สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓ กันยายน ๒๕๕๑

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการขอแปรญัตติตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ พร้อมกล่าวหาว่าเศรษฐกิจโลกมีผลกระทบต่อประเทศไทย และงบประมาณแผ่นดินไม่มีการปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออก และความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายอลงกรณ์ พลบุตร เพชรบุรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการ แล้วต้องขอขอบคุณที่ท่านได้ทําหน้าที่ แทนพวกเรา แล้วก็นํารายงานในการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการมาเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนอื่นกระผมต้องเรียนท่านประธานเพื่อเปึนข้อซักถาม ต่อคณะกรรมาธิการในประเด็นซึ่งได้เคยพูดมาหลายครั้งในการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจําป้ ทั้งนี้เพราะว่ากระผมได้ขอแปรญัตติในการตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงแล้วถ้าท่านประธานจะได้พิจารณาถึงตัวร่าง พ.ร.บ. ที่นําเสนอต่อสภานั้น จะมีการเขียนถึงหลักการ แต่หลักการนั้นได้กําหนดตัวเลขของงบประมาณรายจ่ายไว้ คือ ๑.๘ ล้านล้านบาท กระผมไม่แน่ใจว่ารายงานของคณะกรรมาธิการที่นําเสนอต่อสภา และพวกกระผมได้มีการขอแปรญัตติตัดงบประมาณจะเปึนการไปปรับเปลี่ยนหลักการ ของร่าง พ.ร.บ. หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้มีการดําเนินการมาในชั้นนี้ กระผม ก็ใคร่ขอตั้งคําถามไว้หลายประเด็นทีเดียวครับ แต่เปึนประเด็นของการที่เปึนเหตุผลว่า ทําไมกระผมจึงได้ขอให้มีการปรับลดยอดรวมวงเงินของงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๒ ด้วยเหตุผล ๓ – ๔ ข้อด้วยกัน และคงต้องขอคําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ เนื่องจากว่าในกระบวนการและวิธีการงบประมาณของเราที่ผ่านมา แม้แต่ทุกวันนี้จะเปึน การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ แต่ความจริงแล้วถือว่า เปึนการทําหน้าที่เพียงด้านเดียว ความจริงเราควรจะต้องทําการพิจารณาในส่วนของรายรับด้วย เพราะว่าด้านหนึ่ง คือรายรับหรือรายได้ที่เอามาเปึนงบประมาณรายจ่ายนั้น มีความสําคัญมาก เนื่องจากว่า โครงสร้างหลักของรายรับที่จะมาเปึนรายจ่ายงบประมาณนั้นจะมาจาก ๒ ส่วนสําคัญ ๆ ๑. ก็คือภาษี ๒. ก็คือเงินกู้ และคาดว่าการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําป้ยังจะเปึน การจัดงบประมาณแบบขาดดุล อย่างเช่นป้นี้ก็เปึนการจัดงบประมาณแบบขาดดุล คือมีรายรับที่ประมาณการป้หน้าว่าเราจะจัดเก็บไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องกู้เงิน ๒ แสนกว่าล้านบาท มาป่ดรายจ่าย ป่ดหีบงบประมาณ ถามบอกว่ารายรับดังกล่าวนั้น มาจากไหน แน่นอนที่สุดเงินกู้ก็เปึนภาระของประเทศที่จะผูกพันภาระของประชาชนต่อไป รายรับทางด้านของภาษี แน่นอนก็มาจากภาษีทางตรง ทางอ้อม รายได้จากรัฐพาณิชย์ ตลอดจนรายได้จากการขายสิ่งของและบริการและค่าฤชาธรรมเนียมของภาครัฐ เบ็ดเสร็จแล้วการจัดงบประมาณรายจ่ายประจําครั้งนี้จึงมีโครงสร้าง ๑.๘ ล้านล้านบาท เปึนเงินกู้ ๒.๔ แสนล้านบาท และเปึนภาษี ๑.๕ ล้านล้านบาท การเพิ่มวงเงินงบประมาณ ในวงรวมเพิ่มขึ้นจากป้งบประมาณป้ ๒๕๕๑ กว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ กระผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการเพิ่มภาระ ในการที่จะไปเก็บภาษีจากพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการ และไม่ต้องการไปเพิ่ม ภาระในเรื่องของเงินกู้ซึ่งมีความผูกพันต่อประเทศของเราในอนาคต เนื่องจากว่า การประมาณการที่กระผมได้ดูแล้วว่า เวลาที่เราเสนองบประมาณเข้ามาและให้ กรรมาธิการไปดู เราก็จะเปึนการประมาณการทั้งสิ้น เพราะป้งบประมาณกับป้ปฏิทิน มันไม่ตรงกัน เราเริ่มป้งบประมาณตั้งแต่ ๑ ตุลาคม แต่ปฏิทินนั้นเริ่ม ๑ มกราคม การประมาณการดังกล่าวนั้นกระผมไม่แน่ใจว่าเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยัน ที่ตัวเลขเดิม คือ ๑.๘ ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าท่านยังยืนยันสมมุติฐานว่าเราจะ จัดเก็บรายได้ตามประมาณการทางเศรษฐกิจ ตามประมาณการของภาวะเศรษฐกิจโลก และขีดความสามารถของคนไทยในการจ่ายทั้งภาษีทางตรง ทางอ้อม ได้เหมือนเดิม อย่างนั้นหรือ ตรงนี้เปึนข้อคําถามที่สําคัญว่า ผมไม่เห็นรายงานจากคณะกรรมาธิการ แม้แต่บรรทัดเดียวว่าท่านได้มีการทบทวนประมาณการรายรับแต่อย่างใด แต่การที่เพิ่ม งบประมาณไปถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้น แน่นอนในอีกด้านหนึ่งก็คือการเพิ่มภาระในการ ไปเก็บภาษี ไม่อยากบอกว่าไปขูดรีดภาษีหรือรีดเลือดกับปู ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจนั้น มีปัจจัยเสี่ยง แล้วนั่นคือข้อสมมุติฐานที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ปัจจัยเสี่ยง ๒ ปัจจัยที่สําคัญมากขณะนี้ คือปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง แต่ท่านไม่ได้ไปปรับเปลี่ยนประมาณการ ตัวเลขของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ คาดในป้นี้และป้หน้าเหมือนเดิม ตัวเลขและเหตุผลที่มาของบประมาณโดยการอ้าง บอกว่าในป้ ๒๕๕๑ การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่เปึนความจริงเลย ไตรมาสที่ ๒ ของป้นี้ สํานักงานเศรษฐกิจการคลังและสภาพัฒน์ ออกมาชัดเจนว่า การขยายตัวการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวแบบหดตัว ขยายตัวแบบลดลง และห่วงกังวล อย่างชัดเจนว่าในไตรมาสที่ ๓ และ ๔ นั้น อาจจะถึงขั้นของการชะงักงันของการลงทุน ภาคเอกชน ตรงนี้เองคือสิ่งที่ผมต้องเรียนถามกรรมาธิการว่าท่านได้มีการไปพิจารณา หรือไม่อย่างไร เพราะว่าในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจนั้น วันนี้อย่าพูดถึงเรื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มันจะขยายตัวในอัตราเพิ่มเลยครับ วันนี้เราต้องคํานึงถึง ปัญหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจแล้ว เรากําลังมีปัญหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือฐานของการยืนของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรามุ่งหวังว่าประมาณการของ รายรับจากการจะไปเก็บภาษี ภาษีทางตรง ซึ่งก็คือภาษีรายได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล เปึนต้น หรือภาษีทางอ้อมจากการบริโภค จากภาษีมูลค่าเพิ่มและอื่น ๆ นั้น ท่านคิดว่า จะเก็บได้ตามที่คิดหรือไม่และรวมไปถึงรายได้หลักอีกประการก็คือรัฐพาณิชย์จากการ บริการของบรรดาหน่วยที่ทํากําไร ทําธุรกิจของรัฐ เช่นรัฐวิสาหกิจเปึนต้น จะได้ถึง ๘๐,๐๐๐ – ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังที่คิดหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเปึนเรื่อง สําคัญมากเท่ากับว่าที่ท่านไม่ได้พิจารณาในส่วนนี้ ท่านยังยืนในตัวเลขรายจ่ายเดิม ท่านกําลังสร้างภาระบนบ่าของคนไทยและผู้ประกอบการไทย

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของเราซึ่งได้รับผลกระทบ จากเงินเฟัอ จากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนอาหาร ตลอดจนในเรื่องของปัญหาที่มีผลกระทบ จากภาวะเศรษฐกิจโลก ผมคิดว่ากรรมาธิการที่ไปเปึนตัวแทนของเรานั้นควรจะต้องตอบ เช่นกัน ป้ ๒๕๕๑ เปึนช่วงของการถดถอยทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเปึนครั้งแรก ในรอบทศวรรษที่สหภาพยุโรปมีการหดตัวทางเศรษฐกิจ และท่านต้องเข้าใจโครงสร้าง เศรษฐกิจประเทศไทยว่า รายได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของเรานั้นมาจากรายได้ จากการส่งออก และทุกคนได้รับผลกระทบหมดจากปัญหาพิษซับไพรม์ (Sub prime) ของสหรัฐและรวมไปถึงวิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ได้รับผลกระทบไปทั่วญี่ปุ์นก็ยัง ไม่ฟุ๋นตัว ยุโรปหดตัว สหรัฐอเมริกาก็ร่อแร่ ผมไม่เห็นการชี้แจงหรือคําอธิบายใด ๆ ที่บ่งบอก ว่าท่านได้มีการทบทวนสิ่งเหล่านี้เลย และรวมไปถึงเรื่องของปัญหาใหญ่สุดคือ ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง วิกฤตการณ์ทางการเมืองของเรานั้นยืดเยื้อมา ๒ ป้กว่า วันนี้ มองไปข้างหน้าก็ยังมืดมน-อนธการ ยังไม่รู้ว่าวิกฤติการณ์จะจบลงเมื่อใดและจบลง อย่างไร วันนี้ลักษณะการเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลหรือการที่เกิดการเผชิญหน้าของ ประชาชน ๒ กลุ่ม ได้ทําให้ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองนั้นรุนแรงมากขึ้น การลดอันดับ ตราสารหนี้ ตราสารการเงินตลอดจนการจัดชั้นประเทศไทยนั้นเปึนปัญหาอย่างยิ่ง ไม่ว่าโดยสถาบันอย่าง เอสแอนด์พี (S&P) หรือว่าเพิร์ก และอื่น ๆ ดังนั้นสิ่งที่เปึน ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มันได้กระทบต่อความเชื่อมั่น ผมเชื่อว่าทุกคนคงประจักษ์ โดยเฉพาะ สภาที่สภาผู้แทนราษฎรในประเด็นปัญหาความเชื่อมั่น ไม่มีผู้ประกอบการคนใดที่คิดถึง การลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคชะลอการบริโภค ท่านไปดูตลาด อสังหาริมทรัพย์สิครับ นั่นคือการบริโภคซึ่งต้องคิดระยะยาว เพราะว่ามันผูกพันภาระ ในระยะยาว ตรงนี้เองคือสิ่งที่ผมไม่แน่ใจว่ากรรมาธิการได้นําสิ่งเหล่านี้มาประกอบ การพิจารณาหรือไม่

และที่สําคัญอีกประการก็คือ คําถามที่อยากจะเรียนถามว่าในงบประมาณ รายจ่ายที่ตั้งสูงถึง ๑.๘ ล้านล้านบาท และจะเริ่มมีผลตั้งแต่ ๑ ตุลาคม เปึนต้นไปนั้น มันตอบโจทย์อะไรต่อปัญหาใหญ่ของประเทศ ก็คือเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย เราได้พูดในสภาแห่งนี้หลายครั้งและในวาระที่ ๑ นั้นเราก็ ได้มีการพูดถึงว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เรียกว่า เนชั่นแนล คอมเพทิทีฟเนส (National competitiveness) นั้น มันลดลงอย่างต่อเนื่อง ป้ ๒๕๔๘ เรา อยู่ในลําดับที่ ๒๕ ป้ ๒๕๔๙ เราลดอันดับมาอยู่ลําดับที่ ๒๙ และป้ ๒๕๕๐ ลําดับของเรา ตกมาอยู่ที่ลําดับที่ ๓๓ จากทั้งหมด ๕๕ ประเทศ เฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเขาจัด เฉพาะ ๕ ประเทศ ใน ๑๐ ประเทศที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันก็คือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟ่ลิปป่นส์ มาเลเซียและไทย เราอยู่ลําดับ ๓ ใน ๕ ประเทศ แต่ว่าป้หลังสุดนั้น ลําดับของเราตกมากที่สุดเปึนลําดับบ๊วยสุดครับ นั่นหมายความขีดความสามารถในการ แข่งขันของเรานั้นมันลดลงอย่างน่ากลัว ถามบอกว่างบประมาณแผ่นดินจะต้องมี การปรับตัวเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบอย่างไรหรือไม่ ถ้าเราพิจารณางบประมาณเพียงแค่ป้ต่อป้ก็เท่ากับตําข้าวสารกรอกหม้อ ใช้ป้นี้หมด ป้หน้าตั้งใหม่ ๆ แต่ไม่ได้ดูว่าบ้านเราจะเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอย่างไรในเมื่อมันเริ่มผูกพัน เมื่อเทียบกับบ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียง และผมย้ําอีกครั้งว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเรานั้น พึ่งพารายได้หลักจากการส่งออก ถ้าเราไม่เข้มแข็งแน่นอนที่สุดอนาคตก็อยู่ลําบากครับ ประการสําคัญก็คือว่างบประมาณรายจ่ายป้นี้สะท้อนในการที่เราปรับตัวสู่ทิศทางในการ แก้ไขสิ่งที่เราเรียกว่าความตีบตันของการพัฒนาประเทศหรือไม่ เราพูดกันแต่เพียงว่า งบประมาณนั้นจัดตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จัดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ อย่างป้นี้ก็บอกว่าจัดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ซึ่งเริ่มมา ๒ ป้แล้ว จะสิ้นในอีก ๒ ป้ข้างหน้า แล้วก็จัดตามแนวนโยบาย ของรัฐบาล แต่ถามบอกว่าทิศทางของประเทศได้มีการทบทวนหรือไม่ ถ้าเราไม่เริ่มต้น วันนี้ให้เกิดจุดเปลี่ยนแปลง โอกาสข้างหน้างบประมาณจะไม่ใช่เครื่องมือในการขับเคลื่อน ไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ไปสู่ความหายนะ ที่ผมกล่าวอย่างนี้เพราะว่าหลายสิบป้ที่เราพัฒนา มาโดยใช้งบประมาณแต่ละป้และเพิ่มขึ้นทุกป้นั้น วันนี้เราถูกเรียกว่าเราเปึนเศรษฐกิจ แบบแซนด์วิช (Sandwich) คือจะสู้ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเปึนญี่ปุ์น สหรัฐอเมริกา ยุโรป แต่ขณะเดียวกันเราก็ลงไปแข่งกับประเทศที่เขามีศักยภาพอาจจะล้า หลังกว่าเราแต่มีค่าแรงถูกกว่าเรา อย่างกัมพูชา ลาว พม่า ไม่ได้ เราจึงถูกมองว่าเรากําลัง พัฒนาไปสู่จุดอับของการพัฒนา แต่งบประมาณแผ่นดินในแต่ละป้นั้นจะเปึนเหมือน เชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนทิศทางของประเทศ ผมไม่เห็นเหตุผล คําชี้แจงใด ๆ หรือการพิจารณาใด ๆ ของคณะกรรมาธิการในระดับการมองอย่าง ยุทธศาสตร์และทิศทางของการใช้เครื่องมือของงบประมาณไปสู่จุดเหล่านั้น สุดท้าย ก็คือว่าเราได้สร้างความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณเพื่อให้ประเทศของเรานั้น มีธรรมาภิบาลและนั่นคืออีกด้านหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐ ตัวเลขของ ความโปร่งใสของประเทศไทยลดต่ําลงเช่นเดียวกับประสิทธิภาพขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ ป้ ๒๕๔๘ เรามีความโปร่งใสอยู่ในลําดับที่ ๕๙ คะแนนไม่ต้องพูดถึง หรอกครับ คะแนนเต็ม ๑๐ นั้นเราได้ ๓.๘ ป้ ๒๕๔๙ ลําดับของเราอยู่ที่ลําดับที่ ๖๓ เราได้ คะแนน ๓.๖ คะแนน น้อยลงไปอีก ป้ ๒๕๕๐ เราตกอันดับไปอยู่ลําดับที่ ๘๔ เลยครับ คะแนนก็น้อยลงไปเหลือแค่ ๓.๓ ตรงนี้บอกอะไร ตรงนี้ล่ะครับบอกว่าใน ๑ ป้ งบประมาณการบริหารงบประมาณที่เราอนุมัติจากสภามีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณนั้นเปึนอย่างไร และก็วัดได้อย่างน้อยการจัดอันดับของ องค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศในแต่ละป้จะเปึนตัวดัชนีชี้วัด นั่นคือความสูญเสีย ของงบประมาณ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมจึงจําเปึนต้องตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๑. ก็คือว่า ไม่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากมายนั้น จะสามารถเปึนไปตามที่ได้เสนองบประมาณขอรายจ่ายจํานวน ๑.๘ ล้านล้านบาท เพราะ ไม่เชื่อว่ารายรับจะเปึนเช่นนี้ และที่สําคัญคือมันไม่อยู่บนฐานของความเปึนจริง ไม่อย่างนั้นเราต้องไปรีดเลือดกับปู รีดเลือดกับประชาชน รีดเลือดกับผู้ประกอบการ ของเรา ซึ่งวันนี้มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าเลย ๒. ก็คือว่างบประมาณที่กรรมาธิการ ไปพิจารณาไม่ได้บ่งบอกว่าเราจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร และ ๓. ก็คือว่า เรื่องของความโปร่งใสในการสร้างประสิทธิภาพ การบริหารงบประมาณนั้นไม่มีคําอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้นว่าจะมีหลักประกันใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นจึงขอให้กรรมาธิการช่วยกรุณาชี้แจงต่อที่ประชุม ขอบคุณมากครับ