รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน และเรียกร้องการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารบ้านเมือง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๓ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณของ สํานักนายกรัฐมนตรีลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หลายประเด็นท่าน ส.ส. หลายท่านก็ได้กล่าว ไปแล้ว ดิฉันอยากจะเน้นย้ําในเรื่องของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มีแผนงานแรกเลยนะคะ แผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟุ๋นฟูประชาธิปไตย แล้วในรายละเอียดก็บอกว่าแผนงานผลผลิตก็คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งดิฉันถือว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เปึนหลักหนึ่งในหลักของ ธรรมาภิบาลในการบริหารบ้านเมือง บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อ ๑ เลยก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วถ้าแผนงานนี้มาอยู่ในสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องเข้าใจ ความเข้าใจในที่นี้ มันอาจจะเปึนเรื่องใหม่ดิฉันพูดเสมอว่าในสังคมประชาธิปไตยเราต้องยอมรับยอมให้ คนอื่นคิดแตกต่างจากเรา แล้วการที่เราถือว่าเรามีอํานาจรัฐหรือรัฐบาลถือว่ามีอํานาจรัฐ อยู่ในมือจะทําอะไรก็ได้ คงไม่ได้แล้ว สมัยนี้ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ที่จริง สํานักนายกรัฐมนตรีเปึนเจ้าของระเบียบด้วย เจ้าของระเบียบของการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ที่จริงก่อนป้ ๒๕๔๐ ก็มีระเบียบว่าด้วยการประชาพิจารณ์ แล้วพอรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ออกมาบอกว่าจะต้องออกกฎหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ความไม่เข้าใจ ของข้าราชการ ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทําให้กฎหมายนั้นยกร่างออกมาแล้ว ไม่เสร็จ เพราะว่าพอเอาไปรับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน มีความเห็นกลับมามากมาย มันก็เลยกลับไปใช้ตั้งเปึนระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรี อีกรอบหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ตามดิฉันก็ยังเข้าใจว่าจากที่ติดตามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ถึงได้เรียนว่าพอมาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เขากําหนด เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้มากกว่าเดิม แล้วกว้างขวางกว่าเดิมด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ ของรัฐทุกหน่วยงานจําเปึนที่จะต้องเข้าใจและก็เรียนรู้ ต้องรีบที่จะออกกฎหมาย มารองรับด้วย เพราะไม่เช่นนั้นการกระทําใด ๆ เวลาเราทํากิจการใดก็ตามกระทบกับ พี่น้องประชาชนเราไม่ค่อยสนใจ แล้วโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่แรกแล้ว ตอนที่แถลงนโยบายมีนโยบายว่าด้วยเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ยกเอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ มาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ รวมทั้ง มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๗ ที่ว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายการมีส่วนร่วม แล้วเมื่อยก ออกมาแล้ว แต่เวลาปฏิบัติจริงหลังจากแถลงนโยบายไม่ถึงเดือน ท่านก็ออกมาให้ข่าวว่า การที่จะทําโครงการอะไรก็ตาม แล้วต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) มันทําให้เปึนอุปสรรคในการขัดขวางการพัฒนา ดิฉันตัดข้อความเหล่านั้นเอาไว้ เพราะว่าดิฉันให้ความสําคัญในเรื่องนี้ หลังจากนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ถ้าเราไม่สนใจเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน รับรองค่ะสภาใหม่สร้างไม่ได้ นักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ มาที่สภา แล้วก็มาบอกว่าเขาอยากจะแสดงความคิดเห็นท่านประธานก็ได้ลงไปนั่ง พับเพียบพูดคุยกับเขาอย่างดี แต่ท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีต่อเรื่องการมีส่วนร่วม หลายคนบอกว่าทําไมไม่ฟังนักเรียนบ้าง ท่านบอกเต็มปากเต็มคํา ท่านพูดเต็มปากเต็มคําว่า ท่านไม่จําเปึนต้องฟัง โรงเรียนนี้มีเนื้อที่อยู่ ๘ ไร่ ย้ายไปใหม่ ๑๖ ไร่ แล้วก็เดินไปอีกแค่ ๒ กิโลเมตรแค่นั้นเอง แล้วก็มีเงินตั้ง ๑,๐๐๐ ล้านบาทให้สร้างโรงเรียน ทําไมจะต้องฟัง ต่อให้มีเงินเท่าไรก็ต้องฟัง ชุมชนที่เกียกกายต้องไปคุยกับเขาด้วย แม้ว่าจะคุยกันได้ว่า จะตกลงกันว่าจะชดเชยอย่างไร แต่สิ่งที่เขากังวลก็จําเปึนต้องไปคุย เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็เลยเรียนว่าดิฉันเปึนห่วง แล้วก็อยากจะให้ความสําคัญนะคะว่าถ้าสมมุติว่าเงิน ๕๘ ล้านบาท ถ้าเราออกกฎหมายไปรับฟังความเห็นประชาชนออกกฎหมายด้วย แล้วให้ความรู้เผยแพร่ความรู้เหล่านี้ไปด้วยไม่พอหรอกค่ะ น้อยเกินไป น้อยมากเลย แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการทั้งหลายไม่เข้าใจ เงิน ๕๘ ล้านบาท ก็มากเกินไปในการที่จะให้ไปดําเนินการ แล้วก็ตั้งเอาไว้อย่างนี้ แม้กระทั่งการมีส่วนร่วม เบื้องต้นเลยก็คือการให้ข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลนี้ยังทําน้อยมากเลย เช่นกรณีเรื่องเขื่อน ซึ่งดิฉันจะไม่พูดในรายละเอียด แต่ดิฉันจะไปพูดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และก็ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะทําเขื่อนกั้นแม่น้ําโขงที่จะมีอยู่ ๘ เขื่อน แล้วก็ประชาชนไม่ทราบเลย ในพื้นที่ที่ดิฉันไปที่อําเภอโขงเจียมที่จะสร้างเขื่อน ประชาชน กําลังตื่นกลัวมาก หวาดกลัวมาก แล้วก็มีบริษัทเอกชนลงไปปัวนเปุ้ยนอยู่แถวนั้นแล้ว แต่พอถามข้าราชการทั้งหลายก็บอกว่า ข้าราชการทั้งหลายก็ไม่ทราบ อันนี้เปึนเรื่องข้อมูล ข่าวสารธรรมดามากเลย เพราะฉะนั้นดิฉันก็เสนอแนะว่า ๕๘ ล้านบาท ท่านมีอยู่ ๕๘ ล้านบาท ก็เอาไปพูดคุยกันเสีย เวลารัฐมนตรี รัฐบาลเข้ามาถ้าข้าราชการเข้าใจ ต้องติวเรื่องนี้ ต้องทําความเข้าใจเรื่องนี้กับรัฐมนตรีทุกท่านเลยค่ะ ว่าในกระทรวง ของท่านนี้ ถ้าจะทํากิจการอะไรก็ตาม ถ้าจะพบกับพี่น้องประชาชนต้องศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อม และสังคม และสุขภาพด้วย ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญก็บอกว่าประชาชน สามารถฟัองร้องให้หน่วยงานนั้นดําเนินการได้ แล้วหลายหน่วยงานก็พยายามที่จะทํา ดิฉันไปดูที่สํานักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในสํานักนายกรัฐมนตรีนี้ บางทีดิฉันก็ยังมองว่าหน่วยงานที่เปึนส่วนกลางอย่างนี้พยายามที่จะทํางานซ้ําซ้อนกับ หน่วยราชการ อย่างเช่น แผนงานส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัว เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจะไปซ้ํากับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วไม่ใช่ลักษณะของการวางแผน เวลาเขียนนี้ไม่ใช่ลักษณะของการศึกษา แต่เปึนการส่งเสริม ก็คือการกระทําซึ่งมันก็จะไปซ้ําซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งมีโครงการศึกษาวิเคราะห์ เสนอแนะ แนวทางการรักษาฟุ๋นฟูและพัฒนาย่านประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่ถนนราชดําเนิน โดยการ มีส่วนร่วมของชุมชน ดิฉันคิดว่าหน่วยงานของรัฐนี้ต้องเคารพท้องถิ่นด้วย แถวราชดําเนิน มีกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ กทม. นี้ดําเนินการที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าสภาพัฒน์จะไปทํานี้ต้องถามว่าจะทําอย่างไร แล้วถ้ารัฐนี้ไม่เคารพท้องถิ่น ไม่ให้ ท้องถิ่นตัดสินใจเอง สภาพัฒน์ก็จะไปศึกษาว่าจะพัฒนาพื้นที่ราชดําเนินอย่างไร รัฐมนตรี บางท่านมาถึงก็บอกราชดําเนินนี้จะมีนโยบายที่จะทําเปึนซองลิเซ่อะไรนี้ เพราะฉะนั้นก็ จะอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล ถ้าไม่เคารพท้องถิ่นนี้ก็จะทําไม่ได้ รวมทั้งแม้กระทั่ง ก.พ.ร. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งดิฉันเคยไปร่วมที่จะไปอบรม ไปเผยแพร่ ไปรณรงค์เรื่องการมีส่วนร่วม โดยที่หน่วยราชการนี้ต้องเป่ดหาช่องทางให้ประชาชนเข้า มาร่วม แล้วก็ต้องไปรณรงค์ให้ประชาชนหาทางที่จะเข้าไปร่วมกับราชการแล้วจะมาเจอ กัน ก็ยังคิดแค่โครงการส่งเสริมการจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชน การที่มีส่วนร่วมไม่ต้อง ไปจัดตั้งเครือข่ายให้เปึนเครือข่ายที่แน่นอน ที่ชัดเจน เพียงแต่ต้องระดมประชาชน แล้วก็ฟัง แล้วก็เอามาร่วมในการตัดสินใจด้วย ซึ่งจะมีหลายระดับหลายชั้นในการ มีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเงิน ๕๘ ล้านบาทนี้ของสํานักนายก หรือเงิน ๕ ล้านบาท ของ ก.พ.ร. นี้ควรจะต้องเอามานั่งทบทวนทวน แล้วก็ตั้งต้นใหม่ ทําความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วข้าราชการทั้งหลายนี้เริ่มต้น ถ้าได้เรียนรู้แล้ว แล้วถ้าได้คุยกันศึกษากัน ศึกษาอบรม แล้วอาจจะต้องไปทดลองปฏิบัติจริงที่ชุมนุมที่เกียกกายก่อนก็ได้ ดูสิว่าการเรียนเหล่านี้ การอบรมรณรงค์เหล่านี้มันจะเข้าไปสู่จิตวิญญาณหรือเลือดเนื้ออยู่ในเลือด อยู่ใน ชีวิตจิตใจของข้าราชการหรือไม่ ถ้าไม่อย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพ ถ้าสํานักนายกรัฐมนตรี ถ้าจะเปึนเจ้าของเรื่องนี้เองยังไม่เข้าใจกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่เคารพประชาชน การพัฒนาของเราต่อไปนี้ก็จะไม่ราบรื่น แล้วก็จะไม่พัฒนาอย่างที่ตั้งใจ ขอบคุณค่ะ