว่า กระทรวง เขาหมายความว่า ให้ฝ์ายประจําไปดําเนินการโดยการกํากับของรัฐมนตรี และเช่นเดียวกันกับ กฎหมายฉบับนี้ ถ้าหากท่านประธานกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีไปดูจะเห็นว่า ก่อนจะไปถึงมาตรา ๖๖ มีหลายมาตราที่ใช้คําว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เหตุไฉนครับในมาตรา ๖๖ ใช้คําว่า ให้ดําเนินการ และมาตรา ๖๗ ใช้คําว่า ให้กระทรวง ยุติธรรม เพราะว่าในมาตรา ๖๖ จะต้องมีการดําเนินการชั้นกระทรวงและไปถึงชั้น ครม. ซึ่งในส่วนนั้นจะเปึนการทําหน้าที่ร่วมกันของท่านรัฐมนตรีกับสํานักงานปลัดกระทรวง ยุติธรรม ส่วนในเรื่องของกระทรวงยุติธรรมนั้นเปึนฝ์ายบริหารซึ่งต้องดําเนินการแต่งตั้ง โยกย้ายรัฐมนตรีและกํากับดูแล ที่สําคัญท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าอุปสรรค ปัญหา จะเกิดขึ้นด้วยอะไรก็สุดแล้วแต่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมได้ถูกระบุไว้ในกฎหมายว่าท่านเปึนผู้รักษาการตามกฎหมายครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ได้กําหนดไว้อีกครับว่า รัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่ที่จะต้องบังคับการให้เปึนไป ตามกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นโดยอํานาจหน้าที่ของท่านที่แอบแฝง ใช้คําว่า แอบแฝง เพราะไม่รู้จะใช้ศัพท์ว่าอย่างไรภาษาไทย ภาษาอังกฤษบอกว่า อิมไพล (Imply) อยู่ในตัว ของท่านรัฐมนตรีคือท่านต้องทําหน้าที่ตรงนี้ครับ เปึนอํานาจที่แฝงอยู่ในตําแหน่งหน้าที่ ที่ท่านต้องบังคับการให้เปึนไปตามกฎหมาย ท่านต้องรักษาการให้เปึนไปตามกฎหมาย ท่านไม่สามารถที่จะไปอ้างอุปสรรคทางฝ์ายบริหารมาอยู่เหนือกฎหมายได้ ตรงนี้ผมฟัง ข้อชี้แจงเมื่อสักครู่แล้วผมคิดว่าถ้าหากว่าทางกระทรวงยุติธรรมซึ่งเปึนกระทรวงที่รักษาการ ตามกฎหมายนะครับ ท่านกําลังรักษาการทุกอย่างให้เปึนไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะ กฎหมายของกระทรวง ท่านมีหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องทําให้ประเทศนี้อยู่ ด้วยความสงบสุข ด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย แต่ท่านกําลังบอกว่าถ้าหากกระทรวง ยุติธรรมมีปัญหาอุปสรรคแล้วยกขึ้นมาเหนือกฎหมายได้ ท่านประธานที่เคารพ ถ้าหากว่า เราบริหารราชการด้วยวิธีการแบบนี้ ต่อไปถ้าหากว่านักโทษที่ท่านจับเขามาเขาบอกว่า เขามีปัญหาอุปสรรคในการดํารงชีวิตจึงจําเปึนต้องฆ่าคนหรือขโมยจะว่าอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนอย่ายกขึ้นมาตรงนี้เลยครับ ไม่ดีครับ ท่านอย่ายกปัญหาอุปสรรคตรงนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผิดหรือเปล่า ถ้าประเด็นมันอยู่ที่ผิด ประเด็นคือว่าทําอย่างไรต่อไปจะช่วยให้มันถูกถ้าหากวันนี้มันผิด ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้จะเปึนปัญหาต่อเนื่องไปในอนาคตนะครับ ผมขอฝากเปึนประเด็นสุดท้ายครับ
ท่านประธานคงจําได้ครับว่าก่อนจะมาถึงสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้เรามีสภา ที่เรียกว่า สนช. มีการออกกฎหมายไป แล้วบางฉบับศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามีปัญหา เรื่ององค์ประชุม นั่นแค่องค์ประชุมซึ่งเปึนข้อบังคับของสภานะครับท่านประธาน แล้วนี่เปึนกฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับนะครับ ไม่ใช่ระเบียบกระทรวงยุติธรรม นี่เปึนพระราชบัญญัติ เปึนกฎหมายของประเทศรองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญเลย เรียกว่า พระราชบัญญัติ ท่านกําลังกระทําความผิดต่อพระราชบัญญัติ ก็แปลว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นตรงนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็สุดแล้วแต่ท่านต้องยอมรับความเปึนจริงว่าตั้งขึ้นเกินกว่า ๖๐ วันตามที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นมันจะเปึนประเด็นตามกฎหมายตามมาทันทีว่า คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นเกิน ๖๐ วันตามมาตรา ๖๖ มีอํานาจหรือมีผลได้แค่ไหน ผมคิดว่าตรงนี้เปึนสิ่งที่ผมจําเปึนต้องพูดไว้ในสภาบันทึกไว้ ท่านรัฐมนตรีอาจจะใช้ เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปก็ได้ครับ แต่ผลที่ติดคณะกรรมการชุดนี้ในเรื่อง ของกฎหมายมันหนีไม่พ้นมันติดไปตลอด แล้วผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น และมันเปึนแนวทางและเปึนตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องของการบริหารราชการแผ่นดิน และท้ายที่สุดจะเปึนดาบสองคมกลับมาย้อนศรเอากับคณะกรรมการเหล่านั้นเอง ผมคิดว่าถ้าเปึนไปได้นะครับ ทางท่านรัฐมนตรีลองไปหารือดูครับว่าจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ อย่างไร ท่านตั้งไปผมยืนยันครับคณะกรรมการชุดนี้มีปัญหาข้อกฎหมายแน่นอนครับว่า จะมีผลบังคับได้แค่ไหน เพราะเปึนการตั้งเกินกว่าที่กฎหมายกําหนดครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ