พีรพันธุ์ พาลุสุข พูดถึงการเพิ่มคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำว่า 3 คณะที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ มีความจำเป็นและเหตุผลในการดำเนินการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เนื่องจากมีท่านสมาชิกหลายท่านได้ลุกขึ้นมา ท้วงติงหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่มีการเพิ่มขึ้นมาในข้อ (๒/๑) เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการ กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ผมจะกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่า ในชั้นของการมีคณะกรรมาธิการกี่คณะนั้นมีการพูดกันอยู่หลายครั้ง เพราะฉะนั้นผมจะขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าคณะกรรมาธิการคิดกันง่าย ๆ เมื่อมี การยกร่างขึ้นมาเอา ๓๒ คณะ เดินหน้ากันไปอย่างนั้นก็คงจะได้ หรือถ้าจะยืนยันตาม ข้อบังคับเดิมที่มีอยู่ ๓๑ คณะ เดินหน้าไปตามนั้นลอก ๆ กันมาก็คงเปึนไปได้ แต่เนื่องจาก มีคณะกรรมาธิการหลายท่านก็เสนอว่าน่าจะมีคณะกรรมาธิการขึ้นมาใหม่เพิ่มเติม จากเดิมที่เคยมีอยู่ ซึ่งจะสอดรับกับสถานการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ๓ คณะจริง ๆ ที่มีการเสนอขึ้นมาก็คือคณะกรรมาธิการชุดนี้ละครับ ชุดแรกคือ คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คณะที่ ๒ คือ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งผมขอกราบเรียนในที่ประชุมว่า แนวความคิดเรื่องของความมั่นคงในปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปจากแนวเดิมมาก เราไม่ได้เน้น ที่ความมั่นคงทางทหารเปึนหลัก แต่เราเน้นที่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และหลายท่านที่เคยไปประชุมองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศและหลายองค์กร ปัจจุบันนี้ก็จะพูดถึงเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม แม้กระทั่ง ที่เราเรียกว่า ความมั่นคงทางประชาธิปไตย อันนี้เปึนประเด็นที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นมาก็มีเหตุผลที่น่าจะสนับสนุน อีกชุดหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ คณะกรรมาธิการ การปัองกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ซึ่งเปึนภัยที่พวกเรา จะพบเห็นเปึนประจําอยู่ทุกวัน เพิ่มขึ้นมาอย่างนี้จึงจะสอดรับกับภาระหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการนะครับ ในประเด็นที่มีข้อท้วงติงว่า คณะกรรมาธิการกิจการองค์กร ตามรัฐธรรมนูญจะมีปัญหาหมิ่นเหม่ต่อการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการ ก็ตระหนักดีครับ หลายคนได้เป่ดดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ อ่านกันหลายรอบแล้ว ในชั้นแรกก็มีการจะใช้คําว่า คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป่ดดูแล้ว มันก็ไม่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญในหมวดนี้เขาใช้คําว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งแยกเปึน ๒ ส่วนก็คือ ส่วนที่ว่าด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ ๔ องค์กร และองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ ๓ องค์กร คณะกรรมาธิการก็พยายามจะดูว่าบทบาทของ สภาผู้แทนราษฎรจะทําหน้าที่ในเรื่องที่จะดูแลองค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร ผมได้มีโอกาส คุยกันนอกรอบนะครับ ขออภัย แม้กระทั่งท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ซึ่งท่านก็ได้คุย กับผมเหมือนกันด้วยความเปึนห่วงว่าตอนที่ท่านอยู่วุฒิสภา เนื่องจากวุฒิสภามีหน้าที่ แต่งตั้งสรรหาองค์กรเหล่านี้จึงมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา แต่ว่าในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทําหน้าที่นี้ เพราะฉะนั้นการที่มีองค์กรนี้ขึ้นมามันอาจจะ เปึนปัญหาในเรื่องที่จะไปขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ แต่ผมก็ได้เรียนต่อท่านไปแล้วว่า เราก็ได้ดูเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ ได้ถามคนที่ยกร่างขึ้นมานี้ว่าถ้าคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะดูแลเรื่องเหล่านี้ได้จะทําได้เพียงใด ถ้าอย่างนั้นถ้าท่านไปดู วรรคสองของมาตรา ๑๓๕ เขาก็เขียนข้อห้ามไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง คือที่เราตั้งขึ้นมา มีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใด มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาอยู่นั้นได้ และให้คําสั่งเรียกดังกล่าวมีผลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่คําสั่งเรียกเช่นว่านั้นมิให้ใช้บังคับ มี ๒ กลุ่มที่เขาห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน กลุ่มที่ ๑ ก็คือผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ในกระบวนวิธีพิจารณา พิพากษาอรรถคดีหรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล นี่เขาห้ามไว้ชัดเจนครับ ก็แปลว่าจะเรียนเชิญ จะเรียกผู้พิพากษามาถามว่าทําไมจึงตัดสินคดีอย่างนี้ไม่ได้ จะถามเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายผู้พิพากษาไม่ได้ แต่เรื่องอื่นเขาไม่ได้ห้ามครับ กลุ่มที่ ๒ และมิให้ใช้บังคับกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็คือองค์กรอิสระ หรือกรรมการในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่โดยตรงในแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี นี่ก็คือข้อห้ามที่เขียนไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่าเวลาเราพูดถึงเราพูดทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ก็เปึนภาพรวม ๆ ไป แต่เมื่อ คณะกรรมาธิการไปปฏิบัติหน้าที่ท่านก็เห็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พอมาถึงวรรคนี้ท่านต้องพึงระมัดระวังว่าถ้าเปึนผู้พิพากษาเรียกเข้ามาถามเรื่องคดีไม่ได้ เรียกมาถามเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้ ถ้าเปึนองค์กรอิสระคือผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือกรรมการในองค์กรอิสระอื่น เรียกมาถามในสิ่งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่โดยตรงของท่านไม่ได้ ภาพมันก็ชัดเจนก็พึงระมัดระวังในเรื่องนี้ ผมได้เคยกราบเรียนต่อที่ประชุมแล้วว่า ในคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ องค์กรล้วนแต่ต้องทํารายงาน ประจําป้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แล้วสภาก็เคยอภิปรายซักถาม เพราะฉะนั้นระหว่าง ที่ยังไม่มีรายงานขึ้นมา สภาใช้อํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๕ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ขึ้นมาเพื่อจะพิจารณาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับข้อห้ามของรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินการขององค์กรอิสระนี้ผมคิดว่าก็น่าจะทําได้ เช่น ถ้าจะถามว่าที่เราเขียนไว้ ในการบริหารจัดการองค์กร ถ้าจะเรียกเลขาธิการ กกต. หรือองค์กรอื่น ๆ มาถาม เรื่องปัญหาในการบริหารองค์กรในหน่วยงานของท่านมีปัญหาอะไรไหม จะให้สภา ช่วยอะไรประเด็นไหนบ้างไหม อย่างนี้น่าจะเรียกมาปรึกษาหารือกันได้ แต่ไม่ได้ไปสอบสวน เรื่องที่เปึนเรื่องการทํางานของกรรมการในองค์กรเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราพิจารณา กันอย่างรอบคอบแล้วก็คิดว่ามันมีข้อห้ามชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การทําหน้าที่ของคณะกรรมาธิการก็ต้องพึงระวังไม่ให้เกิดปัญหาที่มันเกิดขึ้นตามที่ รัฐธรรมนูญได้ระบุข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนแล้วครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ