อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ โดยอ้างว่ากรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามเป้าหมาย และไม่ได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการดำเนินการ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจากเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ขอแปรญัตติงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ ๒๕๕๒ ในมาตรา ๕ ซึ่งเปึนงบประมาณรายจ่ายของสํานักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในสังกัด ในส่วนของ กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ นี้ได้จัดสรรเงินไว้ เปึนงบประมาณทั้งสิ้น ๑,๔๘๖ ล้านบาทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยข้อเท็จจริงงบประมาณ ๑,๔๘๖ ล้านบาทนั้น ไม่ได้มากไปเลยนะครับ สําหรับการตอบสนองต่อเปัาหมายของ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเปึนพันธกิจนั่นคือการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาล และประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกัน ซึ่งนั่นก็คือเอกภาพของความเปึนชาติ ถ้าจะต้องใช้เงินงบประมาณมากกว่านี้นับสิบนับร้อยเท่า เพื่อให้ภารกิจตรงนี้ ประสบความสําเร็จก็ยังไม่มากจนเกินไปครับ เพราะสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่มีความสําคัญ สูงสุดจริง ๆ แต่ถ้ากรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจตามเปัาหมายนี้อย่างสมบูรณ์ หรือกระทําหน้าที่ในทิศทางตรงข้าม งบประมาณแม้แต่บาทเดียวก็มากจนเกินไป ท่านประธานครับ กรมประชาสัมพันธ์ก่อตั้งตั้งแต่ ป้ ๒๔๗๖ ๑ ป้หลังจากสถาปนา การปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้มีอายุ ๗๕ ป้ ถ้าเปรียบเปึนคนก็คือคนที่เปึน ผู้ใหญ่ คนที่มีประสบการณ์ มีนิติภาวะ และมีความรับผิดชอบ สามารถที่จะเปึนเสาหลัก เสาหนึ่งในการค้ําจุนสังคมและชุมชนให้ก้าวหน้าไปสู่ความวัฒนาสถาพร แต่น่าเสียดาย ว่าในวัย ๗๕ ป้ของกรมประชาสัมพันธ์ วันนี้กรมประชาสัมพันธ์เปึนคนที่สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง เดินไม่ทันคนอื่นและที่สําคัญที่สุดเปึนคนซึ่งก้มหัวให้กับผู้มีอํานาจทุกยุคทุกสมัย แล้วด้วย การก้มหัวให้กับผู้มีอํานาจตลอดมานั้นเอง ที่ทําให้กรมประชาสัมพันธ์นั้นห่างไกลต่อ จิตวิญาณของตนเองไปจนสุดกู่ กู่ไม่กลับแล้วครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เรายอมรับความจริงว่ากรมประชาสัมพันธ์เปึนส่วนราชการของรัฐนะครับ ด้วยความ เข้าใจตรงนี้ก็เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ากรมประชาสัมพันธ์จึงต้องเปึน กระบอกเสียงของรัฐ สิ่งเหล่านี้คลาดเคลื่อนต่อความเปึนจริง ไม่ว่ากรมประชาสัมพันธ์ จะอยู่ในฐานะของส่วนราชการสังกัดกระทรวง ทบวง กรมใดหรือใครเปึนฝ์ายการเมือง ที่ควบคุม แต่สถานะหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้นั่นคือความเปึนสื่อมวลชน ซึ่งอยู่ภายใต้ การคุ้มครองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๖ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ๆ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนแต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรม แห่งการประกอบวิชาชีพ แต่ที่เหนือกว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญคือจิตวิญญาณ คือจรรยาบรรณ คืออุดมการณ์และความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ ความเปึนสื่อมวลชน เราจึงได้ยินประวัติศาสตร์ของโจเซฟ พูลิตเซอร์ ประวัติศาสตร์ ของอิศรา อมันตกุล ประวัติศาสตร์ของคุณอารีย์ ลีวีระ ที่สละชีวิตตัวเองเพื่อรักษา จรรยาบรรณ และนั่นคือการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเปึนหลัก เราจะได้ยินตํานาน ในวงการสื่อมวลชนที่คนหนังสือพิมพ์ คนสื่อโทรทัศน์จํานวนมากมายยอมตกงาน เพราะไม่ยอมก้มหัวให้คนที่มีอํานาจคือนายทุนเจ้าของผู้ประกอบการ ยอมมาหิวโหย แล้วก็ไม่ได้หิวโหยคนเดียวครับ ลูกเมียก็ท้องกิ่ว ก็เพื่อธํารงรักษา คุณค่าแห่งจรรยาบรรณ ซึ่งนั่นก็คือประโยชน์ของประชาชนในท้ายที่สุดนั่นเอง น่าเสียดายว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไม่เห็นภาพเหล่านี้ในกรมประชาสัมพันธ์ สิ่งที่เรามองเห็นภาพที่ปรากฏ ในกรมประชาสัมพันธ์คืออะไร เราเห็นกรมประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุได้ทําหน้าที่เปึนกระบอกเสียงในการสร้างภาพสร้างข้อมูล ที่ถูกกําหนดโดยฝ์ายการเมือง โดยไม่ได้สนใจว่าการนําเสนอเหล่านั้นมันขัดต่อหลักการจรรยาบรรณและความเปึนสื่อ และบางครั้งได้มีส่วนกระหน่ําซ้ําเติมให้สถานการณ์ของบ้านเมืองมีความขัดแย้งเลือกข้าง มากยิ่งขึ้น เราได้เห็นการปรากฏตัวของผู้ดําเนินรายการโทรทัศน์บางคน บางกลุ่ม ใช้อคติในการดําเนินรายการอย่างน่ารังเกียจ และในวงการสื่อถ้าเราอยู่ในโลก แห่งความเปึนจริงรวมทั้งสาธารณชนก็รู้ดีว่าบุคคลบางกลุ่มบางคนเหล่านี้มีเส้นทาง มาอย่างไร รับใช้ใคร และคนเหล่านี้ครับ ที่ได้ทําลายภาพลักษณ์องค์กรของกรม ประชาสัมพันธ์ไปจนหมดสิ้น เราเห็นอะไรครับ เราเห็นภาพของฝ์ายการเมืองที่เข้าไป แทรกแซง ดังที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ๒ ท่าน ก่อนหน้าผมได้กล่าวไปแล้ว ในการร่วมผลิตรายการข่าว มีการเอื้ออํานวยประโยชน์แก่วงศ์วานว่านเครือสร้างระบบ สัญญาที่รัฐเสียเปรียบ วันนี้นําไปสู่การยื่นถอดถอนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เมื่อเดือน เมษายนเราได้เห็นฝ์ายการเมืองลงไปแทรกแซงวิทยุชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค อีสาน ไปใช้ลักษณะของการบีบบังคับให้เปึนเครือข่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐ ทั้ง ๆ ที่กรม ประชาสัมพันธ์ควรจะเปึนแม่แบบ แม่บท ในการส่งเสริมให้วิทยุชุมชนเหล่านี้ได้เปึนเวที กลางของพี่น้องประชาชนในแต่ละชุมชน เปึนสถาบันอิสระของพี่น้องประชาชนในแต่ละ ชุมชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ดังที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติ ๒ ท่านหรือ ๓ ท่าน ได้กล่าวไปแล้ว ในช่วงวิกฤติของบ้านเมืองเราก็ได้เห็น สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ได้มีส่วนในการสร้างเสริม สถานการณ์ให้มีความแตกแยกขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ประชาชนหวังจะได้เห็นการสะท้อนภาพ ที่เปึนจริงในทุกแง่ทุกมุม อาจจะโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเปึนพิเศษ ซึ่งเปึนเงื่อนไข บังคับ แต่ก็ต้องเปึนการนําเสนอพลังแห่งความเปึนจริงให้ประชาชนตระหนักถึง สถานการณ์ที่เปึนจริงเพื่อนําไปสู่ความเข้าใจร่วมกันและความคลี่คลายสถานการณ์ แต่มันไม่ได้เปึนอย่างนั้นครับ ในที่สุดวันหนึ่งก็มีประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่งก็ต้องสังเวย ชีวิตในสงครามประชาธิปไตยและตกเปึนเหยื่อของสถานการณ์ ท่านประธานสิ่งเหล่านี้ น่าสลดใจ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานสภากราบเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่าถ้าเปรียบ กรมประชาสัมพันธ์เปึนสื่อมวลชน ซึ่งเปึนกระจกสะท้อนภาพ ภาพสะท้อนที่เรามองเห็น จากกรมประชาสัมพันธ์ไม่ใช่สถานการณ์ที่เปึนจริงของแผ่นดิน สถานการณ์ที่เปึนจริง ของปัญหาสู่ความเข้าใจร่วมกัน แต่ภาพที่เห็นเปึนภาพสะท้อนในกระจก ก็คือภาพของ บุคลิกภาพ และภาวะวิสัยของความเปึนผู้นําที่บกพร่องของนายกรัฐมนตรีครับ จะเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะครับ จะเชื่อทฤษฎีสื่อซึ่งยึดถือกันมาแต่ครั้งโบราณที่บอกว่า คําโกหก ถ้าโกหกซ้ํา ๆ โกหกทุกวัน ในที่สุดคําโกหกก็จะกลายเปึนความเชื่อและกลายเปึน ความจริง ความเชื่ออย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ซ้ําแล้วซ้ําอีกว่า ในที่สุดพลังนุภาพแห่งความจริงนั้นคือผู้ที่ถูกต้องและชนะที่สุดในท้ายที่สุดเสมอ ผมจึง ต้องอภิปรายเพื่อขอปรับลดงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะของตัวแทนของชาวบ้าน ซึ่งเสียภาษีอากรเปึนงบดําเนินการของ กรมประชาสัมพันธ์ ตัดลดงบลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปึนการประท้วงต่อการปฏิบัติภารกิจ หน้าที่ความเปึนสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ และถ้าเปึนไปได้ผมขอนําเสนอต่อ คณะกรรมาธิการงบประมาณ เอาส่วนที่ตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับ ๑๐๐ กว่าล้านบาทนี้ จะไปเปึนงบกลางเข้าสู่กองทุนอะไรก็แล้วแต่เพื่อเยียวยา ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง และเปึนกองทุนสําหรับการปฏิรูป สื่อของรัฐเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อย่างที่เคยเกิดขึ้น ขีดเขียนโดยกรมประชาสัมพันธ์ ได้เกิดขึ้นซ้ําแล้วซ้ําอีกครับ ขอขอบคุณที่ท่านประธานได้กรุณาอนุญาต ขอบคุณครับ