ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการออกเสียงประชามติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการความชัดเจนในการแก้ไขข้อความที่เกี่ยวข้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ มาตรา ๘ นี้เปึนมาตราที่เปึนหัวใจสําคัญของกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ..... ที่เรากําลัง พิจารณากันอยู่ ผมอยากจะเรียนว่าในมาตรา ๘ นี้ผมถือว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไข ข้อความให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้นแล้วนั้น ได้ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้ซักถาม ว่าจริง ๆ แล้วคําว่า มากกว่ากึ่งหนึ่ง นั้น ก็เปึนคําที่เราเห็นได้ภาพว่าต้องใช้เสียงข้างมาก ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คือต้องมีเสียงมากกว่าผู้มีสิทธิทั้งหมด สมมุติผู้มีสิทธิ ๑๐๐ ผู้ที่จะออกมาใช้เสียงประชามตินั้นต้อง ๕๐ บวก ๑ แต่ว่ากรรมาธิการได้พิจารณาและ ศึกษาเห็นว่าข้อความดังกล่าวนั้นไม่เปึนไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ได้มี บทบัญญัติเอาไว้ ท่านก็ได้ไปปรับปรุงว่า การออกเสียงที่ถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทํา ประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเปึนจํานวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งผมคิดว่า มีความชัดเจนครับในประเด็นนี้ แต่เมื่อผมมาอ่านวรรคสอง และมาดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในวรรคสาม ได้มีบทบัญญัติเอาไว้ว่าการออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดให้ เปึนการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ในปัญหา ที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติหรือเปึนการออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ก็ได้ แต่ที่ผมมาแปลกใจอยู่ก็คือว่าในวรรคสองที่ท่านไปแก้ไขปรับปรุงใหม่นะครับ ท่านบอกว่าให้การออกเสียงเพื่อให้คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ให้ถือเสียงข้างมากของ ผู้มาออกเสียง ซึ่งวรรคนี้ต่างกันนะครับ ผมอยากได้ฟังคําชี้แจงที่ชัดเจนว่า ท่านมีเจตนาที่ จะต่างกันอย่างไรนะครับ เพราะผมเข้าใจว่าวันนั้นได้มีการพูดกันชัดเจนว่าถ้าจะเปลี่ยน ถ้อยคําให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็น่าที่จะใช้ถ้อยคําที่ชัดเจนตามวรรคสามว่า การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) ให้โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องเรียนถามประเด็นนี้เพราะว่าให้เกิด ความชัดเจนในการที่จะนํากฎหมายไปบังคับใช้ต่อไป แต่ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าที่ผมตั้งประเด็นดังกล่าวนี้ ผมคงไม่ได้คิดหรอกครับว่าเราต้องการที่จะให้ ออกเสียงประชามติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เปึนไปตามการออกเสียง ประชามติตามการลงประชามติในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา เพราะว่า การลงประชามติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น บทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น แตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เพราะบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้มีบทบัญญัติที่ให้ความสําคัญต่อการออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดให้การออกเสียง ประชามติต้องกระทําในเหตุที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการเรื่องใดอาจกระทบ หรือเห็นประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน และที่สําคัญก็เพิ่มประเด็น ว่าจะต้องเปึนการลงประชามติในกรณีที่จะต้องหาข้อยุติด้วย ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเปึนเรื่องที่ มีความสําคัญมากที่จะต้องใช้เสียงข้างมาก เพราะว่าการให้อํานาจนายกรัฐมนตรี ที่จะทําประชามติ ซึ่งผมคิดว่าผมไม่ได้มองว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะไปทํา ประชามติในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุด เราสามารถ ที่จะไปทําประชามติกับเรื่องใดก็ได้ที่มีส่วนได้เสียกับประเทศชาติและพี่น้องประชาชน เมื่อนายกรัฐมนตรีโดยขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ผมคิดว่าอย่างน้อย นายกรัฐมนตรีต้องเห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญ และการที่จะเห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญ สิ่งที่จะเปึนตัวชี้วัดที่สําคัญก็คือว่าประชาชนต้องร่วมให้ความสําคัญด้วยนะครับ ท่านประธาน การที่ให้ประชาชนร่วมให้ความสําคัญด้วย นั่นก็คือว่าการที่ถือเอาผู้มา ออกเสียงนั้นต้องเปึนจํานวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิในการออกเสียง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้คงไม่มีใครไปอ้างอิงว่าเปึนกฎหมายที่ถูกคว่ําไป เหมือนฉบับเมื่อวานที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปึนกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเมื่อวาน คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าการมาอ้างอิงดังกล่าวนั้นเปึนเรื่องที่น่าจะต้อง ตั้งเปึนข้อสังเกตไว้ครับท่านประธาน เพราะว่ากฎหมายที่เราจะทําเปึนกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งในช่วงหลังนี้เราให้อํานาจองค์กรอิสระในการเสนอกฎหมาย ด้วยครับ ที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือว่ามันน่าแปลกใจว่าสภาแห่งนี้รับหลักการกฎหมาย ดังกล่าวแล้ว มิหนําซ้ํายังเห็นด้วยเกือบทุกมาตรา แต่พอมาให้ความเห็นชอบในวาระที่ ๓ โดนคว่ําไปด้วยเสียงข้างมาก ผมคิดว่าน่าจะเปึนข้อสังเกตที่จะต้องอภิปรายเพื่อให้ บันทึกไว้ในสภานี้ อย่างน้อยที่สุดก็จะได้เปึนประวัติศาสตร์ในการที่ในอนาคตถ้าหาก มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าสภาของเราควรจะต้องมีบทบัญญัติหรือกฎหมาย รัฐธรรมนูญควรจะต้องมีบทบัญญัติรองรับอย่างไรครับ ไม่อย่างนั้นก็ปฏิบัติไม่ได้ครับ ท่านประธาน ผมเคยพูดเรื่องนี้กับท่านประธานว่าเราเคยแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ต้องการเห็นการเมืองของภาคประชาชนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน สามารถที่จะเสนอกฎหมายในสภาแห่งนี้ได้ แต่ความเปึนจริงไม่สามารถ ที่จะปฏิบัติได้ วันนี้เรากําลังจะพบความเปึนจริงว่าถ้าหากว่าเราไม่ได้ตั้งข้อสังเกต และหยิบยกเรื่องนี้มาสู่กระบวนการในการทํากฎหมายในสภานี้ ต่อไปการเสนอกฎหมาย โดยองค์กรอิสระก็ไม่สามารถที่จะเปึนได้จริง และผมถามว่าเราจะมอบความรับผิดชอบนี้ ให้กับใคร หรือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เราจะโทษกฎหมาย รัฐธรรมนูญอย่างเดียว หรือวันนี้เราจะต้องมาพูดจาวิเคราะห์กันในสภาแห่งนี้ ผมไม่ลงโทษ ว่าเราจะต้องปฏิบัติตามเสียงข้างมาก หรือตามท่านประธานวิปหรือไม่ ผมก็ให้เกียรติ ท่านประธาน เมื่อวานก็คุยกับท่าน ผมก็เข้าใจ แค่ว่าท่านประธานครับ ผมคิดว่า ในสภาโดยภาพรวม ในฐานะที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติเราจะต้องยอมรับความเปึนจริง และผมไม่อยากเห็นใครเรียกร้องในเรื่องของการที่ว่าที่มาของรัฐธรรมนูญเปึนอย่างไร แต่ว่าอยากให้ดูการศึกษาของคณะกรรมาธิการว่าชอบด้วยเหตุผล และเปึนไป ตามบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ หรือไม่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน