อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ รายงานผลงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาประจำปี 2550 และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำรงอยู่ขององค์กรนี้ในการแก้ไขปัญหาและทุกข์ร้อนของประชาชน โดยวิพากษ์วิจารณ์ผลงานขององค์กรใน 7 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้ไม่เพียงพอ และการขยายงานขององค์กรถูกจำกัดด้วยการรอรับคําร้องเรียนเท่านั้น และเรียกร้องการที่จะรับภาระตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ และเสนอช่องทางในการร้องเรียน เช่น โทรฟรี 1676, ส่งจดหมาย, เว็บไซต์ของผู้ตรวจการแผ่นดิน และการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สภาทนายความ, สํานักงานอัยการจังหวัด, ส.ส., ส.ว. และการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รายงานประจําป้ ๒๕๕๐ ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่นําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ทราบดีว่าเปึนผลงานที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๕๐ แม้ว่าจะเปึน ช่วงเวลาที่การเมืองอยู่ในภาวะสุญญากาศในช่วงเวลานั้น แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความสําคัญของการดํารงอยู่ขององค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาแห่งนี้เปึนอย่างดี อย่างน้อยที่สุดตัวเลขสถิติการร้องเรียนของประชาชนที่ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาก็เปึนเครื่องชี้ให้เห็นว่ามีทุกข์ร้อนมากมายเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ มีปัญหา อุปสรรคมากมายที่ต้องการจะรอคอยการดูแลแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็เปึนหนึ่งในกลไกที่สามารถรองรับทุกข์ร้อนเหล่านั้นได้ เปึนอย่างดี ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเปึนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น ครั้งแรกหลังจากเรามีรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ แล้วก็เปึนองค์กรที่ทุกฝ์ายให้ความสําคัญ แล้วก็ให้ความคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แม้ว่าเมื่อเกิด เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก แต่ว่าองค์กร ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเปึนเพียงไม่กี่องค์กรที่ยังคงทําหน้าที่อยู่ต่อไปได้ และได้รับ ความไว้วางใจจากสังคม งานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็เลยมีความต่อเนื่อง ตลอดมา วันนี้ตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทมีหน้าที่มากขึ้น แล้วก็แน่นอนเปึนที่พึ่งหวังของสังคมมากขึ้น วันนี้ต้องถือว่าเปึนโอกาสดีที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศจะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นแล้วก็ ตรวจสอบเพื่อเสนอแนะต่อท่าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ย้อนกลับไปดูอดีตของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราก็พบว่าองค์กรแห่งนี้เปึนของใหม่ แล้วการเกิดขึ้นในระยะแรก ก็ฉุกละหุกกว่าจะได้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครบทุกตําแหน่งก็ต้องมีระยะผ่านที่ยาวนาน พอสมควร และกว่าที่ผู้คนในประเทศนี้จะรู้จักจะให้ความเชื่อถือ จะมาใช้บริการเพื่อเปึน ช่องทางในการอํานวยความเปึนธรรมก็ยิ่งใช้เวลายาวนานขึ้น ๗ ป้ของท่านจึงเปึนช่วง ๗ ป้ ที่ต้องผ่านระยะผ่านที่ฉุกละหุกมากพอสมควร อย่างไรก็ตามช่วงเวลา ๗ ป้นี้เราก็พบ ความจริงเหมือนกันว่าองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่รัฐยอมเสียเงินงบประมาณแต่ละป้ จํานวนมาก เสียบุคลากรจํานวนมากเข้ามาอยู่ในองค์กรแห่งนี้เรากลับพบว่ายังไม่สามารถ ที่จะเยียวยาปัญหาความเดือดร้อนของสังคม ของประเทศแล้วก็ของประชาชนได้เท่าที่ควร เหตุผลอาจจะเปึนเพราะ
ประการที่ ๑ อํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้เพียงว่าเปึนเพียงการพิจารณาและ สอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคําร้องเรียนที่มีต่อข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจ ใน ๒ เรื่องหลักที่กําหนดไว้ตามกฎหมาย ก็คือ
๑. การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย
๒. การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ข้อจํากัดเพียงรอรับคําร้องเรียน เหล่านี้แหละครับอาจจะทําให้งานของท่านไม่สามารถขยายกว้างได้เท่าที่ควร
ประการที่ ๒ เมื่ออํานาจกําหนดให้เพียงแต่ทําหน้าที่ตามคําร้องเรียน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงอยู่ในสภาพที่ตั้งรับแล้วก็ทํางานเสมอเหมือนเพียง เปึนหน่วยงานรับเรื่องราวร้องทุกข์เท่านั้นเอง ร้องมาก็พิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ จากนั้นก็แจกเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็รอผลตอบกลับมาว่าหน่วยงานนั้น ได้ทําเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง จากนั้นก็แจ้งกลับมาที่ผู้ร้องเรียนให้ทราบ ส่วนจะถูกใจไม่ถูกใจจะแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนได้หรือไม่ จบสิ้นหรือไม่ ไม่รู้ แล้วก็จบกัน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงถูกดูเบาว่าท่านเปึนเพียงผู้เดินสาร หรือเปึนเพียงเมสเซนเจอร์ (Messenger) เท่านั้นเอง ผมเองเคยใช้บริการผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้งในสมัยสภาชุดที่แล้ว ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๘ เมื่อได้รับการร้องทุกข์จาก หญิงชาวบ้านคนหนึ่งในเขตเลือกตั้งของผมร้องเรียนเรื่องลูกชายหายตัวไปอย่างมีพิรุธ ต้องการให้ ส.ส. ช่วยติดตามเรื่องที่อืดช้าอยู่ที่โรงพักแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมก็นําเรื่องนี้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เนื้อหามีอย่างนี้ครับ ผมจะสรุปให้ฟัง สั้น ๆ ก็คือ หญิงคนดังกล่าวร้องเรียนว่าลูกชายอายุประมาณ ๓๑ ป้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ หายตัวไปในขณะที่ภรรยาตั้งท้อง ๘ เดือน ตัวเองกําลัง ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านเพื่อที่จะไปรับภรรยาซึ่งทํางานอยู่ที่โรงงาน แต่เมื่อขับรถ มอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นผู้ชายคนนี้อีกเลย ญาติพี่น้องก็ตามหา ไปแจ้งความที่โรงพักที่ สภ.อ. พระนครศรีอยุธยาก็ไม่ได้เรื่อง จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ เดือนเศษ ก็มีผู้ไปพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ที่โรงพยาบาลที่ภรรยาของผู้ที่หายตัวไปกําลัง เข้าไปรอการคลอดอยู่ เมื่อไปพบรถแต่ว่าไม่พบเจ้าตัว เจ้าหน้าที่ตํารวจก็ตรวจสอบรถคัน ดังกล่าวแล้วก็พบว่าเปึนรถของผู้ชายที่หายตัวไป มีเสื้อแจ็คเก็ต (Jacket) มีหมวกกันน็อก อยู่บนรถคันนั้น แต่สภาพล้อรถยางแบนแล้วเจ้าตัวก็หายไป ญาติพี่น้องก็ติดตามหาก็ไม่ประสบ ความสําเร็จ ครอบครัวของผู้ที่สูญหายไปก็ได้รับความเดือดร้อนมาก ผู้หญิงที่ร้องเรียน กับผมเขาอยู่ในภาวะที่ครอบครัวเขาเปึนทุกข์มาก ใช้เวลาเดินทางไปกลับระหว่าง นครศรีธรรมราชกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่ละเดือนหลายครั้งหลายเที่ยว เสียเงิน เสียทองเปึนจํานวนมาก ไปดูหมอดูนั่งทางในก็ไม่พบ ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ญาติพี่น้อง ไปหาตามที่เก็บศพมูลนิธิต่าง ๆ ก็ไม่เปึนผล แล้วเขาก็บอกว่าการหายตัวไปของลูกชาย เขาก็ทําใจว่าลูกชายอาจจะเสียชีวิตแล้ว แต่ว่าทําอย่างไรให้ตํารวจซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้น ให้คําตอบเขาให้ชัดเจนได้ไหมว่าเสียชีวิตไปแล้วจริง ๆ ถ้าเสียชีวิตแล้วก็จะได้ทําบุญ เอาซากศพมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือว่าถ้าเกิดหายตัวไปอยู่ที่ไหน พอจะมีร่องรอยที่จะแจ้งให้เขาทราบหรือไม่ครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้ประสานงานไปก็มีสํานักคดีอาญาพิเศษของกรมสอบสวน คดีพิเศษนั่นส่วนหนึ่ง ๒. ก็คือตํารวจภูธรภาค ๑ ผลเปึนอย่างไรครับ สํานักคดีอาญาพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่า เรื่องนี้กําลังดําเนินการติดตามอยู่ ตอบมากี่ครั้งกี่หน ก็ตอบเช่นนี้ ส่วนตํารวจภูธรภาค ๑ ก็ตอบเปึนครั้งสุดท้ายมาเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ หรือหลังจากที่ผมร้องเรียนไปแล้วประมาณเกือบ ๑ ป้ ตอบมาว่าสําหรับ การสืบสวนหาตัวนายณัฐดนัยคือผู้ชายที่หายตัวไปนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ สายตรวจและเจ้าหน้าที่ตํารวจฝ์ายสืบสวนออกทําการสืบสวนหาข่าวอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่านายณัฐดนัยอยู่ที่ใด หากพบตัวนายณัฐดนัยเมื่อใดจะรายงานให้ทราบ ต่อไป จากคําชี้แจงของตํารวจภูธรภาค ๑ อันนี้แหละครับ สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาก็มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ แจ้งไปถึงหญิงผู้ร้องเรียนคือนางละเอียด ไชโย บอกว่า สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ขอเรียนว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (นายพูลทรัพย์ ป่ยะอนันต์) ได้พิจารณาข้อเท็จจริง แล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจสถานีตํารวจภูธรอําเภอพระนครศรีอยุธยาได้ปฏิบัติหน้าที่ ตามอํานาจหน้าที่แล้ว จึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาตามมาตรา ๒๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๒ เปึนอันว่าจบ นางละเอียด ไชโย วันนี้ก็ยังทุกข์ตรมอยู่กับชีวิตที่หาคําตอบไม่ได้ว่าลูกชายหายไปไหน นี่คือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ประมาณปลายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เหมือนกัน ผมได้ ร่วมลงชื่อกับประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ์ายค้านพร้อมกับผู้แทนราษฎร อีก ๕ ท่านในเวลานั้น ได้ยื่นเรื่องขอให้พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริง รวมทั้งเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อวินิจฉัยกรณีละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนและสื่อมวลชน เรื่องในตอนนั้นก็คือ กรณีที่บริษัท อสมท จํากัด (มหาชน) ในยุคโมเดิร์น ไนน์ (Modern nine) ยุคแรก ๆ ได้ระงับสัญญาเช่าเวลาของรายการเมืองไทย รายสัปดาห์ โดยอ้างเหตุผลว่ารายการดังกล่าวไปพาดพิงต่อบุคคลภายนอก การใช้เหตุผลเช่นนี้ เราเห็นว่าเปึนการก้าวล่วงไปตรวจสอบเนื้อหาของสื่อมวลชน ซึ่งส่อว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๗ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในขณะนั้น นอกจากนั้นก็ยังได้ ผนวกเรื่องการป่ดวิทยุชุมชน การป่ดเว็บไซต์ (Web site) ที่มีเนื้อหามีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาล โดยที่การป่ดเช่นนั้นไม่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ เรื่องต้องถือว่าเปึนเรื่องใหญ่ในเวลานั้น แล้วก็ครึกโครมมาก เราก็หวังว่าผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาจะเปึนกลไกในการช่วยสร้างความสมดุลของบ้านเมืองในยุคที่ถูกยึดครอง ด้วยระบอบอํานาจนิยมในขณะนั้น แต่ผลการตรวจพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาตอบกลับมาในเวลาอันรวดเร็วบอกว่า หน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีอํานาจ กระทําได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว เปึนอันยุติเรื่องจบ ท่านประธานครับ กรอบความคิดของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคืออะไร ตรงนี้ทําให้ผมขาดความเชื่อมั่นที่จะมาใช้บริการของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานับตั้งแต่บัดนั้นเปึนต้นมา นี่ต้องเรียนด้วยความจริงใจ ผลงาน ๓,๒๗๗ เรื่องที่รายงานไว้ในหนังสือรายงานประจําป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ของผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา ดูเหมือนว่าท่านจะภาคภูมิใจกับตัวเลขสถิติที่มีผู้ร้องเรียนมากอุตส่าห์ ทําแจกแจงเปึนกราฟเปึนตารางน่าสนใจมาก แต่ผมไม่อยากให้ท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน มองตัวเลขสถิติเหล่านั้นว่านั่นคือความสําเร็จที่บรรลุเปัาหมายของการมีผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าผลงานการไกล่เกลี่ยที่ประสบความสําเร็จทั้งหลายทั้งปวงจะเปึน เรื่องที่ไม่ดี จะถูกมองข้าม ไม่ใช่เลยครับ เปึนเรื่องที่ต้องชื่นชมต้องให้กําลังใจ แต่ความสําเร็จ ที่พึงปรารถนาจริง ๆ น่าจะเปึนว่าทุกเรื่องที่นําเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนแล้วท่านได้พิจารณา เห็นว่าเปึนเรื่องที่อยู่ในอํานาจหน้าที่สามารถร้องเรียนได้ ทุกเรื่องควรจะได้รับการเยียวยา ที่ครบถ้วนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เปึนเรื่องที่ท้าทายต่อผลงานของท่านมากกว่า วันนี้ อํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญใหม่เพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ
๑. คือการตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม
๒. คือการดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คําถามต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้ก็คือว่าท่านพร้อมแค่ไหนครับที่จะ รับภาระ ๒ เรื่องใหญ่นี้ นอกเหนือจากเรื่องที่ท่านทําอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องหลัง ในเรื่อง ของจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนเรื่องใหญ่ และจะเปึนประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ท่านได้วางโครงสร้าง เจ้าหน้าที่รวมทั้งแนวทางการทํางานใน ๒ เรื่องที่เพิ่มขึ้นมานี้อย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมอยาก นําเสนอเพื่อให้งานของผู้ตรวจการแผ่นดินมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นมีอยู่ ๔ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ ขอให้ความสําคัญกับการหยิบยกเรื่องขึ้นมาศึกษา พิจารณาเอง เรื่องเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นครับ ไม่ใช่รอคอยตั้งรับว่ามีคําร้องเรียนขึ้นมา แล้วท่านถึงจะพิจารณา ท่านต้องมีหน่วยงานท่านต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงแต่รอเรื่อง จากผู้ร้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องทํางานในเชิงรุกต้องมีเจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์ความเปึนไป ของสถานการณ์บ้านเมือง นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าว วิทยุ โทรทัศน์ ดูกระแสความเปึนไป แล้วก็หยิบยกเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา มาเปึนภาระหน้าที่ของท่านในการตรวจสอบ ตัวอย่าง เรื่องทํานองอย่างนี้กําลังปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว รัฐมนตรีบางคนที่ทําตัวเปึนอธิบดี ถ้าเอาไป บังคับกะเกณฑ์แบบเปลี่ยนองค์กรสื่อมวลชนของรัฐในเวลานี้ปล่อยให้คนนอกเข้ามา ทํามาหากินกันอย่างเอิกเกริกครึกโครมเปึนเรื่องที่พูดกันทั้งสังคมว่าเปึนการกระทํา ที่เกินเลยอํานาจหน้าที่ เรื่องแบบนี้ละครับท้าทายต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือผู้ตรวจการแผ่นดินในการเข้าไปจัดการ เรื่องอย่างนี้วันนี้ยังไม่มีใครไปร้องเรียน หรอกครับ แต่ว่าท่านจะมองเห็นหรือเปล่า และท่านกล้าที่จะเข้าไปหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ เรื่องของการประเมินความพึงพอใจของประชาชนผู้ใช้บริการ ต้องประเมินกันจริงจังครับ ไม่ใช่พอยุติเรื่องแล้วเห็นว่าผู้ร้องไม่ติดใจ แล้วก็เหมาเอาว่า นั่นเปึนความพึงพอใจแล้ว ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ ต้องมีเครื่องมือวัดที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น ต้องตามไปดูว่าผู้ร้องได้รับความยุติธรรมได้รับการปัดเป์าทุกข์ร้อนที่เขาร้องเรียนมานี่ หมดสิ้นจริง ๆ หรือเปล่าหรือมีอะไรค้างคาใจ เพราะฉะนั้นท่านต้องมีหน่วยงานในการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลเพื่อการทํางานหลังจากที่ท่านวินิจฉัยว่าได้ยุติเรื่องแล้วด้วย นี่แหละ ถึงจะบอกได้จริง ๆ ว่านั่นคือความสําเร็จ นั่นคือความพึงพอใจ
ประเด็นที่ ๓ คือ เรื่องของการประชาสัมพันธ์ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ ดูจากรายงานการทําประชาสัมพันธ์ของท่านแล้วก็พบว่า ๗ ป้ที่ผ่านมา ท่านยังทําประชาสัมพันธ์ในเชิงการแนะนําองค์กรให้คนได้รู้จักองค์กรของท่านอยู่อย่างไร ท่านก็ยังแนะนําอยู่เช่นนั้นเหมือนเดิม ผมคิดว่าถึงวันนี้น่าจะทบทวนได้แล้ว งานของท่าน ผ่านไป ๗ ป้แล้วมีเรื่องที่จะต้องบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศในแง่ของเนื้อหาสาระ ของงานมีมากกว่าการแนะนําองค์กรแล้ว เพราะฉะนั้นท่านเองต้องหารูปแบบใหม่ ๆ จําเปึนต้องใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ก็จําเปึนต้องใช้ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ทํา รูปแบบเก่า ๆ เดิม ๆ ทํากระเปิาผ้าร่ม ทําพวงกุญแจแจก ทําปฏิทินตั้งโต๊ะ มันไม่สามารถ ที่จะเข้าถึงพี่น้องประชาชนที่จะมาใช้บริการท่านได้
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายคือเรื่องของช่องทางการร้องเรียน หลายท่านก็นําเสนอไปแล้ว ช่องทางที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ เช่น โทร ๑๖๗๖ ฟรีทั่วประเทศ ก็เปึนเรื่องที่ดี แต่ว่าจะมีคนสักกี่คนที่รู้ว่ามีเบอร์ ๑๖๗๖ การส่งจดหมายมายังสํานักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือ ตู้ ปณ. ๓๓๓ ที่ท่านบอกไว้ก็เปึนเรื่องที่สามารถให้รายละเอียด ได้มาก แต่ว่าใครจะไปจําได้ว่าที่อยู่ของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมันอยู่ตรงไหน อย่างไร หาที่มันง่าย ๆ กว่านั้น การร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของผู้ตรวจการแผ่นดินก็เปึน ช่องทางหนึ่ง แต่ที่อยากจะเน้นก็คือที่ท่านบอกว่าจะให้ผ่านเครือข่ายทั้งหลาย เช่น สภาทนายความที่มีสํานักงานอยู่ทั่วประเทศ สํานักงานอัยการจังหวัด เปึนเรื่องที่ดี แต่ว่า ต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเหล่านั้นให้เขาทําหน้าที่เปึนผู้รับเรื่องที่ดีด้วย ไม่ใช่ทําหน้าที่เพียงแค่รับฝากเรื่องแล้วก็ส่งต่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถ้าเกิดประสานงาน กับทั้งสภาทนายความ ทั้งสํานักงานอัยการจังหวัดว่าให้เขามีเจ้าหน้าที่สักคนสองคนที่คอยรับเรื่องนี้และคอยพูดคุย คอยเปึนตัวกลั่นกรองในระดับหนึ่งก็จะสามารถทําให้ทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ร้องเรียนผ่านเหล่านั้นได้รับการเยียวยาในขั้นต้นไปในระดับหนึ่ง อีกช่องทางหนึ่งคือ ส.ส. กับ ส.ว. ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็บอกว่าควรจะให้ความสําคัญ ผมเองก็เห็น ความสําคัญแล้วก็พร้อมยินดี ผมเชื่อว่าผู้แทนราษฎรทั้งสภานี้หรือว่าสมาชิกวุฒิสภา ก็พร้อมที่จะเปึนกลไกให้ท่านในการนําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสู่กระบวนการ พิจารณาของท่านนะครับ
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องการจัดสัมมนา การออกให้ความรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็เปึนอีกแนวทางหนึ่ง ผมก็สนับสนุนในเรื่องนี้ก็หวังว่าการสะท้อนปัญหาของผม และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะเปึนประโยชน์กับท่าน หวังว่างานของท่านจะได้เปึนที่พึ่งหวัง ของพี่น้องประชาชนของบ้านเมืองสืบไปครับ กราบขอบพระคุณครับ