สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓ กันยายน ๒๕๕๑

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องงบกลางและงบประมาณของรัฐ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้งบกลางที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณจาก "งบอยู่ดีมีสุข" ไปเป็น "เอสเอ็มแอล" พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ยังพูดถึงปัญหาการใช้จ่ายเงินสำรองกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง และเรียกร้องให้ปรับลดการใช้จ่ายเหล่านี้ลง นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกระบี่ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติในการที่จะตัดงบกลางไว้ร้อยละ ๒๐ ในทุกมาตรา แต่ว่าผมจะไม่อภิปรายทุกมาตรานะครับ เฉพาะงบกลาง คิดว่า มีส่วนเกี่ยวข้องที่สําคัญแล้วก็จําเปึนที่จะให้ที่ประชุมนี้รับทราบ งบกลางป้นี้ตั้งไว้ทั้งหมด ๒๔๐,๙๔๐,๖๓๖,๙๐๐ บาท เรียนว่าถ้าคิดตามสัดส่วนงบประมาณแล้ว งบกลาง เปึนอัตราสัดส่วนถึง ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด คือ ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ๑,๘๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทตามที่เราพิจารณากันอยู่นี้ งบกลาง มีการเติบโตขึ้นมาอย่างน่าเปึนห่วงตามลําดับ จากเมื่อประมาณ ๑๐ ป้ที่แล้ว ที่ท่านประธานก็นั่งเปึนกรรมาธิการงบประมาณเราจะเห็นว่างบกลาง มีตัวเลขอยู่เพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ – ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท บัดนี้งบกลางเติบโตมาถึง ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวนี้ ก็เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์หลายคนก็เปึนห่วงกันอยู่ ในห้องประชุมงบประมาณกระผม ได้ใช้สิทธิกรรมาธิการขอตัดงบกลางไปแล้วบางส่วน แต่ว่าตัดไปเพียงแค่ประมาณ ยังไม่ถึงร้อยละ ๗ ก็ขอความกรุณาที่จะอธิบายเพิ่มเติมในห้องงบประมาณนี้ครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูหนังสือรายงานของคณะกรรมาธิการเล่ม ๒ ตั้งแต่หน้า ๒ เปึนต้นไป ค่าใช้จ่ายงบกลางตามที่ปรากฏทั้งหมด ๑๒ รายการ คิดว่ามีข้อสําคัญที่ ที่ประชุมนี้พึงพิจารณา ส่วนแรกที่สุดก็คือใน (๑) ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพของ หมู่บ้านและชุมชน หรือที่เราเรียกว่า เอสเอ็มแอล ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ป้นี้ตั้งงบประมาณไว้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ผมได้ใช้สิทธิในฐานะกรรมาธิการตัดในห้อง ประชุมไปแล้ว ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขสุดท้ายที่เหลือเข้ามาในห้องงบประมาณนี้ ก็เหลือเพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท มีความจําเปึนที่จะต้องชี้แจงประกอบ ก็คือว่างบพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชนหรือเรียกว่าเอสเอ็มแอล เพิ่งปรากฏ ในงบประมาณป้นี้ แต่ในงบประมาณป้ที่แล้วเปึนงบประมาณที่รัฐบาลที่ผ่านมาเรียกว่า งบอยู่ดีมีสุข ในงบอยู่ดีมีสุขในงบประมาณงบกลางป้ที่แล้วตั้งไว้ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลปรากฏว่าจากรัฐบาลที่ผ่านมา ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทป้ที่แล้ว ใช้ไปเพียงแค่ไม่ถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาทเอง มีงบประมาณเหลืออยู่อีกประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลนี้ปัจจุบันป้นี้ก็ได้ไปเปลี่ยนงบอยู่ดีมีสุขมาเปึนงบ เอสเอ็มแอล นอกจากตั้งไว้ในงบประจําป้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทแล้วยังได้โยกงบประมาณ จากงบอยู่ดีมีสุขใช้ไปแล้วถึง ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ได้มีการใช้ล่วงหน้าด้วยงบป้ที่แล้วไป ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีข้อน่าเปึนห่วงก็คือท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลนี้ เข้ารับหน้าที่เมื่อแถลงนโยบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และก็มาคิดทํางบประมาณในเรื่อง เอสเอ็มแอลในเดือนมีนาคมแต่เพียงแค่ไม่ถึง ๑ เดือน รัฐบาลได้จ่ายงบประมาณ ที่โยกจากอยู่ดีมีสุขไปถึง ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ทําพิธีเรียกว่ายิงงบประมาณไปยัง หมู่บ้านตามที่เคยเปึนข่าวในหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นก็มีความเปึนห่วงว่ารัฐบาลนี้ใช้เวลาเพียงแค่ ๑ เดือนเศษ ๆ พิจารณา ในโครงการเอสเอ็มแอล แล้วก็จ่ายไปหมู่บ้านต่าง ๆ โดยที่ขาดการไตร่ตรอง ก็ได้มีการ เปลี่ยนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ความรอบคอบ ใช้งบประมาณเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่องบ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ได้มีการโยกงบป้ที่แล้วมาประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวมจริง ๆ ก็เปึนประมาณ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงได้ใช้สิทธิของกรรมาธิการปรับไป ในห้องพิจารณา ๔,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยความเห็นชอบของผู้เกี่ยวข้องที่มาชี้แจง งบประมาณด้วย ก็คือท่านรองเลขาธิการสํานักนายกรัฐมนตรี ผู้ทําหน้าที่ดูแลงบเอสเอ็ม แอล ตรงนี้อาจจะมีกรรมาธิการบางท่านเปึนห่วงว่าทําไมงบเอสเอ็มแอลไปปรับลดจาก ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท มาเหลือ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็เรียนว่ามาเหลือ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เพราะมีการใช้ไปก่อนจากงบอยู่ดีมีสุขไปประมาณ๔,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมมีความเปึนห่วงว่าสําหรับระยะเวลางบประมาณที่เหลืออยู่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ก็ยังมากเกินไป เพราะวิธีการดําเนินการถึงเกือบ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ทั่วประเทศ ขณะที่ยังขาดความพร้อม ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเลย งบจํานวนนี้ เชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันก็ยังจะเหลือ หรือถ้าจ่ายไปหมดก็จะเปึนการจ่ายงบประมาณไป อย่างไม่มีคุณภาพ ก็จําเปึนต้องชี้แจงที่ประชุมเพื่อได้รับทราบ

ใน (๒) และ (๓) เปึนค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ๒,๓๐๐ ล้านบาท กับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดําเนินและต้อนรับประมุข ต่างประเทศ คณะกรรมาธิการไม่ได้แตะต้องเลย ผมเองก็ไม่แตะต้องเลยงบประมาณ ส่วนนี้

ใน (๔) คือค่าชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง เดิมตั้งเอาไว้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท มีการแสดงความเห็นติติงกันในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณว่า สาเหตุหนึ่ง ที่งบประมาณป้ที่แล้ว งบลงทุนใช้กันไม่ค่อยทันเพราะว่าราคากลางตั้งเอาไว้ในข้อจํากัด ในป้ที่แล้วที่ผ่านมาป้หนึ่ง อิฐขึ้นราคา หิน ปูน ทราย เหล็กเส้นทุกอย่างขึ้นราคาไปหมด เพราะฉะนั้นค่าชดเชยสิ่งก่อสร้างที่ภาษาก่อสร้างเรียกว่าค่าเค ตั้งไว้เพียง ๑,๐๐๐ ล้านบาท เกรงว่าจะไม่พอและจะมีปัญหาการจัดการงบประมาณป้ใหม่นี้ เราก็จะ ไม่เข้าเปัาอีก ในที่สุดก็ได้มีการแปรญัตติตามคําขอของรัฐบาลเพิ่มมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท เปึนตัวเลข ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในหน้า ๒

ท่านประธาน มีตัวเลขใน (๕) ก็ขอเรียนว่า เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจําเปึน ตัวเลขนี้คือตัวเลขที่อยู่ในอํานาจการสั่งการของนายกรัฐมนตรีทั้งหมด สํารองไว้เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินจําเปึน เช่น ภัยพิบัติ น้ําท่วม ภัยแล้ง หรือกรณีที่อุบัติภัย ต่าง ๆ และสิ่งที่จําเปึนนอกเหนือจากการคาดหมาย เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจําเปึน เติบโตขึ้นมาอย่างน่าเปึนห่วง เมื่อไม่ถึง ๑๐ ป้ที่แล้ว เงินสํารองจ่าย เพื่อกรณี (๕) นี้ มีเพียงป้ละประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ต่อมาก็มีการ สํารองขึ้นมาถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในป้งบประมาณป้นี้ตามที่ปรากฏ จากการสอบถาม ทางสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและดูตัวเลขการเบิกจ่ายในป้ที่ผ่าน ๆ มา มีข้อน่าสนใจและน่าเปึนห่วงก็คือว่า ทุกป้ตั้งไว้สูงเกินไป การใช้จ่ายเมื่อมาถึงประมาณ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายนแล้ว ยังเหลืออยู่เกือบครึ่งทุกป้ แต่พอ ใกล้ป้งบประมาณเข้าจริง ๆ เงินพวกนี้เหลือมาก ก็จะมีรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ใครต่อใคร ไปขอใช้งบประมาณนี้ โดยที่ไม่ใช่เข้ากรณีฉุกเฉินหรือไม่เข้ากรณีจําเปึน เปึนตัวเลข ค่อนข้างจะมาก ในงบประมาณเมื่อป้ที่ผ่านมา ตั้งตัวเลขไว้ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ป้นี้ตั้งเปึน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท จากการสอบถามแล้ว จาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ป้ที่แล้ว จนกระทั่งพิจารณางบประมาณจะเข้าสู่เดือนสิงหาคมแล้ว ยังเหลืองบตรงนี้อยู่อีกร่วม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในป้นี้ ผมจึงได้ใช้สิทธิกรรมาธิการปรับลดงบตรงนี้ ไปอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอปรับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามตัวเลขที่จําเปึน แต่สุดท้ายได้มีการร้องขอจากผู้มาชี้แจงว่าถ้าตัด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เกรงว่า จะมากเกินไป ขอเพียงแค่ประมาณสัก ๓,๐๐๐ ล้านบาทก็พอ

เหตุผลคิดว่าท่านสมาชิกทุกท่านคงสนใจนะครับ เพราะรัฐบาลเกรงว่า ป้ ๒๕๕๒ อาจจะมีการเลือกตั้งใหม่ จึงขอวงเงินไว้ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท สํารองไว้ เผื่อจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในป้ ๒๕๕๒ ตัวเลขตรงนี้ก็เลยยอมให้ปรับ เพียงแค่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท จริง ๆ แล้วตัวเลขตรงนี้ควรจะปรับมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ตามตัวเลขที่พวกผมสงวนคําแปรบัญญัตติไว้ มีข้อสังเกต คืองบสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปึนดังกล่าวนี้เปึนงบที่น่ากลัวครับ ขาดการ ตรวจสอบ และเปึนการใช้จ่ายที่ไม่ค่อยรอบคอบเลย และทุกป้ใช้จ่ายไม่ทันก็มาเบิกจ่าย เร่งจ่ายกันเพื่อให้ตัวเลขหมดไปในปลายป้ทุกป้ ตัวเลขตรงนี้ผมคิดว่าผมยังอยากใช้สิทธิ ตัดให้เหลือแค่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทตามเดิม ตัวเลขต่อมา ท่านประธานที่เคารพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ตั้งไว้เดิม ๔๘,๖๐๐ ล้านบาท มีกรรมาธิการในห้องนี้และท่านสมาชิกในห้องบางท่านได้กรุณา อภิปรายไปแล้วตอนเช้าว่า ค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐตั้งไว้สูง แต่ทุกป้จ่ายเกือบหมดเพราะขาดการตรวจที่รอบคอบ ท่านประธานจะดูว่าถ้าเรามีข้าราชการอยู่ประมาณ ๒ ล้านคน เฉพาะค่ารักษาพยาบาล ๒ ล้านคน ตกเข้าไป ๔๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าถัวเฉลี่ยแต่ละคนตกต่อหัวเข้าไป ๒๔,๐๐๐ บาทครับ แต่ขณะที่กองทุนประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล ประชาชนทั่วไป มีการเรียกร้องพยายามจนขนาดนี้ได้แค่ ๒,๐๐๐ บาทต่อหัว แต่เฉพาะข้าราชการวิ่งเข้าไป ถึงรายละประมาณ ๒๔,๐๐๐ บาท จริงอยู่อาจจะเกี่ยวข้องว่าเปึนการใช้สิทธิแทนคู่สมรส หรือบุตรบ้าง แต่ถ้าคํานวณถึงคู่สมรสและบุตรของข้าราชการถัวเฉลี่ยแล้วก็เปึนดังที่ ท่านกรรมาธิการ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้อภิปรายไปแล้วว่าจะตกถัวเฉลี่ยหัวละ ๙,๐๐๐ บาทครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ข้าราชการและลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ก็ฝากสภาพิจารณาว่าต่อไปพึงพิจารณา เรื่องนี้ให้เข้มงวด มิฉะนั้นเมื่อมีวงเงินจํานวนมาก ก็ค่อนข้างจะหละหลวม มีข้าราชการ จํานวนมากใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลในขณะที่ไม่จําเปึน ข้าราชการจํานวนหนึ่ง ไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีโรงพยาบาลชั้นหนึ่ง ถือโอกาสเข้าพักในโรงพยาบาลและ รักษาพยาบาลใช้สิทธิเบิก ในขณะเดียวกันก็ประหยัด ค่าโรงแรม ค่าใช้จ่ายที่พาลูกเมีย ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่นนี้มีตัวเลขเคยมีปรากฏว่าจํานวนคืนของห้อง ตามโรงพยาบาลที่ไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเกินกว่าที่เปึนจริงก็มี สิ่งเหล่านี้ผมเตือน กรมบัญชีกลางไปว่าเรามีการหละหลวมในการดูงบประมาณตรงนี้มากในภาวะเศรษฐกิจ เช่นนี้ อยากที่จะให้ใช้ความรอบคอบ เข้มงวดดูค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและ ลูกจ้างเหล่านี้ด้วย อะไรที่มีเหตุมีผลสมควร คณะกรรมาธิการไม่ขัดข้องหรอกครับ แต่ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ต้องดูจุดรั่วไหล

ในรายการต่อใน (๗) ท่านประธานครับ เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ ป้นี้ ตั้งขึ้นมา ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอตัดในห้องงบประมาณไปประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ากลับมีการแปรญัตติเพิ่มขึ้นมาโดยผ่าน ครม. ในรายการหนึ่ง ตัวเลขกลับมากกว่า ที่ตัดเสียอีก จาก ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ตัดไปแล้วกลายเปึนแปรญัตติเพิ่มเปึน ๘๓,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มมาอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ มีข้อบกพร่อง จุดอ่อนที่น่าสนใจเกี่ยวกับเงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ คณะกรรมาธิการพบว่า ในโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ (Early Retire) หรือโครงการเกษียณอายุก่อนกําหนด มีข้าราชการจํานวนหนึ่งมาเข้าโครงการ แล้วก็ส่วนใหญ่เปึนข้าราชการที่อยู่ในระดับ ข้าราชการชั้นสูงจํานวนหนึ่ง เมื่อขอเออร์ลี่ รีไทร์ หรือขอเกษียณก่อนกําหนดแล้วก็รับเงิน ของขวัญ รับเงินบําเหน็จอะไรต่อไปแล้ว แต่กลับมีการจ้างกลับมาเปึนที่ปรึกษา ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในค่าจ้างที่สูงกว่าเงินเดือนเดิมอีกเกือบเท่าตัว สิ่งเหล่านี้ก็เปึนสิ่งที่รัฐบาลพึงจะต้องพิจารณา แต่ปรากฏว่าเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ หลังจากที่ผมตัดไป ๒,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว กลับมีการแปรญัตติเพิ่มขึ้นมาโดย ครม. เข้ามา ในห้องนี้เพิ่มเข้ามาอีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท สุดท้ายแทนที่จะน้อยลง ตัวเลขกลับ เพิ่มขึ้นครับ จาก ๘๒,๔๕๐ ล้านบาท เปึน ๘๓,๔๗๙ ล้านบาท ผมยังมีความเห็นว่า เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญเหล่านี้ไม่ควรเกิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และก็จําเปึนจะต้อง พิจารณาด้วยว่าข้าราชการจํานวนที่ขอใช้สิทธิเกษียณอายุออกไปและกลับไปจ้างกลับมา ในฐานะที่ปรึกษาบ้าง ในฐานะตําแหน่งอะไรบ้าง โดยอัตราเงินเดือนเกินกว่าเดิมตั้งเท่าตัว เช่นนี้เปึนสิ่งที่รัฐบาลจําเปึนจะต้องดูแลอย่างเข้มงวดเสียแล้ว

ใน (๘) ครับท่านประธานครับ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและ พนักงานของรัฐ ไม่อยากบอกว่าเปึนงบหาเสียง แต่ป้ที่ผ่านมาขณะที่เราเปึนห่วงว่า งบประจําเงินเดือนของข้าราชการค่าตอบแทนสูงขึ้นมามาก แต่อยู่ ๆ ก็มีการไปประกาศ ขึ้นเงินช่วยเหลือให้กับข้าราชการคนละ ๑,๐๐๐ บาท และจากนั้นไม่พอจาก ๑,๐๐๐ บาท ก็เพิ่มมาเปึน ๑,๕๐๐ บาท แต่ถึงแม้จะเปึน ๑,๕๐๐ บาท คูณด้วยจํานวน ข้าราชการและลูกจ้างในตัวเลขของผมแล้วมันก็ไม่ควรถึง ๕,๓๘๕ ล้านบาท ตามที่รัฐบาล ตั้งไว้ ตัวนี้ส่วนหนึ่งผมก็ปรับลดไปในห้องงบประมาณประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตัวเลขก็ยังสูง สูงกว่าที่จําเปึน แต่ก็ไม่ติดใจ

ท่านประธานครับ มีใน (๙) เรื่องเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ ตรงนี้เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่มากครับ ตั้งมา ๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ใช้สิทธิขอปรับ ลงไป ๑,๐๐๐ ล้านบาทในห้อง โดยทําความเข้าใจกับผู้มาชี้แจงไล่เรียงตัวเลขที่เปึนจริง กันแล้ว สุดท้ายก็ปรากฏว่าตัวเลขจริง ๆ แล้วไม่ถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็มีตั้งกันมา ๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็ปรากฏในงบประมาณหน้าที่ ๓ ว่าคงเหลือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนี้ ก็ยังสูงกว่าที่เปึนจริง สมควรที่จะต้องพิจารณาต่อไปอย่างเข้มงวดในป้ต่อ ๆ ไป เงินส่วนนี้ เงินปรับวุฒิข้าราชการ ท่านประธานครับ ถ้าเกี่ยวกับข้าราชการชั้นผู้น้อยซี ๕ ซี ๖ ซี ๗ ซี ๘ เราก็จะไม่ว่ากัน แต่พวกนี้รวมมาถึงข้าราชการ ซี ๑๐ ซี ๑๑ ด้วย ซี ๑๐ ซี ๑๑ ผมยกตัวอย่างแม้กระทั่งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติที่มีเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง ค่อนข้างจะสูง เงินรับรอง เงินราชการลับแล้ว ยังมีเงินปรับวุฒิตรงนี้อีกจํานวนหนึ่ง ผมไม่อยากเห็นว่าข้าราชการผู้ใหญ่มาใช้เงินจํานวนนี้แล้วเบียดบังส่วนที่ข้าราชการผู้น้อย พึงจะได้ ถ้าจะมีการปรับวุฒิ เลื่อนเงินเดือน หรือช่วยเหลือข้าราชการชั้นผู้น้อยคิดว่า กรรมาธิการและตัวกระผมเองจะไม่รังเกียจเลย แต่ในลักษณะการกระทําขณะนี้ มันกระจุกตัวอยู่ชั้นบนในระดับซี ๙ ซี ๑๐ ซี ๑๑ ค่อนข้างจะสูงและก็มาเบียดบัง ข้าราชการในระดับเล็ก ๆ ข้างล่างครับ

ในรายการที่ ๑๐ เงินสํารอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ ก็เช่นเดียวกันครับ มีลักษณะตามที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ตั้งไว้ ๒๗,๙๐๐ ล้านบาท ผมได้ใช้สิทธิกรรมาธิการในห้องตัดไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คงเหลือตัวเลข ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อเหลือแค่นี้เองผมก็ไม่ติดใจ แต่ก็เรียนว่าในป้ต่อ ๆ ไป ในขณะที่ เราพูดกันถึงว่างบประจําเบียดงบลงทุนเข้าไปทุกทีแล้ว งบประจําขณะนี้ตกเข้าไป ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ และงบลงทุนก็ถูกเบียดต่ําลงไปทุกวัน ๆ แต่ในแต่ละป้ ผมไม่อยากบอกว่าช่วงใกล้เลือกตั้ง หรือสังหรณ์ใจว่าจะมีการเลือกตั้งจะมีการเอาเงิน ไปใช้ขึ้นเงินเดือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ขึ้นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมันเปึนภาระ เปึนภาระแก่การคลังในระยะยาวและเปึนวินัยที่ไม่ดีเลย ไม่อยากเห็น รัฐบาลไหนก็ตามใช้วิธีการเช่นนี้ครับ

ในขณะเดียวกันในรายการใน (๑๒) ค่าใช้จ่ายการปรับเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ เงินส่วนนี้จาก ๘,๔๒๑ ล้านบาท ลงมาเหลือ ๗,๖๓๕ ล้านบาท ผมเรียนว่าตรงนี้ไม่ใช่ผมไปตัด แต่จากการได้ตัวเลขใช้จ่ายที่เปึนจริง และในป้งบประมาณที่ผ่านมากับแนวโน้มที่จะต้องใช้ในป้หน้านี้เปึนสิ่งที่ข้าราชการยอม ผู้มาชี้แจงยอม ยอมรับตัวเลขและก็ยอมลดลงมา ผมตัดในงบกลางตรงนี้ในคืนนั้นทั้งหมด ประมาณ ๑๗,๓๐๐ ล้านบาท การตัดงบประมาณจากงบกลางดังกล่าวนี้ไม่ได้กระทบกระทรวง ทบวง กรม ไม่ได้ทําให้ กรมไหนเดือดร้อน ไม่ได้ทําให้ส่วนไหนเดือดร้อน เพราะจากงบกลางที่อยู่ในอํานาจของ ท่านนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายแล้วมีการอุทธรณ์ว่าในชั้นอนุกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ไปตัดค่าใช้จ่ายงบของข้าราชการในแต่ละกรมมากเกินไปจนเขาเดือดร้อน สุดท้ายก็ได้ใช้ เงินจํานวนนี้ล่ะครับให้หน่วยราชการที่คิดว่ากระทบเสียหายแปรญัตติเข้ามา แสดงเหตุ แสดงผล และก็พยานหลักฐาน เอกสารที่เกี่ยวข้องให้ไว้วางใจว่าเขาจะต้องใช้ถึงขนาดนั้นจริง ก็ในที่สุดในส่วนที่ขออุทธรณ์เข้ามาก็ได้คืนเข้าไปส่วนหนึ่ง เปึนเงินสักประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ๗,๐๐๐ ล้านบาทครับ สุดท้ายงบจํานวนนี้ก็เหลืออยู่สักประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่างบการจ่ายงบกลางขาดความรอบคอบครับท่านประธาน ตั้งกันตามประเพณี ป้ไหนตั้งเอาไว้เท่าไร แต่ละป้พอสิ้นป้ก็พยายามจะเบิกจ่ายให้หมด เพราะเกรงว่าถ้าเบิกจ่ายไม่หมดต่อไปกรอบงบประมาณของตนเองจะถูกลดลง และกรอบการก้าวหน้าของตัวงบประมาณตรงนั้นจะถูกลดลงก็มีการพยายามใช้ให้หมด ฉะนั้นก็เกิดเปึนปัญหาว่างบประมาณ ๑ ล้าน ๘ แสนกว่าล้านบาท เปึนงบกลางเข้าไปถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างนี้ล่ะครับ เปึนการไม่มีวินัยการคลัง และยากแก่การตรวจสอบอย่างสิ้นเชิง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสงวนความเห็นในส่วนที่ว่า งบประมาณบางส่วนที่ผมปรับลดไปแล้ว ด้วยการทําความตกลงกับผู้ชี้แจง ด้วยการยอมรับด้วยตัวเลขที่เปึนจริง สุดท้ายในห้องปรับไปเช่นนั้นแล้ว ก็กลับมีการ แปรญัตติเพิ่มกลับเข้าไปอีก แปรญัตติเพิ่มกลับเข้าไปอีกและก็สุดท้ายก็ได้มีการเพิ่มไป ตามจํานวนที่แปรญัตติ ผมคิดว่างบกลางนี้เราหละหลวมมากครับ และจะต้องแก้ไขมาก ถ้าภาวะป้นี้เราคิดว่างบประมาณเพิ่มมา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไปอยู่ที่งบกลาง เสียเกือบ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่งบลงทุนเราบอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูตัวเลขเหมือนเพิ่มเข้ามาเล็กน้อยแต่ถ้าตามสัดส่วนงบประมาณแล้ว งบลงทุนลดมาตั้ง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือว่างบกลางเบียดบังงบของแผ่นดินเปึนส่วนมาก สิ่งเหล่านี้ เปึนสิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างเข้มงวด ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนต่อไปในข้างหน้า ผมยังสงวนสิทธิที่จะขอตัดลดงบประมาณตรงนี้อีกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ