กุเทพ ใสกระจ่าง หารือเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ท่านประธานให้โอกาสที่จะแสดงความเห็นของทุกท่าน รวมถึงถามคำถามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติ ระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนที่เสียงประชามติ กุเทพ ใสกระจ่าง ยังถามถึงความเข้าใจของท่านประธานและท่านกรรมาธิการในเรื่องนี้ เช่น จํานวนเสียงประชามติในกรณีที่จะต้องมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากนั้น เป็นจํานวนเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงหรือไม่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม กุเทพ ใสกระจ่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เปึนไป ในบรรยากาศที่พวกเราในสภาซึ่งไม่ได้เปึนกรรมาธิการ ก็ต้องมาฟังมาท่านกรรมาธิการ ท่านโต้กันไปมา และเราอยากจะมีส่วนร่วมก็จะไม่ค่อยได้มีครับ เพราะต้องทําให้ท่านยุติ กันก่อน แต่ก็ยังดีที่ท่านประธานได้ให้โอกาสพวกเราที่ไม่ได้ไปศึกษาด้วย แต่ก็มีคําถาม มีข้อสงสัย มีความเห็นที่ต่าง หรือความเห็นที่ต่างของเราก็อาจจะเปึนเพราะยังไม่ได้ฟัง คําตอบที่เรายังไม่ได้ถาม เพราะฉะนั้นตรงนี้กระผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาสู่สภา ท่านประธานต้องคํานึงนะครับว่า เปึนครั้งแรก ๆ ที่พวกเราได้พิจารณาเรียงทีละมาตรา เพราะนี่เปึนครั้งแรกที่มีสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ และมีร่างพระราชบัญญัติเข้ามาในลักษณะอย่างนี้ หลายท่านก็ยังตั้ง หลักไม่ได้ว่าคนที่ไม่ได้เปึนกรรมาธิการนั้นจะแสดงความเห็นได้ในช่วงไหน ตรงนี้กราบ เรียนท่านประธานว่าที่เราแสดงความเห็นได้ในมาตรา ๘ เนื่องจากว่าเปึนมาตราที่ คณะกรรมาธิการไปแก้ไข ซึ่งกระผมก็ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับท่านครับ จะถามไปยังท่าน กรรมาธิการว่าในส่วนที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ วรรคท้าย ได้เขียนเปึนข้อกําหนดให้ ท่านต้องไปดําเนินการในลักษณะที่บอกว่าอย่างน้อยต้องกําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ วิธีการออกเสียงประชามติ ระยะเวลาในการดําเนินการและจํานวนเสียงประชามติ เพื่อมีข้อยุติ ผมคิดว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการ ด้วยความเคารพ อัชพร จารุจินดา ได้ตอบก็มีความละเอียดพอสมควร แต่ถ้ากระผมอยากจะกราบเรียน ถามเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เพราะว่าท่านได้พูดถึง ๓ เรื่องนี้ในมาตราแยกกัน ท่านอาจจะลุกขึ้นมาชี้ให้กระผมทราบหน่อยครับว่ามาตราใดท่านเน้นในเรื่องวิธีการ ออกเสียงประชามติ มาตราใดท่านเน้นในระยะเวลาในการดําเนินการ และมาตราใด ท่านพูดถึงจํานวนเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติ นี่เปึนคําถามแรกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนข้อสงสัยที่ ๒ กระผมคิดว่าผมเห็นไม่ได้ แตกต่างจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ ที่ท่านกรรมาธิการได้อ่านนะครับว่า การออกเสียง ประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดให้เปึนการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ โดยเสียงข้างมาก ทีนี้คําว่า เสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญก็ได้เขียนไว้อย่างนั้นนะครับ คําว่า เสียงข้างมาก มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง เสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียง กรรมาธิการไม่ได้แก้นะครับตรงนี้ แต่ว่าเปึนร่างเดิมที่บอกว่า มากําหนดว่า ในกรณีที่จะต้องใช้ข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ท่านไปเพิ่มว่า และมีจํานวน เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง ตรงนั้นแหละครับเปึนประเด็นที่อาจจะมีความเข้าใจว่า เราไปเขียนเกินรัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญบอกว่าเปึนข้อยุติโดยเสียงข้างมาก แต่ผมเข้าใจกรรมาธิการนะครับ เพราะท่านกรรมาธิการไปอธิบายเมื่อสักครู่นี้ ว่าในวรรคท้ายรัฐธรรมนูญกลับไปบอกว่าท่านต้องกําหนดจํานวนเสียงประชามติเพื่อมี ข้อยุติ ก็เลยเปึนเรื่องที่ท่านต้องไปกําหนดว่าจํานวนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง พอไปกําหนดจํานวน เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง มันก็เปึนเรื่องยากขึ้นมาในการที่จะปฏิบัติ เพราะโดยปกติถ้ามีคนมาออกเสียงจํานวนเท่าไรก็ตามถ้าได้เสียงข้างมากก็ถือว่า เปึนเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าจะต้องไปกําหนดถึงว่าจํานวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง มันก็พอฟังได้ ผมว่าก็พอฟังได้ แต่ในลักษณะว่าผู้มาออกเสียงแล้วจะต้องออกเสียง เกินกึ่งหนึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับจํานวนผู้มาออกเสียงว่าจะมากหรือน้อย มันก็พอไปได้นะครับ แต่ว่าประเด็นตรงนี้ท่านตีกันแตกใช่ไหม ท่านเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ ใช่ไหมว่าจํานวน เสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติ คําว่า จํานวนเสียง นี้คือเกินกึ่งหนึ่ง ทําไมท่านไม่นึกว่า จํานวนเสียงต้องนับกันเลย เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนอะไรที่มันเข้าใจยากเยอะ ก็บอกว่า เพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก เสียงข้างมากก็เข้าใจอยู่แล้วว่ามีคน ๒ กลุ่ม ที่ลงคะแนน เอาหรือไม่เอา คนที่บอกว่าเอาน่ะมากกว่า มากกว่าเสียงเดียวก็เปึน เสียงข้างมากแล้ว มาตรฐานตรงนั้นกลับไม่ใช้ กลับมาเขียนล็อก (Lock) ไว้ด้วยถ้อยคํา ในวรรคท้ายและเปึนถ้อยคําท้ายสุดว่าต้องเปึนจํานวนเสียงประชามติเพื่อมีข้อยุติ จํานวนเสียงนี่แหละครับผมกําลังจะถามท่านว่าท่านศึกษาอย่างไร จํานวนเสียง จึงไปเขียนว่า จํานวนเกินกึ่งหนึ่งคือจํานวนเสียง ในกรณีทั้ง ๒ นี้นะครับถ้าเปึนกรณีที่ ไม่มีการตัดสินข้อยุติโดยเสียงข้างมากคือกรณีที่คณะรัฐมนตรีขอคําปรึกษา ท่านใช้ คําว่า เสียงข้างมาก อย่างเดียว เสียงข้างมากอย่างเดียว แต่ปรากฏว่าพอเปึนกรณีตัดสิน ให้ได้ข้อยุติโดยเสียงข้างมากก็มีจํานวนเสียงขึ้นมา พวกผมที่ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็ไม่เข้าใจอยู่แล้วนะครับ แล้วบังเอิญว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในกรณีที่มีคนยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีเขาพระวิหาร มีคนกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญไปมีคําวินิจฉัย เกินรัฐธรรมนูญ เกินรัฐธรรมนูญ ตอนนี้คณะกรรมาธิการกําลังเขียนเกินรัฐธรรมนูญหรือเปล่าครับ เกินไหมครับ ถ้าท่าน อธิบายว่าจํานวนเสียงประชามติคือ จํานวนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ผมก็ยังว่ามันยังไม่ใช่ เรื่องเดียวกันอยู่ดี เพราะจํานวนเสียงมันต้องนับเปึนเสียงสิ ตรงนี้ล่ะครับท่านประธานครับ ผมก็เลยกราบเรียนถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ว่าผมได้ฟังคําชี้แจงของ ท่านกรรมาธิการขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านอัชพร จารุจินดา ซึ่งท่านเปึนนักกฎหมาย ที่ละเอียดแล้วท่านดูละเอียดมาก ผมเข้าใจว่าผมอย่างไรก็ละเอียดไม่เท่าท่าน ท่านชี้ดัก ทางไปแล้วแต่ผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าจํานวนเสียงของท่านกับจํานวนเกินกึ่งหนึ่งนั้น มันอันเดียวกันไหม จํานวนเกินกึ่งหนึ่งเพราะว่าคําว่า เสียงข้างมาก ถ้าในหลักปฏิบัติก็คือ โดยทั่วไปก็คือว่า เมื่อ ๒ กลุ่มมาลงคะแนน กลุ่มที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ถ้ามันเกินกันอยู่ ก็เปึนเสียงข้างมาก แต่เมื่อไปล็อกด้วยจํานวนเสียง แล้วท่านก็ไปคิดเอาง่าย ๆ ว่า คําว่า จํานวนเสียง ตรงนี้คือเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าเปึนอันเดียวกันครับ แม้ท่านจะมีความละเอียดมาก และเข้าใจวิธีคิดในเรื่องนี้มาก แต่ผมก็ยังคิดว่า ที่ท่านคิด ท่านก็คิดไปอย่างนั้นแหละเพื่อให้มันครบตามองค์ประกอบของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ผมติท่านไม่ได้นะครับ แต่ผมมีสิทธิที่จะถามท่านว่าที่ท่านคิดนั้นแล้วเขียนมามันตรงกับ สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ หรือไม่นะครับท่านประธานครับ ขอกราบเรียนถามครับ