บัญญัติ เจตนจันทร์ เสนอการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ลง 10% เนื่องจากการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณไม่เหมาะสม และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐบาลยังไม่พอใจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย และสวัสดิการผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่มักจะพบในประเทศไทย และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณสุขภาพให้เหมาะสม และหารือเรื่องการหักเงินประกันสังคมของผู้ใช้แรงงาน และการให้บริการที่ไม่เท่าเทียมกันในโรงพยาบาลของรัฐบาล
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้สงวนคําแปรญัตติปรับลด งบประมาณใน มาตรา ๓ คืองบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๒ ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากยอด ๑๘ แสน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลหลัก ๒ ประการ
ประการที่ ๑ การจัดลําดับความสําคัญของงบประมาณไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้อง
ประการที่ ๒ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐบาลยังไม่เปึนที่ น่าพอใจ
ในเรื่องของความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องของการจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๒ นั้น ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตดังนี้ ในส่วนของงบประมาณ ๑๐๐ บาทนั้น เท่าที่ผมได้ไปวิเคราะห์ดูแล้ว พบว่างบประมาณถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนงบ เงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งประชาชนนั้นจะต้องมีความลําบากเหนื่อยยากเพื่อเสียภาษี แล้วนําภาษีนั้นมาเปึนเงินเดือนของข้าราชการ หากข้าราชการไม่นําเม็ดเงินภาษีจํานวนนี้ ไปบริหารให้เหมาะสมสอดคล้องและมีประสิทธิภาพแล้ว ถือว่าประชาชนนั้นเหนื่อยฟรีกับ การเสียภาษีใน ๑ ป้ ในประเทศไทยนั้นมีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน จํานวนงบประมาณ นั้น ๑๘ แสนล้านเศษ เฉลี่ยแล้วประชาชนแต่ละคนจะได้รับอานิสงส์จากงบประมาณนี้ ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทนี้ จะเปึนงบเงินเดือนสัก ๒,๐๐๐ บาท อีก ๑,๐๐๐ บาทนั้นก็เปึนงบพัฒนา เพราะฉะนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องหาความ มีประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณเปึนอย่างยิ่ง และต้องมีความเหมาะสม มีความสอดคล้อง จะต้องตอบคําถามประชาชนให้ได้ว่าผู้แทนของพี่น้องนั้นไปบริหาร งบประมาณ ซึ่งเปึนหน้าที่หลักจะบริหารอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนเปึน ส่วนใหญ่ ผมได้ศึกษาและก็ได้พิจารณางบประมาณแล้วพบว่าส่วนใหญ่ทิศทางในการใช้ งบประมาณเปึนไปเพื่อการดําเนินการก่อสร้างและพัฒนาทางวัตถุเปึนส่วนใหญ่ ซึ่งพี่น้อง ประชาชนคงไม่ได้คาดหวังที่อยากจะเห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โตหรือมีวัตถุต่าง ๆ ผุดขึ้นมาในประเทศนี้เปึนจํานวนมาก พี่น้องประชาชนคงอยากจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเปึนคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวกับทางด้าน สุขภาพอนามัย หรือคุณภาพชีวิตที่จะเห็นการกินดีอยู่ดีและก็มีความสุขในการดําเนินชีวิต ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตลงในรายละเอียด ๓ ประเด็นว่าเหตุผลใดจึงได้ดําเนินการ แปรญัตติปรับลดงบประมาณลง
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของสุขภาพอนามัย
เรื่องที่ ๒ เรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ และ
เรื่องที่ ๓ เรื่องการศึกษา
เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดถึงเรื่องของคุณภาพชีวิตในแง่มุมอื่น ๆ ผมก็จะนําเสนอในแง่มุมที่แตกต่าง ตลอดในระยะเวลา ๑๐ ป้ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า พี่น้องประชาชนในประเทศไทยของเราได้รับบริการทางด้านสุขภาพที่ไม่ได้มีการพัฒนา ตามการเจริญทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง เรามีกิจกรรมหรือมีนวัตกรรมต่าง ๆ น้อยมากที่จะทําให้เปึนการรับประกันว่า พี่น้องนั้นมีความแข็งแรงทางด้านสุขภาพมากขึ้น พี่น้องยังเผชิญกับโรคเจ็บไข้ได้ป์วย ง่าย ๆ ที่ปัองกันได้เปึนจํานวนมาก ไม่ว่าจะเปึนโรคไข้เลือดออกซึ่งเปึนโรคที่เกิดขึ้นตาม ฤดูกาล แล้วก็เปึนโรคที่เรารู้เทคโนโลยีในการที่จะควบคุมปัองกัน เด็ก ๆ ลูกหลานไทย ของเรานั้นยังเผชิญกับโรคไข้เลือดออกเปึนจํานวนมากในพื้นที่ที่ผมดูแลอยู่ถึงกับมี ผู้เสียชีวิต ๒ รายในฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นย่อมหมายความว่าพี่น้องไม่ได้รับหลักประกันใน เรื่องของสุขภาพอนามัยที่ดีเพียงพอ ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องจากการบริโภค พี่น้องประชาชนเผชิญกับโรคอ้วนเปึนจํานวนมากและนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งโรคอ้วนนั้นเปึนที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่าจะเปึนต้นเหตุของเบาหวาน จะเปึนต้นเหตุ ของโรคไขมันในโลหิตสูง จะเปึนต้นเหตุของโรคความดันสูง และโรคอื่น ๆ ทําไมเราถึงไม่มี มาตรการที่เปึนรูปธรรมชัดเจนที่จะดูแลพี่น้องตั้งแต่เยาวชน ตั้งแต่วัยเด็กให้เขามีสุขภาพ ที่ดีที่เปึนการปัองกันโรคอย่างเปึนรูปธรรม ไม่ใช่การมองสุขภาพเปึนเรื่องของ การรักษาพยาบาลเปึนสําคัญ ซึ่งผมอยากจะชี้ให้ทุกท่านนะครับได้ทราบว่าปัจจุบันนั้น ประเทศไทยใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือเรียกว่าบัตรทอง ซึ่งงบประมาณที่จัดสรร ให้นั้นดูเหมือนกับว่าแต่ละป้ได้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จากป้ ๒๕๕๑ ๒,๑๐๐ บาทต่อหัวประชากร ป้ ๒๕๕๒ คาดว่าจะได้ ๒,๒๐๒ บาทต่อหัว ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้ผมวิเคราะห์ดูแล้วพี่น้องไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นเลย เพราะว่างบรายหัว ที่นํามาใช้ในการรักษาพยาบาลสําหรับโครงการหลักประกันสุขภาพนั้น ได้ผูกเงินเดือน ของแพทย์ พยาบาล เข้าไปด้วย ซึ่งเงินเดือนของแพทย์ พยาบาล นั้นก็เปึนข้าราชการ จะต้องมีการปรับเงินเดือนขึ้นทุกป้ ตรงนี้ก็เปึนข้อน่าห่วงใยเปึนอย่างยิ่งว่าทําไมกระทรวง สาธารณสุขจึงจะต้องเอางบเงินเดือนนั้นไปผูกกับงบที่รัฐบาลจัดสรรไปให้เพื่อเปึนงบ ค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ จากข้อมูลของจังหวัดที่ผมอยู่ งบประมาณจากรายหัว ที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดสรรไปให้ ก็เปึนงบเงินเดือนเสียประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นใน ๒,๒๐๒ บาทที่จะได้รับจากส่วนกลางนั้นก็จะตกไปถึง ประชาชนเพียงแค่ประมาณ ๘๘๐ บาทเท่านั้น ซึ่งพี่น้องประชาชนเขาจะบอกว่าไป โรงพยาบาลก็จะได้แต่ยาพาราเซตามอล (Paracetamal) ๘๐๘ บาท ในภาคเช้านั้น ท่านผู้อภิปราย ท่านนายแพทย์วรงค์ได้เรียนต่อที่ประชุมนี้ว่างบของกรมบัญชีกลาง ที่จัดสรรให้ข้าราชการและครอบครัวนั้น ตกต่อหัวนั้นนับหมื่นบาท อะไรมันจะมีความ แตกต่างเรื่องคุณภาพชีวิต สุขภาพของพี่น้องประชาชนถึงขนาดนี้ นี่คือความไม่เหมาะสม อย่างยิ่งในการที่จะจัดสรรงบประมาณสู่พี่น้องประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่ว่ามีความ พอเพียงเท่าเทียมเสมอภาค อะไรครับคือความพอเพียงและเสมอภาค
อีกส่วนหนึ่งซึ่งเปึนส่วนที่รองลงมาของผู้ใช้แรงงานประกันสังคมซึ่งถูกหัก รายหัวทุก ๆ เดือน ซึ่งในส่วนนี้แต่ละคนจะถูกหักต่อเดือนในอัตราสูงสุดก็ ๗๕๐ บาท ต่อป้เขาก็หลายพันบาทต่อคน แต่เขาเหล่านั้นเมื่อไปโรงพยาบาลของรัฐบาล โรงพยาบาล ของรัฐบาลนั้นเอารายได้จากประกันสังคมไปคลุกรวมกับผู้ป์วยประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วก็ให้บริการที่ต่ําเท่าเทียมกัน ผมขอเน้นว่าให้บริการที่ต่ําเท่าเทียมเสมอภาคกัน เพราะว่าเปึนไปไม่ได้เลยที่โรงพยาบาลจะมีรายได้ ใบเสร็จรับเงินไม่ต้องเขียน ไม่มีรายได้