สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๙ เมษายน ๒๕๕๑

วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความชื่นชมต่อการทำงานของหน่วยงานสสส. แต่ก็แสดงความไม่พอใจต่อภาพลักษณ์ที่บกพร่องของสสส. โดยเฉพาะภาพที่มีคนขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อคุณภาพของคนไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น การลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น และการรณรงค์สุขภาพของสสส. โดยเน้นย้ำว่าจำนวนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้สสส. ต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้ผมต้องชื่นชม ทางตัวแทน สสส. ผมอยากจะบอกท่านจากใจว่าท่านเปึนหน่วยงานไม่กี่หน่วยงานที่มา ในสภาแล้วไม่ค่อยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่าไร ผมฟังสมาชิกในสภาหลาย ๆ ท่านที่พูดไปนี้ ส่วนใหญ่ก็เปึนการชื่นชมและให้กําลังใจท่านตัวแทนของ สสส. ที่มาในวันนี้ ดังนั้นอยากจะบอกท่านว่าวันนี้ในระบบดูแลสุขภาพของประเทศโดยหลักใหญ่แบ่งเปึน ๒ ส่วน คือส่วนซ่อมสุขภาพ และส่วนสร้างสุขภาพ วันนี้ สสส. ถือว่าเปึนหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่ง ในการผลักดันเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศ ดังนั้นจึงไม่แปลก เวลาท่านเข้ามาในสภาแห่งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่มักจะชื่นชมการทํางาน ของ สสส. แต่ท่ามกลางการชื่นชมท่านเชื่อไหมว่า สักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้นั่งข้าง ๆ ผมคือ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์คุณหญิงกัลยา ได้มากระซิบกับผมบอกว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องคอขาดบาดตาย ผมไม่พูดไม่ได้ครับ เปึนความดีของ สสส. ที่บกพร่อง แต่ผมเชื่อว่าท่านบกพร่องโดยสุจริตใจ ท่านลองเอาเอกสารเล่มนี้ขึ้นมาดูนะครับ เอกสารเล่มนี้ท่านดูที่หน้าปกครับ ถ้าดูผิวเผินผมเชื่อว่า สมาชิกทุกคนได้อ่านอย่างผิวเผินไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากที่ดูอย่างตั้งใจดูแล้วจะพบว่า ที่มุมด้านล่างซ้ายเปึนการขี่มอเตอร์ไซค์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อก มันเปึนภาพลักษณ์ที่สูญเสียมาก ที่ทําให้คะแนนของท่านตกหล่นไปเยอะ หลายคนกระซิบว่าภาพนี้นึกถึงบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งครับ ที่เคยขี่มอเตอร์ไซค์ที่อาจสามารถ เปึนตัวแทนหรือเปึนนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ทํา ในสิ่งที่เรียกว่าผิดกฎหมายครับ ดังนั้นวันนี้ สสส. อย่าพลาดนะครับ ท่านเขียนไว้ในหน้า ๑๘ บอกว่าความเสี่ยงของคนไทยคือข้อที่ ๕ คือคนไทยไม่สวมหมวกกันน็อก ถือว่าเปึน ความเสี่ยงต่อคุณภาพของคนไทยในข้อที่ ๕ ที่ สสส. จะต้องรณรงค์ และ สสส. ก็เขียนไว้ ชัดเจนว่าจากข้อมูลพบว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้ใช้จักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุนั้นไม่ใส่ หมวกกันน็อก และในหน้าปกท่านก็เอารูปคนไม่ใส่หมวกกันน็อกซ้อนมอเตอร์ไซค์มาให้เห็น ดังนั้นภาพนะครับท่าน ถ้าท่านเปลี่ยนได้ท่านต้องเปลี่ยนแต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้แจกไปแล้วนั่นก็ถือว่า เปึนความบกพร่องที่ทําให้ภาพลักษณ์ของท่านสูญเสียไปเยอะพอสมควร ผมมีโอกาสที่ได้อ่าน ข้อสรุปที่ท่านสรุปไว้ ๗ ประเด็น ในปัจจัยเสี่ยงคุกคามสังคมไทยทั้งหมด ๗ ข้อ แล้วก็อ่านดูแล้ว ไล่เลียงดูแล้วผมจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกตประมาณ ๓-๔ ข้อที่เกี่ยวข้องกับ สสส. โดยตรง

ในประเด็นที่ ๑ คือประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์เสี่ยง ท่านคงจะทราบดีว่าปัจจัยเสี่ยง ในเรื่องเพศสัมพันธ์มีปัญหาอยู่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือ เรื่องการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งวันนี้ ท่านต้องยอมรับว่าวันนี้โรคเอดส์ยังเปึนปัญหาของสังคมไทยอยู่ และอย่างที่ ๒ ผมเชื่อว่า สสส. ไม่ค่อยได้พูดถึง แต่ผมอยากให้ สสส. เอาเรื่องนี้มาพูดถึงก็คือปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางเพศที่เรียกว่าการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ผมถือว่าสิ่งนี้เปึนประเด็น สําคัญที่ สสส. มีส่วนในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต สร้างเสริมสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในวัยที่เรียกว่าวัยรุ่น จากข้อมูลของสํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคบอกว่า ขณะนี้ปัจจัยเสี่ยงเรื่องเพศนั้นเปึนปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง ในการเรียงลําดับความสําคัญ ที่ท่านสรุปใน ๗ ปัจจัยเสี่ยงนั้นท่านก็ให้ความสําคัญเรื่องเพศสัมพันธ์เปึนปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง และข้อมูลนี้ได้มีการชี้ชัดเจนว่ากลุ่มปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในขณะนี้เปึนกลุ่มปัจจัยเสี่ยง ในกลุ่มที่เรียกว่าวัยรุ่น โดยที่มีอายุประมาณ ๑๐-๒๔ ป้ซึ่งน่ากลัวมาก และสังเกตดูนะครับ ว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นตั้งแต่ป้ ๒๕๔๕ ความเสี่ยงนั้นมีประมาณ ๓๑.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบัน ตัวเลขล่าสุดป้ ๒๕๔๙ ความเสี่ยงได้เพิ่มจาก ๓๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ไปเปึน ๔๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมกําลังจะชี้ให้ท่านเห็น เดี๋ยวผมจะโยงแป็บหนึ่ง หลังจากโยงเสร็จแล้วผมเชื่อว่าสรุปปุ็บ ท่านต้องคิดได้เลยว่าท่านจะต้องปรับปรุงอะไร ช่วงอายุที่เขาบอกว่าติดเชื้อมากที่สุด เมื่อสักครู่ผมชี้ให้เห็นถึงว่าช่วงที่มีอัตราที่เพิ่มขึ้นคือช่วงวัยรุ่น ๑๐-๒๔ ป้ แต่โดยสรุปแล้ว ช่วงที่มีปัญหามากที่สุดคือช่วง ๒๐-๓๙ ป้ แต่ท่านเชื่อไหมว่าอ่านดูแล้วตกใจครับ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโรคเอดส์ ปรากฏว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโรคเอดส์ วันนี้ความเสี่ยงที่สําคัญคือคู่สามีภรรยาปกติ ในเอกสารรายงานของท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า วันนี้คู่สามีภรรยาเปึนกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด และกลุ่มที่มีความเสี่ยงรองลงมาก็คือ กลุ่มที่เรียกว่ารักร่วมเพศ สมัยก่อนเรามักจะพูดว่าคนไข้ที่เปึนโรคเอดส์สิ่งที่เรากังวลคือ กลุ่มรักร่วมเพศ กลุ่มติดยาเสพติด แต่วันนี้มันน่ากลัวเนื่องจากว่าเรื่องเหล่านี้ได้ลุกลามมาถึง ในครอบครัวเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคู่สามีภรรยาตามปกตินั้นถือว่าเปึนกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด และตัวเลขที่รายงานมาชัดเจนว่าขณะนี้คนที่เปึนโรคเอดส์รายงานตั้งแต่ป้ ๒๕๒๗–๒๕๕๑ พบว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นเปึนความเสี่ยงที่สูงถึง ๘๓.๘๒ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมเอาข้อมูลนี้ มาเรียนกับท่านตัวแทน สสส. เนื่องจากบอกว่า ท่านยอมรับว่าวันนี้ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์เปึนปัญหาต่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ของประชาชน ท่านให้ความสําคัญอันดับหนึ่ง แต่ปรากฏว่าดูจากตัวเลขการกระจาย งบประมาณในการดูแลหรือรณรงค์สิ่งเหล่านี้แล้วผิดไปมากครับ ในการกระจายเงินทุน เพื่อดูแลในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน สสส. ให้ความสําคัญเรื่องแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่กระจายลงไป ถือว่าเปึนอันดับ ๑ อันดับที่ ๒ คือ อุบัติเหตุ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๓ คือ การออก กําลังกาย ๑๓ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นลดหลั่นกันไปครับ ปรากฏว่าความเสี่ยงของ กลุ่มที่เรียกว่าเพศสัมพันธ์เสี่ยงนั้นซึ่งท่านถือว่าเปึนกลุ่มเสี่ยงอันดับ ๑ ปรากฏว่า การกระจายเม็ดเงินงบประมาณในการรณรงค์เรื่องเหล่านี้อยู่ในอันดับ ๑๐ ของทั้งหมด ๑๑ อันดับ คิดเปึนเม็ดเงินงบประมาณที่กระจายลงไปประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ตรงนี้ฝากท่านว่าทําอย่างไรก็แล้วแต่ที่ให้กลุ่มเสี่ยงของเราโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นให้รู้จัก ดูแลสุขภาพตัวเองในเรื่องเพศสัมพันธ์ และท่านคงจะทราบดีว่าเมื่อสักครู่เราพูดถึง เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะโรคเอดส์ วันนี้สิ่งที่ต้องกังวลและเปึนปัญหา ของสังคม แล้วไม่มีใครกล้าพูดถึงคือ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ผมอยากให้ สสส. เอาเรื่องนี้เข้ามารณรงค์ รณรงค์ปัญหาในเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ก็คือ รณรงค์ ในเรื่องการวางแผนครอบครัว ท่านเชื่อไหมครับ วันนี้ท่านก็เปึนหมอครับ ผมก็เปึน หมอครับ เราคุยกับบุคลากรในสาธารณสุข ท่านก็รับทราบอยู่แล้วว่าวันนี้เฉพาะ บุคลากรในระบบสุขภาพของประเทศที่ทํางานในกระทรวงสาธารณสุขมีคนจํานวน ไม่น้อยที่ไม่เข้าใจเรื่องการวางแผนครอบครัว พยาบาลจํานวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจ เรื่องการกินยาเม็ดคุมกําเนิด การฉีดยาคุมกําเนิด ดังนั้นนับประสาอะไรกับประชาชน ธรรมดา ดังนั้นผมฝากกับทาง สสส. ว่าถ้าเปึนไปได้อยากให้ท่านลองมาช่วยดูแล ปัญหาเรื่องความเสี่ยงเรื่องเพศนิดหนึ่ง โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือการวางแผนครอบครัวร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันเรื่องพวกนี้ ให้เปึนจริงขึ้นมา

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะฝากกับท่านก็คือถือว่าเปึนเรื่องที่ ๒ ก็คือ เรื่องลด การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัญหาเรื่องแอลกอฮอล์ทุกท่านคงจะทราบดีว่า เปึนปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญ นอกจากปัญหาเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้วส่วนใหญ่เกิดจาก แอลกอฮอล์แล้ว การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว การมีปัญหาต่าง ๆ ความขัดแย้ง ต่าง ๆ เกิดขึ้นมักจะมีแอลกอฮอล์เข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็ผลกระทบนอกจากเกิด ความขัดแย้งแล้วมันมีปัญหาต่อเรื่องการสูญเสีย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องทางเศรษฐกิจ จากการสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติที่ท่านลงรายงานไว้บอกว่า พบว่าคนอายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ท่านฟังนะครับ ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า พบว่าคนที่มี อายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ถ้าเปรียบเทียบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จากแต่เดิม ๑๕.๙ ล้านคน จนกระทั่งตัวเลขล่าสุดคือป้ ๒๕๔๗ ผมขอโทษนะครับ จากเดิม ๑๖.๑ ล้านคน ลดเหลือ ๑๕.๙ ล้านคน เปึนการเปรียบเทียบตัวเลข ๒ ป้ คือป้ ๒๕๔๗ และป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๔๗ มีผู้บริโภคแอลกอฮอล์ ๑๖.๑ ล้านคน ป้ ๒๕๔๙ ๑๕.๙ ล้านคน ถ้าเทียบเปึนเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงก็คือ ๓๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ ๓๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ถ้าผมดูตัวเลขนี้มันไม่มีนัยสําคัญเท่าไร ๑๖.๑ เปอร์เซ็นต์ กับ ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒ แสนคนที่ลดลงในระยะเวลา ๒ ป้ ถ้าเทียบกับเม็ดเงินงบประมาณ ที่สูญเสียไปประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่ท่านเทลงไป แต่ตรงนี้มันมีอีกมุมหนึ่ง ที่ผมอยากจะให้ท่านดูครับ ผมมีข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ซึ่งรายงานเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๙ เปึนรายงานขององค์การอนามัยโลก อ้างอิงการเปลี่ยนแปลง ฐานข้อมูลในป้ ๒๕๔๘ แต่เนื่องจากว่าการเก็บข้อมูลในระดับโลกนี้ผมเชื่อว่ามันจะต้อง เปึนข้อมูลย้อนหลังถึงป้ ๒๕๔๔ เพราะว่าการจะรายงานอัพเดท (Update) ป้ต่อป้ มันเปึนไปได้ยาก องค์การอนามัยโลกได้รายงานหลังจากมีการปรับฐานข้อมูลในป้ ๒๕๔๘ แล้วปรากฏดังนี้ครับ คนไทยดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมกัน ๘.๔๗ ลิตรต่อคน ต่อป้ ถ้าเปรียบเทียบแล้วพบว่าคนไทยดื่มสุรากลั่นมากเปึนอันดับ ๕ ของโลก ของไทย ติดท็อปเท็น (Top ten) ของโลก แรงค์ (Rank) ในเรื่องการดื่มสุรากลั่นถ้าเทียบการดื่มเบียร์ คนไทยดื่มเบียร์ ๑.๓๑ ลิตรต่อคนต่อป้ คิดเปึนอันดับ ๘๕ ของโลก ขณะเดียวกันถ้าคิด เปึนไวน์ คนไทยดื่มไวน์ ๐.๐๔ ลิตรต่อคนต่อป้ คิดเปึนอันดับ ๑๒๔ ของโลก แต่ถ้าเอา ทั้ง ๓ ส่วนนี้มารวมกันก็คือ เอาทั้งไวน์ เอาทั้งเบียร์ และเอาทั้งเหล้ารวมกันปรากฏว่า คนไทยดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดคิดเปึนอันดับ ๔๐ ของโลก ผมถือว่าอันดับอย่างนี้ เปึนอันดับที่ทาง สสส. ยังต้องท้าทายอยู่ครับ ผมคิดว่าลําพังการดื่มแอลกอฮอล์ ลดลงจาก ๑๖.๑ ล้านคน เหลือ ๑๕.๙ ล้านคนในช่วงป้ ๒๕๔๗ ถึงป้ ๒๕๔๙ นี้ยังเปึน ตัวเลขที่ไม่น่าพอใจเท่าไร ดังนั้น สสส. จะต้องท้าทายอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะเพิ่มอันดับโลก ของคนไทย โดยเฉพาะการดื่มเหล้าที่อันดับ ๕ ของโลกให้หลุดอันดับที่อย่างน้อยที่สุด อันดับที่ ๒๐ ตามเก็บมาให้ได้ แล้วผมถือว่าวันนี้ทาง สสส. ได้พยายามรณรงค์ในภาพใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะนโยบาย หรือสโลแกน (Slogan) ที่เรียกว่า จน เครียด กินเหล้า ผมถือว่าสุดยอดครับ เปึนสโลแกน ที่ไปที่ไหนก็ติดตัวติดใจตราตรึงตลอดไป แต่อยากจะฝาก สสส. ว่า ลําพัง จน เครียด กินเหล้าหรือว่างดเหล้าเข้าพรรษาไม่พอครับ ถ้าท่านมีโอกาสได้ลงไปสัมผัสประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้เปึนช่วงการบวชนาคท่านจะเห็นว่าคนไทยบริโภคสุราแล้วแอลกอฮอล์ เยอะมาก สูงมาก อยากจะฝากท่านว่าทําอย่างไรจะรณรงค์ว่าในช่วงมีการบวชให้ลด การใช้แอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเปึนเหล้า หรือเบียร์ หรือเหล้าขาว ผมเชื่อว่าตรงนี้สังคมไทย เปึนสังคมพุทธแต่เวลาจัดงานบวชทั้งทีนี่ปรากฏว่าใช้แอลกอฮอล์สูงมากจึงอยากจะฝาก กับท่าน สสส. เข้าไปพิจารณาในประเด็นเหล่านี้

และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมถือว่าเปึนเรื่องที่ท้าทาย สสส. ถ้าทาง สสส. จําได้ ในช่วงประมาณสักต้น ๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมาคือประมาณสักเดือนเศษ ๆ ถ้าผมจําไม่ผิด ประมาณวันที่ ๑๐ หรือ ๑๑ มีนาคม ช่วงนั้นมีข่าวฮือฮาทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ครั้งหนึ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท่านคงจําไม่ผิดนะครับ ซึ่งวันนั้นเองผมก็รอดูท่าทีของ สสส. เหมือนกันว่า สสส. จะแสดงจุดยืนต่อการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไร เพราะว่าท่านคงจําได้ว่า สสส. ภูมิใจมากในเอกสารฉบับที่แจก สสส. ถือว่า พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. นั้นมีส่วนในการใช้งบประมาณผลักดันให้ได้ พ.ร.บ. นี้ เกิดขึ้นมา แล้วอยู่ ๆ วันดีคืนดีรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้มีการสัมภาษณ์ว่า จะทํา การแก้ไขมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ ของ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมอาจจะสรุป เปึนประเด็นสั้น ๆ มาตรา ๓๐ เปึนมาตราที่ว่าด้วยการห้าม ลด แลก แจก แถม มาตรา ๓๑ ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็คือ ห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อ หรือแสดง เครื่องหมายอันเปึนการอวดอ้างสรรพคุณ ซึ่งวันนั้นผมจําได้ว่าทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขและท่านนายกรัฐมนตรีมีการพาดพิงถึงว่าผู้ประกอบการที่ผลิตแอลกอฮอล์เขามี ปัญหาในการดําเนินกิจกรรม แต่หลังจากนั้นก็มีภาคประชาชนเข้ามาพบปะทั้งรัฐมนตรี และไปที่ทําเนียบรัฐบาล เรื่องนี้ก็ซาไป ดังนั้นผมเกรงครับว่าหลังจากเรื่องนี้ซาไปเกรงว่าจะมี การผลักดันที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมาจริง ๆ ครับ จึงอยาก จะฝากทาง สสส. ว่าตั้งรับเรื่องนี้ให้ดีนะครับ แล้วผมเชื่อว่าไหน ๆ ท่านเสียงบประมาณ มีส่วนในการผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สสส. เองก็ต้องตั้งหลักในการยันให้ได้ว่า วันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงหรือแก้ไขเพราะว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เพิ่งจะมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ผมมีเรื่องไหน ๆ พูดถึงตรงนี้แล้วมันเปึนงานวิจัย ที่คิดว่าสําคัญมากไม่พูดไม่ได้ครับ เปึนงานวิจัยของอาจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับ การห้ามโฆษณา งานวิจัยนี้มีประเด็นสําคัญอยู่ ๔ ประเด็นที่ผมจะสรุปให้ท่านประธานฟัง คือ ข้อที่ ๑ ผลการวิจัยกล่าวไว้ชัดเจนว่า การโฆษณาเปึนการชักนําและชี้ชวนให้ผู้ที่ไม่เคยดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หันมาเริ่มดื่ม ข้อที่ ๑ นะครับ ข้อที่ ๒ มีการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งใน ประเทศสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบข้อมูลจากรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีนโยบายเกี่ยวกับโฆษณา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันพบว่าการบริโภคสุราเพิ่มขึ้นเมื่อมีการโฆษณาราคา และการแจกสินค้าของแถมที่แปลกใหม่ สําคัญนะครับ ผมกําลังจะชี้ว่าการที่รัฐบาลเคย ดําริจะแก้ไขเรื่องการลด แลก แจก แถมนี้งานวิจัยออกมาชัดเจนว่า ถ้ามีการลด แลก แจก แถมเมื่อไรประชาชนจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และเรื่องที่ ๓ ที่คิดว่าสําคัญ ที่อยากจะกราบเรียนนั่นก็คือว่า ถึงแม้จะมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การห้ามโฆษณา ไม่ได้ช่วยลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สําหรับคนที่ดื่มอยู่แล้วครับ แต่ก็บอกว่า การโฆษณาเหล่านี้เขาก็มีจุดประสงค์ของการโฆษณาเพื่อแสวงหานักดื่มหน้าใหม่ ดังนั้น จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังทาง สสส. ว่า นโยบายเรื่องลด แลก แจก แถมแก้ไม่ได้ ถ้าแก้แล้วเกิดผลกระทบทันที นโยบายในการลดการดื่มหรือการบริโภคแอลกอฮอล์ ในสังคมไทยจะมีปัญหาทันที

ประเด็นต่อไปจะเปึนประเด็นเกือบสุดท้ายแล้วก็คือ ประเด็นเรื่องสูบบุหรี่ ซึ่งเราก็ถือว่าปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นยังเปึนปัญหาสําคัญอยู่ การสูบบุหรี่ ในกลุ่มวัยรุ่น และการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มวัยรุ่นสาเหตุมาจากเรื่องเดียว ในเอกสาร ที่ผมอ่านประมาณ ๔-๕ ชิ้น เขาบอกว่าเหมือนกันเป็ะเลยวัยรุ่นอยากลองครับ ถ้าประเด็น เรื่องวัยรุ่นอยากลองยังเปึนประเด็นในการชักนําให้วัยรุ่นมาสูบบุหรี่ ยังเปึนประเด็นให้วัยรุ่น มาดื่มแอลกอฮอล์ สสส. ลองเอาประเด็นนี้ว่าทําอย่างไรไม่ให้วัยรุ่นถึงอยากลองครับ ผมเชื่อว่าจะเปึนการลด การบริโภคแอลกอฮอล์และลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นได้ ผมมีตัวเลขที่น่าสนใจว่า แนวโน้มที่ สสส. สรุปออกมาว่าขณะนี้จํานวนผู้สูบบุหรี่ลดลงจริงนะครับ ป้ ๒๕๔๗ จาก ร้อยละ ๑๙.๔๗ ป้ ๒๕๔๙ ลดลงเหลือร้อยละ ๑๘.๙๔ ถ้าเทียบเปึนประชากรคือ ๙.๖๓ ล้านคน ลดลงเหลือ ๙.๕๔ ล้านคน ก็ประมาณสักแสนคนที่ลดลงไปซึ่งถือว่ายังไม่มีนัยสําคัญ แต่ข้อที่ น่าสังเกตอันหนึ่งที่อยากจะฝากกับ สสส. ว่าแต่ป้ ๒๕๔๙ เยาวชนที่มีอายุ ๑๑-๑๔ ป้มีอัตรา การสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น เมื่อสักครู่ที่ผมเรียนกับทางท่านประธานผ่านไปทาง สสส. ว่าตัวเลขที่ ลดลงนั้นคือตัวเลขที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว แต่จุดที่เรากังวลและน่าเปึนห่วงที่สุดคือกลุ่มวัยรุ่นที่มี อายุ ๑๑-๑๔ ป้ที่พบว่ามีอัตราการสูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น สสส. ต้องเอาตรงนี้ ฝากไปคิดแล้ว ก็แก้ไขให้ด้วยครับ

และสุดท้ายก่อนที่จะจบผมมีประเด็นที่อยากจะฝากกับทางประธานไปยัง สสส. ๓ เรื่องก็คือ เรื่องที่ ๑ วันนี้โครงสร้างของการรณรงค์ สสส. เหมือนอยู่ในอากาศครับ สปอต (Spot) โฆษณาที่ผ่านโทรทัศน์จริงอยู่มันมีผลกระทบกับประชาชนทุกระดับ ประชาชน ทุกระดับรับรู้แนวคิดของ สสส. ว่าต้องการรณรงค์ให้เกิดอะไรบ้าง แต่ในระดับโครงสร้างใหญ่ ของประเทศ วันนี้กระทรวงสาธารณสุขมี อสม. ๘๓๐,๐๐๐ คน กระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้มี อสม. ๘๓๐,๐๐๐ คน ผมจําได้ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ ท่าน รมช. คือ ท่านวัลลภ ไทยเหนือ เคยเอา อสม. มาช่วย ในการรณรงค์ดูแลสุขภาพเรื่องความดัน เพราะว่าทาง สสส. เองก็ถือว่าความดันก็เปึนปัญหา ที่คุกคามต่อสุขภาพของประชาชน แล้วก็จําได้ว่าขณะนั้นมีการรณรงค์ลดความดันถึง ประมาณ ๘-๙ ล้านคนในช่วง ๑ วัน ถือว่าเปึนเวิลด์ เรคคอร์ด (World record) ของประเทศไทย ดังนั้นอยากจะฝากทาง สสส. ว่าเปึนไปได้ไหมครับว่า สสส. ควรจะใช้องค์กรหรือโครงสร้าง ของกระทรวงสาธารณสุข คือ อสม. ที่มีอยู่ ชมรมผู้สูงอายุที่มีอยู่นับหลาย ๆ ล้านคนเอามา เปึนโครงสร้างในการมีส่วนในการเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนในประเทศ ผมเชื่อว่า ถ้า สสส. มีแนวคิดขึ้นมาเมื่อไร เป่ดโอกาสให้กลุ่ม อสม. ในแต่ละพื้นที่ ชมรม อสม. ในแต่ละพื้นที่ ตําบลต่าง ๆ ชมรมผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่เข้ารับงบประมาณของ สสส. และมีส่วนในการรณรงค์ ในสิ่งที่เรียกว่านโยบายของ สสส. ที่ต้องการรณรงค์ ผมเชื่อว่ามันจะถึงระดับประชาชน ระดับชาวบ้านจริง ๆ ครับ จึงอยากจะฝากทาง สสส. เปึนประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมได้มีโอกาสได้อ่าน พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพป้ ๒๕๔๔ ที่อยู่ในเอกสารที่ท่านให้มา ปรากฏว่าอ่านปุ็บและบังเอิญผมได้อ่าน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมาเปรียบเทียบกัน มันมีจุดประเด็นที่ผมอยากจะฝาก สสส. ดังนี้คือ ในหมวด ๒ หมวดการบริหารกิจการกองทุน มาตรา ๑๙ ได้มีการเขียนถึงอายุ ของคณะกรรมการกองทุน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระดํารงตําแหน่งคราวละ ๓ ป้ พูดไว้ แค่นี้ครับ แล้วผมได้อ่านใน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขาได้กําหนดวาระของ กรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓ ป้เหมือนกัน แต่กําหนดไว้ว่าไม่ควรเปึน ๒ วาระ ติดต่อกัน ดังนั้นทําให้ผมจึงเกิดแนวคิดอยากจะฝากทางท่านตัวแทน สสส. เพราะว่าแนวโน้ม ของสังคมต้องการให้กรรมการดํารงในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมก็คือ ๒ สมัยติดต่อกัน เปึนไปได้ไหมว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกองทุนนี้ของทาง สสส. เองก็ควรจะมีการปรับปรุง แก้ไข ไม่ควรจะให้อยู่จนกระทั่งไม่สามารถจะเดินได้แล้ว ให้อยู่สัก ๒ วาระติดต่อกัน อันนี้ เปึนข้อเสนอแนะครับ

และประเด็นที่ ๓ คือ ก็เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านว่าวันนี้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีบทบาทมากขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนมากขึ้น อยากให้ สสส. นอกจากจะดึง อสม. ดึงในส่วนของ ผู้สูงอายุเข้ามามีส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนแล้ว น่าจะดึงองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึน อบต. หรือเทศบาล หรือ อบจ. เข้ามามีส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพ ของประชาชนในประเทศ ขอบคุณครับ