สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓ กันยายน ๒๕๕๑

เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะส่วนของผู้พิการ และเรียกร้องการสนับสนุนให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับผู้พิการเพื่อให้สามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตในสังคมได้

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้นะคะ โดยขอปรับลดลง ร้อยละ ๒๐ เนื่องจากว่าดิฉันเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลนั้นยังไม่เหมาะสม และก็ยังไม่สอดคล้องกับการบริหารพัฒนาประเทศ จึงขอปรับลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นในบางเรื่องนั้นรัฐบาลยังใช้จ่ายงบประมาณ อย่างฟุ์มเฟ๋อย ยังไม่เหมาะสม แต่ในบางเรื่องนั้นยังให้งบประมาณน้อยเกินไป ดิฉันขอพูดในส่วนของผู้พิการ ซึ่งดิฉันดูแล้วผู้พิการนั้นได้รับงบประมาณน้อยมาก ทางรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ผู้พิการในหมวดส่งเสริมพัฒนาสถาบันครอบครัว เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการในกระทรวงพัฒนาสังคม แต่ดิฉันมองว่าการที่ เราจะพัฒนาคนพิการให้ยั่งยืนทั้งระบบนั้นไม่เพียงที่เราจะต้องพัฒนาแค่ในกระทรวง พัฒนาสังคมเท่านั้น แต่ว่าเราจะต้องมองถึงรากฐาน ก็คือการพัฒนาด้านการศึกษาให้กับ พวกเขาด้วย โครงการศึกษาพิเศษยังมีจํานวนไม่เพียงพอ แล้วก็การที่คนพิการเขาจะหา สถานที่เรียนหนังสือนี่นะคะหายาก ผู้ปกครองเองต้องช่วยเหลือกันเองในการที่จะหา สถาบันที่เหมาะสมให้กับลูกหลานที่เปึนเด็กพิการ แล้วก็การที่เราช่วยพัฒนาเขาอย่าง ยั่งยืนในทุก ๆ ภาคส่วนในทั้งระบบนั้น เขาก็ต้องการสิ่งอํานวยความสะดวกที่จะให้เขาอยู่ ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขออนุญาตท่านประธาน ขออภิปราย ในมาตรา ๓ ซึ่งเปึนภาพรวมของหลาย ๆ กระทรวงด้วยกัน คนพิการในประเทศไทยนั้น ทราบไหมว่ามีจํานวนเท่าไร ที่มาจดทะเบียนกับกระทรวงนั้นทั้งคนหูหนวก เปึนใบ้ คนตาบอด คนพิการแขน ขาและพิการทางสติปัญญา ประมาณเกือบ ๒ ล้านคน ที่มาขึ้นทะเบียนกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ว่าที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกจํานวน เท่าไร เราก็ยังไม่ทราบ เนื่องจากเขาคงเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้จริงจัง เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่เห็นความสําคัญที่จะต้องมาขึ้นทะเบียนคนพิการ เราจึงมีตัวเลข ในระบบเพียงเกือบ ๒ ล้านคนเท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่าจะต้องมีมากกว่านี้ แล้วก็คนพิการเหล่านี้เมื่อเราเปรียบเทียบเขากับ กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม เขาถือว่าเปึนคนที่ด้อยโอกาสที่สุด เปึนคนที่ตัวเล็กที่สุดในสังคม เสียงเบาที่สุด แต่วันนี้ดิฉันขอเปึนตัวแทนพวกเขาพูดดัง ๆ ให้กับรัฐบาลได้ทราบว่า ตรงนี้ ยังมีคนตัวเล็ก ๆ ที่รอคอยความช่วยเหลือจากท่านอยู่ การจัดสรรงบประมาณนั้นควรจะ คํานึงถึงความสําคัญของผู้พิการเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น งบประมาณในส่วนของ ภาครัฐวิสาหกิจ โครงการเมกะโปรเจคท์ใหญ่ ๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ไมว่าจะเปึน สนามบินสุวรรณภูมิ หรือโครงการรถไฟฟัา อันนี้ดิฉันขอพูดเพื่อเปึนอุทธาหรณ์ว่า ปัญหาเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นในงบประมาณที่เราจะจัดสรรในอนาคต ในป้ ๒๕๕๒ นี้ มีโครงการเมกะโปรเจกท์ อย่างเช่น โครงการรถไฟฟัา เราเตรียม ความพร้อมให้กับผู้พิการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ดิฉันได้เคยพาผู้พิการไปที่สนามบิน สุวรรณภูมิตอนที่เพิ่งทําการสร้างเสร็จใหม่ ๆ ไปทดลองการใช้สิ่งอํานวยความสะดวกของ สนามบินสุวรรณภูมิสําหรับผู้พิการ เชื่อไหมคะ โครงการเปึนแสน ๆ ล้านบาท แต่เขาลืม ที่จะวางแผนสร้างสิ่งอํานวยความสะดวกที่เหมาะสมให้กับผู้พิการ น่าอับอายมาก โครงการระดับชาติ ระดับโลกอย่างนี้คนพิการเองเขาไปทดลองใช้ แม้กระทั่งลิฟต์ เวลาเข้าไปในลิฟต์ถ้าเปึนคนตาบอดเขาไม่สามารถเข้าไปลําพังคนเดียวได้ เพราะว่าลิฟต์ นั้นไม่มีเสียงบอก หรือเสียงเตือนว่าตอนนี้กําลังขึ้นหรือลง หรือถึงชั้นไหนแล้ว มีแต่ตัวเลข เพราะฉะนั้นคนตาบอดก็ใช้ลิฟต์ที่สนามบินสุวรรณภูมินั้นไม่ได้ คนหูหนวกเวลาเครื่องบิน จะขึ้นมีการเรียกเตือน เขาก็ต้องเคยเฝัาดูจอซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่จุดว่าเครื่องจะขึ้นหรือยัง เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะต้องตกเครื่อง เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงเตือน แม้แต่ในห้องน้ํา ห้องสําหรับผู้พิการมีค่ะ แต่เปึนห้องที่เล็กแคบเขาไม่สามารถที่จะหมุนตัวได้ รถเข็นเข้าไป ก็ไม่สามารถจะหมุนตัวได้สะดวก อ่างล้างหน้าก็อยู่สูงเกินไป ขอบอ่างก็คมบาดมือเวลา ล้างมือ อันนี้เปึนสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามองข้ามไม่เห็นความสําคัญ เวลาเราสร้างโครงการ ใหญ่ ๆ แต่ว่าเพิ่มเงินอีกเพียงไม่เท่าไร แต่ว่าให้สิ่งอํานวยความสะดวกที่เหมาะสมกับ พวกเขาก็ลืมเห็นความสําคัญของพวกเขาไป หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟัาทราบไหมคะว่า เขาลืมอะไรสําหรับผู้พิการ ลืมสร้างลิฟต์ให้ค่ะ มีแต่บันไดเลื่อน แล้วผู้พิการที่ไปด้วยลําพัง คนเดียวเขาจะขึ้นอย่างไร มีลิฟต์ค่ะ มีเพียงบางสถานที่เปึนสถานีหลัก ๆ เท่านั้น อย่างเช่น สยามสแควร์ ที่อนุสาวรีย์ คนพิการเขาบอกว่าเขาขึ้นได้ที่มีลิฟต์ แต่เขาลงไม่ได้ เพราะว่า สถานีนี้ไม่ได้มีทุกสถานีให้เขาลง เพราะฉะนั้นถ้าเขาขึ้นไปเขาก็ต้องขึ้นจากสถานีหนึ่ง ไปลงอีกสถานีหนึ่งที่เปึนสถานีหลักเท่านั้น แล้วเขาจะต้องนั่งรถต่อแล้วเขาจะขึ้นทําไม เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ต้องขึ้นให้ลําบากดีกว่า อันนี้เรามองข้ามไป ดิฉันก็ขอให้การจัดสรร งบประมาณของรัฐบาลในอนาคตนั้นอย่าลืมนึกถึงตรงนี้ เพราะดิฉันเห็นการตั้งที่ปรึกษา ในแต่ละโครงการใหญ่ ๆ นั้น ค่าที่ปรึกษานั้นเปึนหลักพันล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะมองข้าม สิ่งเหล่านี้ไปเลย แล้วก็คนพิการเองเขาก็ต้องการให้ความสําคัญกับการส่งเสริมการศึกษา การฝ๊กอาชีพ เมื่อพูดถึงเรื่องการฝ๊กอาชีพนั้น ดิฉันขอพูดแทนเขาหน่อยว่าจะมี พระราชบัญญัติขอทานที่สงวนอาชีพไว้สําหรับคนพิการ พระราชบัญญัติขอทาน ซึ่งคนพิการเขาบอกว่าเขาไม่ต้องการ เขาบอกว่าช่วยไปพูดดัง ๆ หน่อยว่าเขาไม่ต้องการ พระราชบัญญัติขอทาน เพราะว่าคนพิการไม่จําเปึนต้องเปึนคนพิการ คนที่มีการศึกษา มีความรู้ เขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรีค่ะ มีความสามารถที่เขาจะได้ทํางานช่วยเหลือตนเองได้ ทําไมจะต้องไปจํากัดเขาแค่อาชีพขอทานเท่านั้น อันนี้เราอย่ามองข้ามนะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันเองขอกราบเรียนท่านว่า คนพิการเหล่านี้เขาไม่ต้องการความเห็นใจ ความสงสาร หรือว่ารอเพียงเบี้ยยังชีพเดือนละ ๕๐๐ บาท จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ซึ่งเขาบอกว่าเขาได้กันแค่ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ได้ไม่ทั่วถึง แล้วก็ต้องมานั่งรอ แต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องการโอกาส ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสค่ะ เราจะสร้างโอกาสให้เขาที่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง ให้เขายืน หยัดอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี พวกเขานั้นเปึนผู้พิการก็จริง แต่เขาพิการ เพียงร่างกาย แต่จิตใจไม่พิการ ดิฉันว่าพวกเขายังดีกว่าคนที่ร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจ พิการ ทําร้ายได้แม้กระทั่งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธ ก็ขอฝากไว้สําหรับ รัฐบาลที่จะจัดสรรงบประมาณ ดิฉันไม่ได้อยากจะขอตัดงบประมาณในส่วนของคนพิการ ดิฉันต้องการให้ปรับลดในส่วนที่ฟุ์มเฟ๋อย แต่ว่าพยายามจัดสรรเพิ่มให้กับผู้พิการเหล่านี้ เพื่อให้เขาสามารถยืดหยัดในสังคมอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมพวกเราทุก ๆ คนค่ะ ขอบคุณค่ะ