จตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างการเลือกนายกรัฐมนตรีกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน การพิจารณา ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ นั้น กระผมเห็นด้วยกับแนวทางการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเปึนนายกรัฐมนตรี ประเด็นที่มีการอภิปรายกันในสภาเมื่อกี้นี้โดยการยกเอากรณีของการให้ความเห็นชอบ องค์กรอิสระ ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่ากรณีการให้ ความเห็นชอบองค์กรอิสระนั้นจะแตกต่างจากการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับ นายกรัฐมนตรีนั้นถูกต้องแล้ว เพราะกระบวนการและที่มานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมขอยกตัวอย่างองค์กรเดียว ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กําหนด คุณสมบัติอย่างไรว่ามา แต่ปรากฏว่ามาตรา ๒๓๑ การสรรหาใน (๑) ให้มีคณะกรรมการ สรรหากรรมการการเลือกตั้งจํานวนเจ็ดคน ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และบุคคล ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจํานวนหนึ่งคนเปึนกรรมการ ทําหน้าที่สรรหา นอกจากนี้ยังให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้มีคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๓๐ ซึ่งสมควรเปึนกรรมการการเลือกตั้ง จํานวนสามคน เสนอต่อประธาน วุฒิสภา หลังจากนี่ว่ากันสรุปก็คือว่า (๔) ก็คือว่า ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติ ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหา ใน (๕) บอกว่าในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ให้ดําเนินการตาม (๖) แต่กรณีวุฒิสภาไม่เห็นชอบในรายชื่อใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งรายชื่อนั้นกลับ เราอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรท่านประธานก็คงจะได้รับเอกสารที่ส่งไป มีการตรวจสอบประวัติว่าแต่ละคนที่ได้ผ่านกระบวนการสรรหาขององค์กรเหมือนอย่าง ที่ว่า แต่ถ้ากระบวนการสรรหาต่าง ๆ นั้นมันเปึนระบบของเขาอยู่แล้วซึ่งจะแตกต่างไปจาก ตัวนายกรัฐมนตรีที่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งระบบรัฐสภานั้นมันจะแตกต่าง ไปจากระบบประธานาธิบดีตรงที่ว่าเลือกประธานาธิบดีโดยตรง ของเราเลือกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างไปจาก องค์กรอิสระเพราะว่าให้วุฒิสภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบก็ส่งกลับไป กรรมการสรรหาก็ว่ากันใหม่ ซึ่งจะแตกต่างไปจากกรณีการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี แปลความว่าคนที่ที่ประชุมเห็นชอบได้รับเลือกเปึนนายกรัฐมนตรี คนที่ไม่ได้รับเลือก ก็ไม่ได้เปึนอะไรเลยจนกระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เปึนผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมอธิบายความเรื่องนี้เพราะอะไรครับ บทเรียนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นี่แหละครับ แม้นว่าไม่ได้มีการแก้ไขข้อบังคับบอกว่าให้แสดงวิสัยทัศน์ให้อภิปราย ซักถามได้ ปรากฏว่าก็ใช้วิธีเลี้ยวกันมา ผมจึงบอกว่าวันนี้ที่กรรมาธิการสุทิน คลังแสง ได้พูดชัดเจนแล้ว เราต้องยอมรับว่าในโลกแห่งความเปึนจริงนั้นผลการเลือกตั้ง บอกทุกอย่างว่าใครจะเปึนนายกรัฐมนตรี ถ้าพรรคเดียวไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล พรรคเดียวเปึนเสียงข้างมากได้ ถ้าหากพรรคใดสามารถรวมตัวกันได้กลายเปึน เสียงข้างมากแล้วก็ประกาศชัดเจนว่าใครเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นแปลความว่าเข้ามา ในสภานั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเปึนอย่างอื่น ผมเองก็ไม่ต้องการให้สภาผู้แทนราษฎร เสมือนว่าเปึนทหารญี่ปุ์นที่รบอยู่ในปาปัวนิวกินี สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ์นเขาเจรจา สงบศึกหลังจากโดนระเบิดปรมาณูไปแล้ว แต่ทหารญี่ปุ์นที่อยู่ในปาปัวนิวกินีนั้นยังเข้าใจว่า สงครามยังไม่ยุติเพราะอยู่ในป์าลึกการสื่อสารไม่ทั่วถึง แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เปึน อย่างนั้น ท่านประธานคงจะแลเห็นว่าก่อนที่จะมีการพิจารณาเลือกไม่ว่าจะเปึนตําแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือตัวนายกรัฐมนตรี มีการประกาศลงสัตยาบันพรรคร่วมกัน เสร็จสรรพ แล้วก็ประกาศว่าจะเสนอชื่อใคร วางกันเสร็จสรรพแปลความกันว่าชื่อก็ไม่ได้ แตกต่างกันไปจากนี้ แต่ทว่าคนที่ได้เปึนเสียงข้างมาก ถ้ากรณีให้มีการอภิปรายซักถาม ตอบประเด็นข้อสงสัย แสดงวิสัยทัศน์ คนที่รู้ว่าแพ้อยู่แล้ว ฝ์ายที่เปึนเสียงข้างน้อย จะสามารถอภิปรายว่าที่นายกรัฐมนตรีได้ในวันเริ่มต้นเลย คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจดี ๆ นี่เองขณะที่เขายังไม่ได้เปึนนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้ผลอยู่แล้วว่าอภิปรายให้ตายเขาก็ยังเปึน นายกรัฐมนตรีอยู่ แต่ความเสียหาย ความสง่างามมันได้เกิดขึ้นมาแล้ว ผมไม่ได้บอกว่า คนเปึนนายกรัฐมนตรีจะต้องไปกลัวการบอบช้ํา แต่สภาผู้แทนราษฎรเรามีวาระต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องแถลงนโยบาย เรื่องงบประมาณ หรือว่าท้ายที่สุดเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แปลความกันว่าจะใช้สิทธิการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นนายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเสียก่อน แปลความว่าได้รับการโปรดเกล้าฯ แถลงนโยบายเสร็จ บริหารประเทศ ฝ์ายค้านพบความล้มเหลวอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ว่าวันเริ่มแรก ของการเสนอรายชื่อนั้นเขายังเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งที่มติพรรคร่วมเสนอ ให้เปึนนายกรัฐมนตรี เขายังไม่ได้อยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมจึงบอกว่าไม่ว่าใครก็ตาม ไม่มีใครเกิดมาแล้วสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ผุดผ่องซักถามกันไม่ได้ แปลความกันตรงนี้เลยก็ว่าได้ไม่ว่าพรรคไหนในวันข้างหน้าจะได้รับการเสนอชื่อเปึน นายกรัฐมนตรีเปึนเสียงข้างมาก ถ้ามีมาตรานี้ให้แสดงวิสัยทัศน์อภิปรายสอบถาม ตรวจประวัติกันได้ บอบช้ํากันแสนสาหัสก็แล้วกัน ผมจึงบอกว่าเมื่อเขาผ่านกระบวนการ เลือกตั้งจากประชาชน กกต. รับรอง แม้ว่าจะมาสอยภายหลังก็ว่าไป แต่ขั้นตอนที่รับรองนั้น แปลความว่าคุณสมบัติครบถ้วนเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กกต. รับรอง มีสิทธิเปึน นายกรัฐมนตรีโดยดุษฎี เพราะฉะนั้นผมบอกว่าการที่คณะกรรมาธิการยืนอย่างนั้นถือว่า ถูกต้องแล้วเปึนการรักษากติกาไว้วันหน้า ผมบอกว่าวันหน้าไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เรียนกับ ท่านประธาน ถ้าขึ้นมาเปึนนายกรัฐมนตรีแล้วมีความบอบช้ําตั้งแต่วันแรก ความเสียหาย ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเขากับพรรคการเมืองเท่านั้นแต่ประเทศก็จะได้รับความเสียหาย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่นายกรัฐมนตรีจะแตะต้องไม่ได้ วันที่มีการอภิปรายนั้นเริ่มแรกเขายัง ไม่ได้เปึนนายกรัฐมนตรี ควรอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่เขาเปึนนายกรัฐมนตรี แล้วทําหน้าที่บกพร่อง ผิดพลาด ขาดคุณสมบัติหรืออย่างไรไปอภิปรายหลังจากที่ เขาเปึนอย่างนั้นได้แล้ว นี่เปึนความเห็นของผมครับท่านประธาน