สุทิน คลังแสง หารือกระบวนการตรวจสอบแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีหลายขั้นตอนตั้งแต่พรรคการเมืองจนถึงการเลือกตั้ง โดยยืนยันว่านโยบายผ่านการสังเคราะห์จากสมาชิกพรรคและแสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะอย่างชัดเจน พร้อมเสนอว่าขั้นตอนการแถลงนโยบายและซักถามหลังเลือกตั้งมีความสำคัญ เพื่อตรวจสอบแนวคิดและชี้ว่าการแสดงวิสัยทัศน์ก่อนเข้ารับตำแหน่งช่วยให้เห็นความบกพร่องของทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ จึงควรลดความภาคภูมิใจลงเพื่อเตรียมพร้อมรับความท้าทายต่อภาพลักษณ์รัฐบาลต่อประชาคมโลก
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคพลังประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการ ต่อคําแปรญัตติของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งประสงค์อยากจะให้มี การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีนั้นได้มีการแสดงวิสัยทัศน์และให้สมาชิกได้ตอบข้อซักถาม ซึ่งในข้อบังคับนี้คณะกรรมาธิการก็ได้ถกแถลงแสดงเหตุผลกันอย่างกว้างขวาง มีทั้ง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ในที่สุดกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นควรว่าในขั้นตอน ดังกล่าวนี้ก็ไม่จําเปึนที่จะต้องแสดงวิสัยทัศน์หรือซักถาม โดยเหตุผลที่เปึนกลุ่มก้อน ส่วนใหญ่นั้น ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงไปถึงท่านสมาชิกทุกท่านว่า เนื่องจากกระบวนการ เลือกนายกรัฐมนตรีของเรานั้นทั้งโดยข้อเท็จจริงแล้วเปึนกระบวนการซึ่งเราได้รับเอา เจตนารมณ์ของประชาชนมารับช่วงแล้วก็มาดําเนินการให้สําเร็จเสร็จสิ้นตามกระบวนการ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่าใครจะได้เปึน นายกรัฐมนตรีหรือเราจะได้เลือกใครนั้น แน่นอนที่สุดเราได้รู้ผลเบื้องต้น ต้องดูเจตนารมณ์ ของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่าใครจะเปึนแคนดิเดท (Candidate : ผู้ได้รับเลือก) ใครจะเปึนนายกรัฐมนตรี นั้นผมเข้าใจโดยข้อเท็จจริง พวกเราก็เข้าใจตรงกันว่าหลังการเลือกตั้งไม่นานเราก็ได้ ทราบตัวบุคคลอย่างไม่เปึนทางการ แล้วหลังจากการดําเนินการประสานงานกันของ พรรคการเมือง อีกไม่นานเช่นกันก็ได้ทราบตัวบุคคล ซึ่งสาธารณะและประชาชนก็ได้ ทราบเช่นกันว่าใครจะได้เปึนนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เรามาเลือกกัน ในสภา ถ้าหากว่าเราได้คิดโดยหลักการและปรัชญาประชาธิปไตยแล้ว เราจะต้องเคารพ เจตนารมณ์ของประชาชน เคารพผลการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาแสดง วิสัยทัศน์ซึ่งอาจจะหวังผลให้เปลี่ยนแปลงตัวบุคคลไปจากเจตนารมณ์ของประชาชนนั้น ผมเชื่อว่าเราคงจะทําได้ลําบาก แล้วก็คงไม่ประสงค์ที่เราจะต้องไปหักหาญเจตนารมณ์ ของประชาชน เพราะฉะนั้นการแสดงวิสัยทัศน์หรือการไม่แสดงวิสัยทัศน์ ถ้ากล่าว โดยข้อเท็จจริงแล้วแทบจะไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์ของประชาชนได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ แคนดิเดทของคนหรือตัวแทนคนที่จะได้เปึนนายกรัฐมนตรี นั้นเราก็วิตกกันว่าได้รู้ประวัติเขาดีแล้วหรือยัง ได้รู้แนวคิด ได้รู้วิสัยทัศน์ ได้รู้ผลงาน เขาดีหรือยัง อันนี้เราได้พูดคุยกันก็ได้ข้อสรุปว่าคนจะมาเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นได้ผ่าน การตรวจสอบมาหลายขั้นตอน เบื้องต้นที่สุดพรรคการเมืองต้นสังกัดที่จะเสนอบุคคลนั้น เปึนนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการตรวจสอบจนเปึนที่เรียบร้อย จนถึงขั้นว่าบุคคลนั้น เปึนที่ยอมรับของพรรคดังกล่าวพรรคใด ๆ นั้นแหละ จนถึงขั้นจะเปึนผู้นําของพรรค ซึ่งส่วนใหญ่ก็เปึนผู้นําของพรรค แล้วก็จนถึงขั้นว่าจะเสนอเปึนนายกรัฐมนตรีได้ แล้วที่สําคัญที่สุดตัวบุคคลนั้นก็ได้นําเสนอต่อประชาชน ต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเปึน ผ่านเอกสาร ผ่านสื่อ ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีการปราศรัย เวทีหาเสียง การดีเบท (Debate : การอภิปราย) ต่าง ๆ อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งเราเข้าใจว่าโดยข้อมูลส่วนตัว ของคนจะเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นเปึนที่ตรวจสอบรับทราบกันมาหลายขั้นตอน และที่สําคัญที่สุดขั้นตอนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเราก็ต้องเชื่อมั่นว่าประชาชน ได้พิจารณาควบคู่ไปกับเราจนเปึนที่ตกลงปลงใจแล้วว่าจะเลือกคนนี้ นั่นคือกระบวนการ ซึ่งผ่านมา นอกเหนือจากนั้นคนที่เปึนนายกรัฐมนตรีการที่เราจะทราบแนวคิดวิสัยทัศน์ ของคนเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นมันก็มีหลายขั้นตอนที่เราได้ทราบ สําคัญที่สุดนโยบาย พรรคการเมืองเหล่านั้นก็ได้ผ่านการคิด ผ่านการสังเคราะห์จากทั้งหัวหน้าพรรค จากคนที่ จะเปึนนายกรัฐมนตรี คือแคนดิเดท นายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกพรรคย่อมเปึนที่ทราบ อย่างน้อยก็ระดับหนึ่ง ระดับสําคัญเราก็เชื่อว่าในการเสนอตัวเองต่อประชาชนในการ เลือกตั้งต่าง ๆ แคนดิเดทคนที่จะเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นได้แสดงวิสัยทัศน์ตัวเอง ได้บอกกับ ประชาชน ได้เสนอแนวทางที่จะทํางานจนเปึนที่ชัดเจนคิดว่าไม่น่าจะเปึนข้อเคลือบแคลง สงสัยด้วยแง่มุมประการใด เราเชื่ออย่างนั้น
แล้วที่สําคัญประการต่อมา โอกาสซึ่งเราจะได้เห็นวิสัยทัศน์ โอกาสที่จะได้ ตรวจสอบซักถามตัวนายกรัฐมนตรีถัดไปแล้ว ขั้นตอนแถลงนโยบายต่อสภาขั้นตอนนั้นแหละ สําคัญเพราะไม่นานหลังจากเลือกตั้งได้เปึนนายกรัฐมนตรีผ่านสภาเราไปแล้ว ผ่านการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้วท่านนายกรัฐมนตรีคนนั้นก็จะต้องแสดงวิสัยทัศน์ แสดงแนวคิดอย่างเปึนทางการต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนั้นสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ก็ชอบธรรมแล้วก็เป่ดโอกาสกว้างที่จะต้องได้ซักถามท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว นั่นก็เปึน ขั้นตอนหนึ่ง สิ่งหนึ่งซึ่งเราได้คิดว่าตรงกันข้ามถ้าหากเราได้ให้คนที่จะเปึนนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดทได้แสดงวิสัยทัศน์แล้วก็ได้เป่ดให้สมาชิกซักถาม ซึ่งเราเข้าใจว่าความกังวล และความเปึนห่วง คนจะเปึนนายกรัฐมนตรีของเรานั้นจะต้องเปึนคนที่ได้รับการยอมรับ ต้องสง่างามทั้งในประเทศทั้งต่อประชาคมโลก เพราะฉะนั้นการแสดงวิสัยทัศน์หลายครั้ง ที่ผ่านมาเราก็ได้มีการหยิบยกทั้งแง่มุมที่ดี แง่มุมไม่ดี การซักถามเราก็ซักถาม ในหลายแง่มุม ในที่สุดทั้งคนที่ชนะได้เปึนนายกรัฐมนตรี แล้วคนที่แพ้เสียงในสภาก็ช้ํา ทั้งคู่ เมื่อช้ําทั้งคู่คนได้เปึนก็เปึนนายกรัฐมนตรีบนความบอบช้ําจากเพื่อนสมาชิก ของเราเอง ส่วนคนไม่ได้เปึนก็บอบช้ําแล้วก็อกหัก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะใช้ภาษาง่าย ๆ ที่เราพอจะเข้าใจกันได้ แล้วในที่สุด ตัวนายกรัฐมนตรีของเรานั้น ความบอบช้ําจากสภาซึ่งเกิดจากพวกเราเองก็จะได้พกเอา สิ่งเหล่านี้ไปต่อประชาคมโลก เพราะฉะนั้นความสง่างามความภาคภูมิใจในประชาชน และในพวกเราเองอาจจะต้องลดน้อยถอยลงไป
ประการต่อมา อันนี้เปึนเหตุผลซึ่งเพื่อนสมาชิกบางคนได้แสดงเหตุผล น่ารับฟังว่า สถาบันรัฐสภาของเราที่ผ่านมาก็ถูกฝ์ายที่ไม่ค่อยหวังดี ฝ์ายที่ไม่ยอมรับ สถาบันของเราได้หยิบยกเอาไปกล่าวหาในทํานองที่เสื่อมเสีย ในทํานองที่หยิบเอาคําพูด ของเราไปบ้าง เอาคํากล่าวหาของเราไปขยายความ จนในที่สุดก็เปึนที่บอบช้ําก็คือว่า รัฐสภาน้ําไม่ดีบ้าง น้ําเน่าก็ว่ากันไป แล้วสถาบันแห่งนี้ก็ได้ถูกละเลงโดยพวกเรา แล้วคนข้างนอกรับไปขยายผล ในที่สุดสถาบันของเราก็ค่อย ๆ เสื่อมลงไป การที่เรา มาเริ่มต้นการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วเราก็เกิดบรรยากาศของการปะทะ เกิดบรรยากาศ ของการขัดแย้ง การต่อสู้ การห้ําหั่นกันเราคิดว่าเปึนปฐมบทของสภา เปึนปฐมบท ของฝ์ายบริหารที่น่าจะเปึนผลเสียกับสถาบันของเราแล้วก็เปึนเหยื่อให้กับฝ์ายอื่น ได้หยิบยกไปลดความน่าเชื่อถือของเราอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่เรียนมา ทั้งหลายทั้งปวงเราจึงคิดว่าการที่จะให้นายกรัฐมนตรีคนที่จะเสนอชื่อเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ เป่ดโอกาสให้ซักถามแล้วเราคิดว่าอาจจะไม่จําเปึน จึงขออนุญาตเรียนเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ