ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พูดถึงการแก้ไขข้อบังคับในเรื่องคณะกรรมาธิการ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความซ้ำซ้อนและขัดแย้งในหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และเรียกร้องให้กรรมาธิการชี้แจงประเด็นข้อนี้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี พรรคชาติไทย ผมเรียนว่าผมได้รอที่จะอภิปรายข้อบังคับในเรื่องคณะกรรมาธิการ เพราะได้ดูการแก้ไข ของท่านคณะกรรมาธิการที่ได้ปรับปรุงและเพิ่มคณะกรรมาธิการเข้ามา ๓ คณะกรรมาธิการ ซึ่งเท่าที่ได้ศึกษานี่ก็ถือว่าเปึนวิสัยทัศน์ที่ดีมากของท่านกรรมาธิการ เช่น การเพิ่มคณะกรรมาธิการ การปัองกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติซึ่งเปึนเรื่องสําคัญและเปึนปัญหาใหญ่ ในปัจจุบันของบ้านเมืองเรา เห็นจากแค่มีพายุฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมานี่ก็ส่งผลกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนเปึนอย่างยิ่งก็ควรจะมีกรรมาธิการลงมาติดตามในเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ดีผมอ่านไปที่ (๒/๑) ที่เพิ่มเข้ามานี่นะครับ ผมก็เกิดความสงสัยอยู่ใน ๒ อย่างคือ การทําหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญคือ ๑. เมื่อตั้งมาแล้วต้องทํางานได้ สามารถสอบสวนดําเนินการศึกษาเรื่องต่าง ๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพคือทํางานแล้วได้ประโยชน์ และ ๒. คือต้องไม่ซ้ําซ้อน แต่ทีนี้ คณะกรรมาธิการใน (๒/๑) ซึ่งท่านใช้ คําว่า คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ซึ่งหลายเรื่องก็เปึนเรื่องใหม่ เช่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เท่าที่ในอดีตก็จะไม่มีคณะกรรมาธิการมาติดตามเรื่องนี้โดยเฉพาะนะครับ ซึ่งในความเข้าใจของผม ผมเข้าใจว่าที่เราไม่ไปตรวจสอบติดตามองค์กรตามรัฐธรรมนูญนี่ เพราะว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่เลยนะครับ หรือเกือบทั้งหมดเปึนองค์กรอิสระ ไม่ได้รับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรเลย เราไม่ได้เปึนคนไปแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้มาดํารงตําแหน่ง เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่าง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ตามนี่มันมีความถูกต้องเหมาะสมแค่ไหน ที่เราจะตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อเรียกคนเหล่านี้เข้ามาชี้แจงหรือมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ ผมเกรงว่าเมื่อเรามีอํานาจหน้าที่ขึ้นมา แต่ทางปฏิบัติด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม ด้วยความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสภากับองค์กรอิสระเหล่านี้ ผมเกรงว่ามันจะทํางานไม่ได้แล้วอาจจะส่งผลกระทบ ต่อภาพลักษณ์ของสภาด้วยนะครับ เพราะหลายเรื่องนี่ก็เปึนเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง แล้วเราเรียกเข้ามาสอบสวน ผมยกตัวอย่างแค่การจะแก้รัฐธรรมนูญก็ยังมีการครหาว่า เราแก้เพื่อพรรคการเมือง เพื่อตัวเราเอง เช่นเดียวกันถ้าวันนี้เราตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบ องค์กรตามรัฐธรรมนูญแล้วเรียกศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบ มาสอบสวน ซึ่งก็รู้อยู่ว่า ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีภารกิจในวันข้างหน้าคือการพิจารณายุบพรรคการเมือง ถามว่ามันจะมีความชอบธรรมไหมครับที่เราจะทําอย่างนี้ จะโดนสังคมต่อว่าสภาหรือไม่ และที่สําคัญครับ ผมได้อ่านในรัฐธรรมนูญ องค์กรในรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า ผมยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๗ วรรคท้าย ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ นี่ยกตัวอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเขียนในอํานาจหน้าที่ว่าคณะกรรมาธิการนี้ สามารถพิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดเกี่ยวกับการดําเนินงานของหน่วยงานขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญได้มันก็จะเกิดการขัดแย้งทันทีกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญเอง เพราะเขา มีความเปึนอิสระ แต่เรากําลังจะตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อไปสอบสวนซึ่งทําให้เขา ไม่อิสระนะครับ ก็ขอกราบเรียนทางกรรมาธิการอยากให้ชี้แจงในประเด็นข้อนี้นะครับ เพราะเปึนเรื่องสําคัญ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเรามีคณะกรรมาธิการคณะนี้ขึ้นมาแล้วทํางานไม่ได้ หรือทํางานแล้วเกิดปัญหา ต่อระบบการเมืองของประเทศไทยเรานี่ ผมว่าอย่าตั้งดีกว่าครับ แต่ส่วนเรื่องอื่นนะครับ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดคือการซ้ําซ้อนนะครับ ความซ้ําซ้อนเท่าที่ผมได้อ่านหน่วยงานทั้งหมด หลังจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็คือ เรื่องของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถ้ารัฐวิสาหกิจที่ทํางานในด้าน การคมนาคม เช่น การบินไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย องค์กรเหล่านี้เมื่อมีปัญหาเรื่องต่าง ๆ ก็จะส่งเข้ามาที่คณะกรรมาธิการการคมนาคม ทําหน้าที่ ติดตามสืบสวนสอบสวน แก้ปัญหาให้กับหน่วยงานเหล่านี้ใช่ไหมครับ หรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจ ขนาดใหญ่ เช่น ปตท. มีปัญหาก็คือจะเปึนเรื่องของพลังงาน ทีนี้เมื่อเราตั้งคณะกรรมาธิการ ที่จะดูแลเรื่องรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะขึ้นมามันก็จะเกิดความซ้ําซ้อนใช่หรือไม่ เช่น เมื่อมีปัญหา เรื่องพลังงาน น้ํามันราคาแพง ปตท. นี่เอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนหรือไม่ เอารัดเอาเปรียบ ผู้ค้าน้ํามันรายย่อยหรือไม่ เรื่องก็จะส่งเข้ามา ๒ ทาง เกิดความซ้ําซ้อนกันในการวินิจฉัยตัดสิน หรือถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ เช่น คณะกรรมาธิการการพลังงานกับคณะกรรมาธิการ ที่ดูแลเรื่องรัฐวิสาหกิจมีความเห็นและมีการศึกษาที่แตกต่างกันก็จะทําให้เกิดความสับสน ความสับสนทั้งในสภาในหมู่สมาชิกและในการทํางานของพวกเราทุกคนนะครับ ก็จึงเรียนว่า อยากให้ทางกรรมาธิการได้ลองทบทวนการตั้งคณะกรรมาธิการ ใน (๒/๑) หรือปรับปรุงแก้ไข บทบาทหน้าที่ก็ได้ครับ ผมเกรงว่าเมื่อตั้งไปแล้วมันจะทํางานไม่ได้แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสภา ส่วนเรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องสั้น ๆ ผมจะไม่รบกวนเวลาของทางสภามากนะครับ ใน (๓๒) ผมเรียนถาม นิดเดียวครับ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมมีอํานาจหน้าที่กระทํากิจการพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม เดิมใช้คําว่า อุตสาหกรรม เฉย ๆ รวมทั้งศึกษาผลกระทบอันเกิดจากอุตสาหกรรม ท่านไปเติมคําว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งก็ไม่ได้มีนิยามไว้อย่างเปึนทางการว่าทั้ง ๓ ขนาดมันคือ อะไรบ้างนะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้าน ใหญ่ กลาง เล็ก มันก็คือทุกขนาด ทุกขนาดก็คือทุกประเภทนะครับ แล้วท่านจะเขียนทําไมครับ ก็คือใช้คําตามเดิมผมว่า ก็ครอบคลุมแล้วก็ประหยัด กระชับ แล้วที่สําคัญคือเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วคือ ส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งศึกษาผลกระทบอันเกิดจากอุตสาหกรรม ไม่เห็นมีความจําเปึน ที่จะต้องเพิ่ม คําว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม เลยครับ เพราะเปึนคําฟุ์มเฟ๋อย จริง ๆ ที่เราใช้คําว่า อุตสาหกรรม ก็ครอบคลุมทั้งหมดนี้อยู่แล้ว ก็ขอเรียนไว้ ๒ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ