ชํานิ ศักดิเศรษฐ ชี้ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและเสนอให้สภาต้องตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อป้องกันการฮั้วกัน และเรียกร้องให้ตรวจสอบทั้งคุณสมบัติและมาตรฐานของผู้ที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ผมจําเปึนต้องลุกขึ้นอีกครั้ง เพราะผมคิดว่านี่เปึนการให้ความเห็นที่จําเปึนต้องพึ่งการตัดสินใจของสมาชิก ซึ่งท่านกรรมาธิการได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็น ผมเคารพในความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการ แต่ผมมีประเด็นที่จะต้องโต้แย้งดังต่อไปนี้ ท่านกรรมาธิการได้ให้ ความเห็นกับผม ๔ ประเด็น บอกว่า ๑. ได้แสดงวิสัยทัศน์ในสนามเลือกตั้งมาแล้ว ๒. กลัวบอบช้ําถ้ามีการแสดงวิสัยทัศน์ในสภาและซักถาม ๓. กลัวมีความขัดแย้งในทาง การเมือง ๔. กลับมาแถลงนโยบายต่อสภาอยู่แล้ว กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมนําเสนอกับท่านประธานในวันนี้มีอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ที่ผมบอกกับท่านประธานแล้ว ๑. ประเด็นของรัฐธรรมนูญ ความข้อนี้ในรัฐธรรมนูญแตกต่างจากทุกองค์กรทุกบุคคล ที่จะได้รับการเลือกตั้งหรือสรรหามาตามรัฐธรรมนูญ ถามว่ารัฐธรรมนูญได้เขียน ความแตกต่างนี้เพื่ออะไร ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เปึนความบังเอิญแน่นอนเปึนความจงใจ ในระบบรัฐสภานั้นคนที่ถูกเสนอชื่อให้เปึนนายกรัฐมนตรีบอกว่าได้รับการแสดงวิสัยทัศน์ จากประชาชนทั่วทั้งประเทศแล้ว นั่นเปึนการแสดงทั่วไปและไม่ใช่โอกาสที่จะได้เปึนจริง ในทางการเมือง การเปึนจริงหรือไม่จริงอยู่ที่การเลือกหรือไม่เลือกของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และยังเขียนต่ออีกว่า การเลือกหรือไม่เลือกเปึนเอกสิทธิ์ของ ผู้แทนราษฎร พรรคเดียวกันไม่เลือกพรรคทําอะไรไม่ได้ด้วย นี่ข้อความในรัฐธรรมนูญเขียน ความจงใจที่เขียนให้แตกต่างอย่างนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีการฮั้วกันในสภาอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่แน่นอน เปึนการแสดงวิสัยทัศน์ในสนามเลือกตั้ง นั่นเปึนการแสดงต่อประชาชน ให้มีการเลือกหรือไม่เลือกผู้แทนราษฎร และรู้ได้อย่างไรว่าเลือกทุกครั้งพรรคเดียว ได้เสียงข้างมาก ป้ ๒๕๔๔ คนไทยหลงประเด็นไปเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อป้นั้น เปึนพรรคเดียวได้เสียงข้างมากที่แท้ไม่ใช่ครับ ท่านมาจากการเลือกตั้งได้ ๒๔๘ เสียง ใน ๕๐๐ เสียง เสียงข้างมากก็ ๒๕๒ เสียง แต่ได้มีการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง แล้วก็มีการควบรวมพรรคการเมืองอีกในระยะหลังจากนั้น ป้ ๒๕๔๘ ป้เดียวเปึนป้ที่มี พรรคเดียวได้เสียงข้างมาก และถ้าว่าไปแล้วเสียงข้างมากในวันนั้นจะเปึนเสียงข้างมาก จากการเลือกตั้งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ถ้าไม่มีการควบรวมพรรคการเมือง เอาล่ะแปลว่า เสียงข้างมากที่เข้ามา และโดยเฉพาะครั้งหลังสุดท่านประธานก็เห็นว่าพรรคที่ได้ เสียงข้างมากนี่แน่ใจหรือว่าประชาชนเขาให้เปึนนายกรัฐมนตรี ถ้าประชาชนให้เปึน นายกรัฐมนตรีทําไมเลือกมาแค่นั้นละครับ ทําไมไม่เลือกมา ๒๔๑ เสียง เปึนนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพรรคการเมืองอื่น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากเขายกมือให้ แล้วแน่ใจหรือว่าวันที่เสียงข้างมากไปเลือกตั้ง พรรคร่วมรัฐบาลได้บอกว่าให้ ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้เปึนนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูด เห็นบอกว่าให้หัวหน้าพรรคตัวเอง เปึนนายกรัฐมนตรีทุกคน นี่เปึนความจริงในทางการเมืองที่ผมไม่ได้คิดว่าจะขอเพียง โต้แย้ง เพราะฉะนั้นในการแสดงวิสัยทัศน์ที่ว่านี้ครับ การทําในสนามเลือกตั้งมันเปึน เหตุผลในทางการเมืองของการไปเลือกตั้ง แต่การได้เปึนหรือไม่ได้เปึนจริง ๑. สภาต้องเลือก ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เปึน นายกรัฐมนตรี นี่เปึนความชัดเจนยิ่งกว่าอะไร เราลองตัดสินใจเถอะใช้วิจารณญาณของปุถุชน คนธรรมดาที่พึงจะเปึนว่ารัฐธรรมนูญเขาเขียนขึ้นมาอย่างนี้เพื่ออะไร เพราะฉะนั้น การเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วจะบอกว่ามาสภาแล้วบอบช้ํา ท่านประธานครับ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็ทําได้ทุกรอบ ผมบอกแล้วว่าการแสดงวิสัยทัศน์และซักถามเขียนข้อความว่า อย่างนี้คนที่ทําหน้าที่เปึนประธานสภาอย่างประธานสภาชั่วคราวหรือประธานสภา ที่ทําหน้าที่ได้จริงในวันนั้นแล้ว แน่นอนที่สุดเขาไม่ได้ปล่อยให้ใครพูดจาอะไรที่ถึงขนาด เปึนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่ไม่ใช่เปึนข้อกล่าวหาที่แสดง แต่สภาควรจะรู้หรือควรจะ ได้รู้ว่านายกรัฐมนตรีที่กลับคืนสู่การเปึนนายกรัฐมนตรีและกลับมายุบสภาได้เขาควร ที่จะมีอํานาจและมีบทบาทแค่ไหน สภาควรจะได้ตัดสินใจอย่างไร แล้วจะบอกอีกบอกว่า กลัวความขัดแย้ง ในทางการเมืองเขาประสงค์เลย ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเขาประสงค์ ให้ขัดแย้งเลย ประสงค์ให้มีความแตกต่างแน่ เพราะพอเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จ ส่วนที่เหลือเขาแต่งตั้งเปึนผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นี่ต้องการให้เกิด การตรวจสอบ ๒ ฝ์าย ตรวจสอบทางคุณสมบัติ ตรวจสอบทางมาตรฐาน เพราะฉะนั้น การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เปึนเรื่องที่บอกว่าเสียงข้างมากตกลงข้างนอกอย่างไร แล้วควรได้เปึน เมื่อก่อนนี้ใช่ครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๑๖ ใช่ นั่นเขาตั้ง รัฐบาลกันนอกสภา ตั้งรัฐบาลนอกสภาผมก็เคยตั้ง ก็ไปตั้งกันข้างนอกแล้วเอารายชื่อ ไปให้ท่านประธานสภา ท่านประธานดูว่ามีรายชื่อมากก็นําความกราบบังคมทูลกลับมา แถลงนโยบายแล้วค่อยเจอกันใหม่ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นเปึนวิธีการของ รัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และต่อเนื่องป้ ๒๕๕๐ ๒ ฉบับนี้ ผมไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นเลยที่จะไม่ให้แสดงวิสัยทัศน์ ถ้าท่านประธานไม่อยาก จะเรียกมันว่าสิ่งนี้เปึนการแสดงวิสัยทัศน์และให้ซักถาม ใช้ข้อความอื่นผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ผมคิดว่าวิธีพิจารณาของสภาไม่ใช่นั่งนิ่ง ๆ แล้วเพ่งกสิณแล้วก็เลือกหรือไม่เลือกใคร ไม่ใช่อย่างนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ขอให้สภาได้ใคร่ครวญใหม่ อีกครั้งหนึ่งเถอะว่านี่เปึนการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐสภา ตัดสินใจในการพิทักษ์ เจตนารมณ์แห่งปวงชน พิทักษ์เจตนารมณ์แห่งการบริหารประเทศโดยหาผู้นําที่มีศักดิ์ศรี และมีเกียรติยศ ผมขอเสนอต่อท่านประธานเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ