วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยวิจารณ์ว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่สอดคล้องกับนโยบายที่พรรครัฐบาลเคยสัญญากับประชาชน เขาเรียกร้องให้ตัดลดงบประมาณลง 20% เนื่องจากหน่วยราชการหลายแห่งมีการตั้งงบประมาณสูงเกินความจำเป็น และมีการซ้อนงบประมาณ นอกจากนี้เขายังแสดงความไม่ไว้วางใจของรัฐบาลในการบริหารงบประมาณ และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้หลักรัฐศาสตร์และหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการดูแลความสงบสุขของสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมในฐานะคณะกรรมาธิการงบประมาณครับ แล้วก็เปึนผู้สงวน คําแปรญัตติในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยปกติที่ผ่านมาในการพิจารณา งบประมาณ ถ้าผมจําไม่ผิด ทุกครั้งท่านประธานในอดีตที่ผ่านมาจะให้กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้มีโอกาสได้ขึ้นอภิปรายก่อน แล้วหลังจากนั้นแล้วจะให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่แปรญัตติอภิปรายต่อ แต่อันนี้ก็ไม่เปึนอะไร อยู่ที่ดุลยพินิจของ ท่านประธานครับ ผมเปึนผู้สงวนคําแปรญัตติทุกมาตราครับ โดยเฉพาะ มาตรา ๓ ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ตัดลด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ป้นี้รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ ๑.๘๓๕ ล้านล้านบาท ผมไปคุยให้กับพี่น้องประชาชน ฟังว่าเงิน ๑.๘๓๕ ล้านล้านบาท เปึนเงินที่เยอะมาก ประชาชนบอกว่าแค่ ๑.๘๓๕ ล้านบาท นี่เยอะแล้ว เติมล้านเข้าไปอีกตัวนี้เยอะมาก เหตุผลที่ผมจะต้องแปรญัตติตัดลด ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมีเหตุผล ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้เปึน คณะกรรมาธิการอาจจะมองภาพรวมของงบประมาณนี้ไม่ออก แต่เปึนความโชคดีที่ พรรคประชาธิปัตย์ให้ผมได้เข้าไปเปึนคณะกรรมาธิการชุดนี้ จึงเห็นว่าวันนี้รัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณ อย่างไม่มีประสิทธิภาพจึงเปึนเหตุผลเพียงพอที่ผมจะตัดลด งบประมาณลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยผมมีเหตุผลที่จะอธิบายดังนี้
เหตุผลข้อที่ ๑ที่ผมต้องตัดลดเพราะว่า การตั้งงบประมาณของรัฐบาล ตั้งงบประมาณหลาย ๆ อย่างที่มีการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ป้งบประมาณที่ผ่านมา ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานมีการ แปลงงบประมาณ แต่เปึนการแปลงงบประมาณเอางบประมาณที่เราคิดว่าเราไว้วางใจ มากที่สุดเอาไปใช้ เช่น เขามีการเอางบประมาณทางด้านบุคลากร แปลงงบประมาณ ด้านบุคลากรไปใช้ประโยชน์ทางด้านอื่น ๆ อย่างเช่น เอาไปซื้อรถ ท่านประธานคงจะ ทราบว่าในฐานะกรรมาธิการงบประมาณทุกหน่วยราชการถ้ามีการตั้งงบประมาณเรื่อง บุคลากรเราจะไม่แตะต้อง เราถือว่าเปึนหน้าที่ของรัฐบาลเปึนหน้าที่ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่จะต้องดูแลบุคลากรในการรับเงินเดือนทุกเดือนอย่างปกติ ดังนั้นเวลามีการตั้ง งบประมาณเรื่องบุคลากร เราจะไม่มีการแตะแม้กระทั่งการพิจารณางบประมาณป้นี้เอง เราจะสังเกตดูว่าถ้าเปึนเรื่องงบบุคลากรเราไม่แตะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานของ ราชการหลายหน่วยงานมีการแปลงเอางบประมาณด้านบุคลากรไปใช้ทางด้านอื่น ทําให้ ผมไม่มีความไว้วางใจ
เรื่องที่ ๒ นอกจากการแปลงงบประมาณ เรื่องบุคลากรแล้วยังมีการแปลง งบประมาณ โยกงบประมาณที่ส่อไปว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าในการอภิปราย หรือการแปรญัตติในมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ท่านประธานเชื่อไหมครับ ว่ามีการโยกงบประมาณตั้ง ๘๐๐ ล้านบาท หนังสือพิมพ์ลงข่าวครึกโครมว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่าโครงการนี้มีการทุจริต เกิดขึ้นจริง แล้วท่านประธานจะปล่อยไปได้อย่างไรว่าเราจะให้มีการผลาญงบประมาณ แบบหน้าตาเฉย ซึ่งเข้าสู่ในมาตรานั้นจะมีการอภิปรายต่อครับ
ในส่วนที่ ๓ ที่ผมไม่ไว้วางใจจําเปึนต้องตัดงบประมาณลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้หน่วยราชการแต่ละหน่วยงานนั้น มีการตั้ง งบประมาณไว้สูงเกินความจําเปึน ผมอาจจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ไวนิล (Vinyl) พวกเราเปึนนักการเมืองทุกคนหาเสียงเลือกตั้ง เราทําไวนิลแผ่นหนึ่งประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ บาท หน่วยราชการตั้งงบประมาณทําไวนิล แผ่นหนึ่ง ๕,๐๐๐ บาท ตอนคณะอนุกรรมาธิการมีการทักท้วงยังไม่ทันอะไร เขาขอตัด ลดลงครึ่งหนึ่งคือ ๒,๕๐๐ บาท มันสะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้หลาย ๆ หน่วยงานนั้นตั้งงบ ไม่มีประสิทธิภาพหรือแม้กระทั่งบางหน่วยงานราชการตั้งงบอาหารกลางวันต่อหัว ๖๐๐ บาท ซึ่งพวกเราคงจะทราบดีครับ การจัดเลี้ยงงบประมาณในการจัดเลี้ยงต่อหัว ผมว่า ๒๐๐ – ๓๐๐ บาท ก็เยอะพอแล้ว แต่บางหน่วยงานตั้งไว้ ๖๐๐ – ๗๐๐ บาท สะท้อน ให้เห็นว่าเปึนการตั้งงบประมาณที่สูงเกินความจําเปึน
เหตุผลข้อที่ ๔ ที่ผมคิดว่าในภาพรวมจําเปึนต้องตัดลด ก็คือการตั้ง งบประมาณที่ซ้ําซ้อน ผมจะอนุญาตยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจน จริง ๆ แล้ว ในเอกสารที่การจัดสรรงบประมาณมีความซ้ําซ้อนเยอะมากครับ แต่ให้เห็นภาพที่ชัดเจน และผมยกตัวอย่างเช่น กระทรวงการต่างประเทศตั้งงบประมาณบูรณาการ ภาษาง่าย ๆ ก็คืองบบูรณาการของทูต ท่านประธานเชื่อไหมครับ ตั้งงบไว้ประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท อภิปรายมา ๑ บรรทัด คําอธิบายก็คือ เพื่อไว้ใช้ในการบูรณาการในภาพรวมของกระทรวง การต่างประเทศในการทํางานที่ต่างประเทศ เวลาคณะกรรมาธิการมีการซักไซ้ว่างบ ๗๐๐ ล้านบาท ท่านจะเอาไปทําอะไรบ้าง ท่านอภิปรายว่าจะไปใช้ดูแลพี่น้องคนไทยที่อยู่ ในต่างประเทศเวลาเกิดปัญหา คณะกรรมาธิการท่านก็พลิก ท่านตั้งงบนี้ไว้แล้ว ตรงนี้ ตั้งไว้ ๑๐๐ กว่าล้านบาท เวลาถามว่าไปทําอย่างอื่นไหม เวลาอภิปรายว่าไปใช้ในการ จัดกิจกรรมในภาพรวมกับกระทรวงอื่น เขาก็ตั้งงบไว้แล้วก็สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้หลาย ๆ กรมหลาย ๆ กระทรวงมีการตั้งงบประมาณที่ซ้ําซ้อน ซึ่งเราไม่ไว้วางใจ
ประเด็นที่ ๕ ที่เปึนเหตุผลที่มีความรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจมากเลย ก็คือการตั้ง งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพพจน์ ก็คืองบกลาง คืองบ ในการดูแลรักษาพยาบาลของข้าราชการ ท่านประธานทราบไหมครับว่าขณะนี้ กรมบัญชีกลางตั้งงบกลางในการดูแลรักษาค่าพยาบาลนั้น ๔๘,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับ สปสช. ตั้งงบไว้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทในการดูแลประชาชน ๔๗.๕ ล้านคน ผมเปรียบเทียบให้เห็น ๒ หน่วยนะครับ สปสช. ดูแลประชาชน ๔๗.๕ ล้านคน ตั้งงบประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กรมบัญชีกลางตั้งงบในการดูแลข้าราชการ ๒ ล้านคน ๔๘,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบต่อหัวแล้วขณะนี้พวกเราทุกคนที่เปึนข้าราชการ วันนี้มีงบค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายประมาณ ๒๔,๐๐๐ บาทต่อคน โดยที่อยู่เฉย ๆ แต่จริงอยู่ลําพังข้าราชการก็ให้ดูแลครอบคลุมญาติ รวมเบ็ดเสร็จ ๕.๕ ล้านคน รวม เบ็ดเสร็จครับ ก็เท่ากับว่าวันนี้ต่อหัวข้าราชการและญาติในการเจ็บป์วยรักษาพยาบาลนี้ อยู่เฉย ๆ เกือบ ๙,๐๐๐ บาทที่จะต้องจ่าย โดยที่เงินส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงินเดือนของ บุคลากรด้วย แสดงให้เห็นว่าวันนี้รัฐบาลไม่ได้จงใจใช้ประสิทธิภาพในการประหยัด ในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งผมไม่สบายใจตรงนี้
ประเด็นที่ ๖ รัฐบาลตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาล เคยประกาศไว้ครับ จริงอยู่ถ้าเราจะมองเรื่องนโยบายของรัฐบาลเรามองเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือนโยบายที่รัฐบาลแถลงกับสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ ๒ ก็คือนโยบาย ที่พรรครัฐบาลเคยหาเสียงหรือสัญญากับประชาชนไว้ ผมรอคอยมาตลอดครับ เพราะ เนื่องจากว่าผมอยู่ในวงการสุขภาพ พรรคการเมืองแกนนําจัดตั้งรัฐบาลเคยหาเสียงกับ อสม. ไว้ จําได้ไหมครับ บอกว่าจะให้ค่าตอบแทน อสม. เดือนละ ๑,๐๐๐ บาททุกคนครับ อสม. ทั่วประเทศประมาณ ๘ แสนคนเขารอคอย ๓ เดือนแรกผมก็บอก อสม. ว่าใจเย็น ๆ ครับ รอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณก่อน และผมก็ตั้งใจรอดูว่าการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ รัฐบาลจะตั้งงบประมาณให้กับ อสม. ตามที่สัญญาไว้หรือไม่ ผมก็จะดูว่าตัวเลขนี้มีไหม ปรากฏว่าไม่มี มันก็สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้รัฐบาลไม่ได้จริงใจในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่สามารถใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนเลย ผมจึง มีความรู้สึกว่าวันนี้รัฐบาลหลอก อสม.
ข้อที่ ๗ ที่อยากจะเรียน ที่ผมไม่ไว้วางใจที่จะต้องตัดงบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ความไม่มีธรรมาภิบาลของรัฐบาล ผมมีความรู้สึกว่าเห็นท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรี ในหลาย ๆ เรื่องในการบริหารงบประมาณแล้วไม่สบายใจ ท่านประธานอาจจะแปลกใจ ผมไม่สบายใจกับนายกรัฐมนตรีแล้วทําไมผมจะต้องมาตัดงบประมาณแผ่นดิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่านายกรัฐมนตรีนั้นมีอํานาจสูงสุดในการบริหารงบประมาณ แผ่นดิน นายกรัฐมนตรีมักจะพูดอยู่เสมอว่า คนไทยทุกคน ประชาชนทุกคนที่อยู่ ในประเทศนี้ต้องเคารพกฎหมาย ความรู้สึกของผมนี้คนทุกคนถ้าเราออกเดินไปข้างนอก เราต้องเคารพกฎหมาย แต่การบริหารราชการแผ่นดินนี้หลักกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาไม่เคยมีใครพูดถึงในเรื่องหลักอื่น พูดถึงในเรื่องหลักกฎหมายเลย ผมต้องย้ําว่าวันนี้การดูแลประเทศนี้หลักกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีอีก ๒ องค์ประกอบ ก็คือหลักรัฐศาสตร์แล้วก็หลักว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรม วันนี้รัฐบาล ไม่มีเรื่องนี้ รัฐบาลไม่เคยเอาหลักรัฐศาสตร์ในการดูแลความสงบสุขของสังคม ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่เคยเอาหลักว่าด้วยคุณธรรม จริยธรรมในการดูแลความสงบสุข ของพี่น้องประชาชนเช่นกัน เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยินการอภิปรายของสมาชิกบางท่าน หรือไม่กี่วันนี้ได้ยินคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรี ทําให้ผมเกิดความรู้สึกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมักจะแก้ปัญหาความผิดด้วยการคนอื่นก็ผิด อย่างเห็นชัด ๆ ครับ รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้เกิดขึ้นครับ แต่ปรากฏ ว่าพยายามจะบ่ายเบี่ยงว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์เมื่อป้ ๒๕๔๓ ก็เคยใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น ตรรกนี้มันเกิดได้อย่างไร ผมต้องย้ําว่าป้ ๒๕๔๓ เขามาบุกโรงพยาบาลราชบุรี เขาเปึน กองกําลังต่างชาติไม่ใช่คนไทย แต่มายัดคนไทยเปึนตัวประกัน แต่เอามาเปรียบเทียบกับ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อ ๒ – ๓ วันที่ผ่านมา ตรรกนี้มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ในฐานะที่ผมเปึนแพทย์ ทําให้ผมคิด นายกรัฐมนตรีใช้สมองส่วนไหนคิด สมองคนเรา ซีกซ้าย ซีกขวา ส่วนกลาง ก้านสมอง ไขสันหลัง แต่ท่านประธานครับ ไขสันหลังเปึน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยที่สมองส่วนข้างบนนี้ไม่ได้ใช้เลย ภาษาแพทย์ใช้คําว่า รีเฟกซ์ (Reflex) นี้ หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีใช้สมองส่วนไขสันหลังในการตัดสินใจปัญหา ของประเทศครับ