อลงกรณ์ พลบุตร แปรญัตติปรับลดงบประมาณ 5% ของสํานักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าหน่วยงานในกํากับ 5 เปอร์เซ็นต์ มีการเพิ่มงบประมาณสูงมาก และเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ อลงกรณ์ยังหารือเรื่องการดูแลสื่อรัฐ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณ 1,400 ล้านบาท และโครงการพัฒนาประสิทธิภาพสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 โดยมีการจัดสรรงบประมาณ 85 ล้านบาท แต่อลงกรณ์เชื่อว่าโครงการนี้มีความฉ้อฉล และมีการซื้ออุปกรณ์ใหม่เข้าไปเสริมให้โดยไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ อลงกรณ์ยังหารือเรื่องโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โดยกล่าวหาว่ากรมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ไม่ได้รับฟังความเห็นของผู้ประกอบการในการประกอบรถในประเทศไทย และที่ประชุมไม่พิจารณาความจริงในเรื่องนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณรายจ่ายใน มาตรา ๕ ของสํานักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกํากับ ๕ เปอร์เซ็นต์ จากวงเงินงบประมาณ ๒๕,๗๕๘ ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการปรับลด ๑๘๑ ล้านบาท ทําให้เหลือวงเงินงบประมาณ ๒๕,๕๗๗ ล้านบาท กระผมได้ให้ความสําคัญต่องบประมาณของสํานักนายกรัฐมนตรี เพราะถือว่าเปึนหน่วยงานสําคัญที่สุดเสมือนเปึนหัวใจในการบริหารประเทศ และจัดได้ว่า เปึนมาตราซึ่งมีการเพิ่มของวงเงินงบประมาณเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ ๒๕๕๑ สูงที่สุดในทุกกระทรวง ทบวง กรม นั่นคือมีการเพิ่มงบประมาณจาก ป้ ๒๕๕๑ จํานวน ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท เปึน ๒๕,๗๐๐ ล้านบาท หรือคิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ของการเพิ่ม ๘๗.๖๘ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามกระผมคงต้องมีเหตุผลในการที่จะขอให้ มีการตัดงบประมาณดังกล่าวลง ๕ เปอร์เซ็นต์โดยรวม และขณะเดียวกันก็ได้เข้าไป ตรวจสอบดูถึงการเพิ่มของงบประมาณว่าทําไมสํานักนายกรัฐมนตรีจึงมีการเพิ่ม งบประมาณเกือบเท่าตัวและถือว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด ก็ปรากฏว่า มีหน่วยงานอย่าง กอ.รมน. กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในที่ได้เข้ามาอยู่ ในสังกัดของสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกจากนั้นที่ได้รับเพิ่มอย่างมากคือสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความจริงแล้วท่านประธานครับ เปรียบเทียบไปถึงบางกระทรวง อย่างกระทรวงพลังงานได้ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่นี่เปึนเพียงหน่วยงานหนึ่ง ใน ๑๘ หน่วยงานของสํานักนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับการจัดสรรมากกว่า นั่นหมายความว่า ภายใต้การกํากับดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี หน่วยงานนี้ถือเปึนกองบัญชาการ ของรัฐบาล แต่การที่กระผมจําเปึนเหลือเกินในการที่จะต้องตัดงบประมาณดังกล่าวนั้น อยากจะเรียนว่ายังไม่มีใครพิจารณาตัดงบจากสํานักงบประมาณเลยนะครับ ใน ๑๘ หน่วยงานนั้น มีหน่วยงานสําคัญหลายหน่วยงาน มีสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักงานเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี แล้วก็มีสํานักงานข่าวกรองแห่งชาติและอีกหลายหน่วยงาน ในจํานวนนี้ก็มี ที่เราเรียกว่า คลังสมอง เปึนหน่วยงานของการวางแผนในด้านยุทธศาสตร์และทิศทาง การพัฒนาของประเทศ นั่นคือ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งที่กุมหัวใจของการบริหารงบประมาณก็คือ สํานักงบประมาณ ผมฟังมาตลอดวันยังไม่มีใครตัดงบของสํานักงบประมาณเลย ผมจะตัดจากงบประมาณในวันนี้ แต่ก็จะให้เหตุผล ให้เหตุผลเพราะว่าหลายครั้งหลายป้ ในการพิจารณางบประมาณในแต่ละป้นั้น ตลอดจนการทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทําหน้าที่ในการอนุมัติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในแต่ละป้ และให้ความเห็นชอบการนําภาษีของประชาชนไปใช้ ตลอดจนมีหน้าที่ในการควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน เราได้เห็นโครงการที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่โปร่งใส แต่ดูประหนึ่งว่าสํานักงบประมาณก็ดีหรือว่าสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็ดี ไม่ได้ใส่ใจต่อการนําข้อมูลและการทําหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาไปประกอบการพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณ เราจึงได้เห็นแผนงาน โครงการ ซึ่งมีรอยมลทินมัวหมองก็ยังมีการจัดสรรงบประมาณ การพิจารณาในขั้นตอน ของการให้ความเห็นชอบในเรื่องของโครงการสําคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งเรื่อง เมกะโปรเจกท์ ก็ดี โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศก็ดี และขณะนี้ก็ยังมีโครงการ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเองได้มีการตั้งกระทู้ถามสด ได้มีการยื่นเรื่องต่อสํานักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน ยื่นเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ถึง ๒ – ๓ ท่าน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่โครงการเหล่านี้หรือหน่วยงานเหล่านี้ก็ไม่ เคยมีการพิจารณาในการลงโทษ เพราะฉะนั้นจึงทําให้ประเทศของเรานั้นกลายเปึน ประเทศที่อยู่ในอันดับต่ํามากในเรื่องของธรรมาภิบาล ผมเรียนท่านประธานตรงนี้ก็จําเปึน จะต้องยกตัวอย่างให้ชัดเจนว่ามีเหตุผลกลใดในการที่จะตัดงบประมาณ
๑. ก็คือในเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีความรับผิดชอบโดยตรง และได้มีการของบประมาณรายจ่ายประจําป้ในครั้งนี้ด้วย ความจริงกรมประชาสัมพันธ์นั้น ก็ถือว่าเปึนหน่วยงานสําคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ของทางราชการ และถือเปึนสื่อของรัฐ โดยมีการตั้งของบประมาณเปึนจํานวน ๑,๔๐๐ ล้านบาท หลังจาก ที่คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเสร็จสิ้นลง แต่มีโครงการหนึ่งที่ผมจําเปึนต้องตัดทิ้ง และเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์เลย นั่นก็คือ โครงการพัฒนาประสิทธิภาพสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ โดยอ้างว่าเปึนแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ให้เปึน สถานีแห่งความเปึนกลาง โปร่งใส ฉับไวทุกสถานการณ์ โดยมีการตั้งงบในส่วนนี้ไว้ ๘๕ ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ ความจริงที่กระผมได้หยิบยกโครงการ และแผนงานส่วนหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์มาเรียนท่านประธานก็เพราะว่าภายใต้ การดําเนินการของช่อง ๑๑ ในปัจจุบันนั้น กล่าวได้ว่าการจัดงบดังกล่าวนั้นส่อความ ฉ้อฉล ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐและภาษีของประชาชน ภายใต้การดําเนินการของ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เอ็นบีทีตามสัญญาการร่วมผลิตข่าวและรายการประเภทข่าวนั้น มีสัญญาผูกพัน ๒ ป้ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๑ เปึนต้น ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐเสียเปรียบพวกเราจึงได้ยื่นเรื่องต่อ สตง. เมื่อเดือนที่แล้วผมก็ต้อง ไปให้ปากคําต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องของสัญญาดังกล่าวที่เห็นว่าส่อว่ามีการกระทํา ที่ผิดกฎหมาย นั่นคือพระราชบัญญัติความผิดว่าด้วยการเสนองานต่อรัฐหรือกฎหมายฮั้ว และ ๒ ก็คือรัฐเสียประโยชน์ เนื่องจากว่าการที่ให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมผลิตข่าวโดยที่ ได้เวลาในการออกอากาศ โดยเฉพาะเปึนช่วง ไพรม์ ไทม์ (Prime time) ๙ ชั่วโมงครึ่ง จาก ๑๘ ชั่วโมง เกินกึ่งหนึ่งนั้นมีพฤติกรรมของการจัดหาที่ไม่เป่ดกว้าง ป่ดกั้น และส่อว่า ๒ บริษัทที่เสนอตัวเข้ามานั้นมีความสัมพันธ์กัน แต่อย่างไรก็ตามสัญญา ซึ่งมีมูลค่า ถ้าหากว่าคํานวณตามเวลาโฆษณาและอัตราค่าโฆษณานาทีละ ๕๐,๐๐๐ – ๑๐๒,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาของสัญญานั้นเปึนเงินสูงถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือป้ละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่สัญญานั้นจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐ เพียง ๔๕ ล้านบาทต่อป้ ภายใต้ข้อเสนอค่าตอบแทนให้กรมประชาสัมพันธ์ ๔๕ ล้านบาท ต่อป้นั้น ได้ขอที่จะไม่ส่งหลวง และหมุนกลับไปจ่ายเปึนค่าจ้างเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ บริษัทนั้นเอง โดยเฉพาะผู้ประกาศข่าวนั้น ก็ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของเงินค่าตอบแทน ในสัญญา มูลค่าสัญญาดังกล่าวสูงมาก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการทําสัญญาหนังสือ ค้ําประกันสัญญาที่เรียกว่า แบงก์ การันตี (Bank Guarantee) แต่อย่างใด กระผมเชื่อว่า บริษัทที่เข้ามา เข้ามาและทําการผลิตข่าว และรายการประเภทข่าวนั้น ซึ่งตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนเปึนต้นมา และพอถึงวันที่ ๑ กรกฎาคมก็ได้เพิ่มเวลาอีกจํานวนมาก โดยที่ ไม่ได้มีการเป่ดประมูลหรือเป่ดการจัดหาอย่างเป่ดกว้าง ทั้งที่เรามีบริษัทผู้ผลิตรายการ เหล่านี้เปึนจํานวนมากในประเทศไทย กระผมเชื่อว่ากรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้รักษา ประโยชน์ของรัฐและการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์นั้นปรากฏว่าก็ซื้อไปให้บริษัทเหล่านี้ ใช้นั่นเอง เนื่องจากในสัญญาการเข้ามาร่วมผลิตข่าวนั้นหิ้วกระเปิาเข้ามาเท่านั้นเองครับ เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนรถกรมประชาสัมพันธ์ก็เช่าให้ รถเสียกรมก็ต้อง ซ่อมให้ และจะซื้ออุปกรณ์ใหม่เข้าไปเสริมให้ กระผมเห็นว่าในส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล ความจริงก็เห็นใจครับ บรรดาเจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง หรือแม้แต่เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เปึนนักข่าว ผู้ประกาศข่าวเขาต้องมีอาชีพ ต้องทํามาหากิน แต่ขณะเดียวกันการทํา หน้าที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะเปึนสื่อของรัฐนั้น ก็จะต้องมีความเปึนกลางอย่างที่ ทางกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศไว้ แต่หลายครั้งหลายหนที่เกิดความเคลือบแคลงว่า ท่านไม่ได้ทําหน้าที่อย่างนั้น มิหนําซ้ํายังถูกกล่าวหาตลอดเวลาว่ากลายเปึนเครื่องมือ ทางการเมืองไป ซึ่งน่าเสียดาย เพราะว่าเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ในงบประมาณ แต่ละป้ หรือว่าการจัดตั้งกรมประชาสัมพันธ์นั้นมาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ผมคงจบ เฉพาะในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ไว้เท่านี้ เพียงแต่ให้เห็นว่าการจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ ก็เพื่อที่จะไปสนองตอบต่อบริษัทเอกชน และข้อสัญญา ในเรื่องของการร่วมผลิตข่าว แบ่งปันกันด้วยผลประโยชน์โดยค่าโฆษณา เวลาโฆษณา ๑๐ นาทีต่อชั่วโมงนั้น บริษัทเอกชนได้ ๗ นาที กรมประชาสัมพันธ์ได้ ๓ นาที เชื่อไหมครับว่าผมได้สอบถาม ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็ผู้อํานวยการวิทยุโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ๓ นาที ของกรมนั้นไม่เคยได้แม้แต่สลึงเดียว โฆษณาที่มาจากรัฐวิสาหกิจ มาจากหน่วยราชการ ของรัฐแท้ ๆ กลับไปลงในซีกโควตาของบริษัทเอกชน ตรงนี้เองครับ ที่เรียนว่าเปึนเรื่องของ การเอื้อประโยชน์เกินไปทําให้รัฐเสียประโยชน์อย่างยิ่ง และจะมาของบประมาณในการที่ จะไปดําเนินการอย่างนั้นอีก ก็ขอใช้สิทธิในการตัดงบประมาณในส่วนนี้
ส่วนที่ ๒ คือ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า สภาพัฒน์ ความจริงหน่วยงานนี้ถือว่าเปึน ธิงค์ แทงค์ (Think Tank) เปึนคลังสมอง คนเก่งมากมายครับ ได้รับความชื่นชมตลอดว่าเปึนหน่วยงานที่มีคนที่มีความรู้ความสามารถ เช่นเดียวกับ สํานักงบประมาณ ท่านว่าที่ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณก็คงจะไม่โกรธผม ที่ผมต้อง ขออนุญาตตัดงบประมาณหน่วยงานของท่านด้วย ทั้งนี้เพราะว่ามีโครงการซึ่งเหมือนกับ กรมประชาสัมพันธ์นี้ และเราได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรี โครงการนี้ก็เช่นกัน และเปึนโครงการซึ่งยืดเยื้อมาก มีการดําริของท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเปึนผู้อํานวยการสูงสุดของสํานักนายกรัฐมนตรี ในการที่จะให้มีการจัดหา รถเมล์เอ็นจีวี (NGV) ๖,๐๐๐ คัน หลังจากนั้น กระทรวงคมนาคมโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมก็พยายามนําเสนอโครงการนี้ โดยที่จะต้องผ่านการพิจารณาของ สภาพัฒน์ แต่ผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เปึนเรื่องที่เราได้มีการอภิปราย มีการตั้งกระทู้ถามตั้งแต่เดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม และเข้ามาสู่ช่วงของการ พิจารณางบประมาณ และเมื่อวานนี้เองคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนี้ มันมีประเด็นที่สําคัญก็คือว่า ขสมก. หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ มีหนี้สะสมจาก การบริหารขาดทุนถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อป้ที่แล้ว ในรัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขสมก. ได้เสนอโครงการในการที่จะจัดซื้อหรือจัดเช่ารถเมล์จีน ขสมก. นี้ เปึนรถแอร์ ๒,๐๐๐ คัน แต่ก็ส่อความไม่โปร่งใส ส่อว่าจะทําให้รัฐเสียหายจากราคาที่ กะกันไว้ว่าจะแพงมาก ในที่สุดก็มีการทักท้วง ผมเองก็เปึนคนหนึ่งที่ทักท้วงในโครงการนี้ และท้ายที่สุดก็ยุบโครงการนี้ไป ก็หันมาพิจารณาในเรื่องการเปลี่ยนเครื่องยนต์ โดยมีการ ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ซึ่งถูกกว่าแล้วก็สามารถที่จะใช้งานได้และประหยัดเชื้อเพลิง แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง หลังจากท่านนายกรัฐมนตรีมีดําริในนโยบาย ให้จัดหารถเมล์เอ็นจีวี ๖,๐๐๐ คัน ก็มีการเดินเรื่องนี้ขึ้นมา โดยจะมีลักษณะของการเช่า ๖,๐๐๐ คัน โดยเช่า ๑๐ ป้ แล้วก็ตีตัวเลขออกมาเปึนเงินถึง ๑.๑ แสนล้านบาท มีเสียงคัดค้านมากมาย แม้แต่ใน ขสมก. เอง ในระหว่างก่อนที่จะมีการดําริ โดยท่านนายกรัฐมนตรี เขาได้ดําเนินการเป่ดการประมูลนานาชาติ ที่เรียกว่า อินเตอร์ เนชั่นแนล บิดดิ้ง (International bidding) โดยที่จะมีการใช้การปรับปรุงเครื่องยนต์ โดยบริษัทชั้นนําของโลกเข้ามากันเปึนสิบบริษัท ได้มาผ่านการทดสอบในภาคสนาม ไปปรับเปลี่ยนเครื่องเพื่อให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติ คือเอ็นจีวี ผ่านการทดสอบ ภาคสนามทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ในที่สุดก็ขึ้นทะเบียน บริษัทที่ได้ผ่านเกณฑ์การรับรอง ในเรื่องนี้ โดยจะปรับเปลี่ยน ซึ่งจะใช้ต้นทุนที่ต่ํามากไม่กี่พันล้านบาท สําหรับ การปรับเปลี่ยนรถ ขสมก. ในการมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี แต่จู่ ๆ กลายเปึนว่าเปึนโครงการเช่า จริง ๆ ก็เหมือนซื้อแต่ว่าเปึนการเช่า ๖,๐๐๐ คัน แต่ก่อนที่จะมีการตัดสินในเรื่องนี้ ได้มีการนําเสนอคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง แล้วก็ถอนออกมาเพราะว่ามีหลายฝ์าย ไม่เห็นด้วย จนกระทั่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ดูแล เข้าไปพิจารณา ท้ายที่สุดเมื่อวานนี้ ตกลงกันเรียบร้อย ลดจาก ๖,๐๐๐ คัน เหลือ ๔,๐๐๐ คัน แต่ค่าเช่าวันละ ๕,๑๐๐ บาทเหมือนเดิม วงเงิน ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ในระยะ ๑๐ ป้ ผมติดตามเรื่องนี้ด้วยความห่วงใย เพราะว่าความจริงแล้วถือได้ว่าสภาพัฒน์ไม่ได้รับฟังความเห็นของผู้ประกอบการในการ ประกอบรถในประเทศไทยเลย ประเทศไทยมีศักยภาพครับ ความจริงเรื่องนี้ถ้าหากว่า ไม่เอาโครงการในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เอ็นจีวี ซึ่งใช้เงินเพียงไม่กี่พันล้านบาท จะมา ใช้ในวิธีการที่นําเข้าคลัตช์ ซี (Clutch C) รถพร้อมเครื่องยนต์ แล้วก็มาให้โรงงานประกอบ ตัวถังรถ เรามีศักยภาพไม่ว่าจะเปึนแถวราชบุรี แถวฉะเชิงเทรา แถวชลบุรี หรือโคราช มีศักยภาพที่จะต่อรถเหล่านี้ได้ป้ละ ๑,๕๐๐ คัน แต่ถ้าเข้ามาทั้งคันท่านทราบไหมครับว่า ถ้าเข้ามาโดยเสียภาษี ๓ ล้านกว่าบาท คณะรัฐมนตรีได้ยกเว้นภาษีไปแล้วในเรื่องนี้ ยกเว้นภาษีเหลือคันละ ๒.๑ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แล้วทําไมเช่ากัน ๑๘ ล้านบาท ล่ะครับ ราคาค่าเช่ารถคันหนึ่ง ๑๘ ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา แต่ถ้าจัดซื้อ ๒.๑ ล้านบาท นี่คือตัวเลขของรองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของท่าน ซื้อมาวิ่งได้ ๓ ป้ โละทิ้งก็ยังใช้เงินเพียงแค่ ๖ ล้านกว่าบาทเท่านั้นเอง ซากรถ ๓ ป้ ยังขายได้คันละ ไม่ต่ํากว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นผมจึงเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าทําไม ท่านไม่พิจารณาในสิ่งเหล่านี้ในงานที่หน่วยงานดูแล และปล่อยปละละเลยทั้งที่เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ใช้เงินน้อย ๆ และที่สําคัญ ส.ส. รัฐบาลผมก็เรียกร้องให้ คุณศักดา คงเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน ออกมาเป่ดโปงสิครับว่า แก็ง ออฟ โฟร์ ที่อยู่เบื้องหลังได้หัวคิวคันละ ๑ ล้าน ๔,๐๐๐ คัน ก็ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ออกมาเป่ดเผยสิครับ ท่านหยุดไปทําไมพวกเราให้กําลังใจและอยากดูเหมือนกันว่า โครงการเหล่านี้ที่มีการกินหัวคิวโดยแก๊ง ออฟ โฟร์ มีใครบ้าง บริษัทไหนบ้างและจะไป ซ้ําเติมคนกรุงเทพมหานครด้วยการหากินกับโครงการ ท้ายที่สุดก็ไปอยู่ในค่าโดยสารของ พี่น้องประชาชน ทั้งรถร้อน รถแอร์ และการสะสมของการขาดทุน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท้ายที่สุดก็ต้องมาของบประมาณในการไปตัดนั่นล่ะครับ สํานักงบประมาณก็ต้อง พิจารณาโครงการเหล่านี้เปึนเรื่องซึ่งผมคิดว่าเราจะติดตามต่อไปละขอคําชี้แจง จากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วย รวมทั้งสภาพัฒน์ฯ สํานักงบประมาณ ถ้าชี้แจงได้ ครบถ้วนไม่ติดใจก็ไม่ตัดครับ แต่ผมจําเปึนต้องตัดตอนนี้ โดยเฉพาะสํานักงบประมาณ นะครับ ยังมีเรื่องต้องสะสางกันหลายโครงการหลังจากนี้ ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ