สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๑

สุนัย จุลพงศธร หารือเรื่องความสับสนของรัฐธรรมนูญ พูดถึงจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายสุนัย จุลพงศธร แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ นี่ก็เปึนอีกปัญหาหนึ่ง ที่มีความสับสนของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะเปึนเพราะว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีความตั้งใจที่จะเขียนไว้เพื่อไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือให้แก้โดยยากก็มิทราบ หรือจะเปึนด้วยเพราะเขียนไว้ในลักษณะปัองกันโครงสร้างอํานาจที่จะเชื่อมต่อ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปึนรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะพิเศษจริง ๆ กระผมต้อง กราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึง กกต. กระผมอภิปรายแล้ว กรุณาอย่าไปหาเรื่องให้ผม มีใบแดง ใบเหลืองเลยนะครับ เดี๋ยวนี้เขากลัวกันไปหมดแล้ว ด้วยลักษณะของ กกต. นั้น การวินิจฉัยหลายเรื่องมันเปิครับ คนเขาเลยไม่ค่อยกล้าอภิปรายกัน แต่บังเอิญผม เปึนคนที่คิดว่าถ้ามันถูกต้อง เราซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของเรา เราทําหน้าที่ของเรา โดยเฉพาะ ภูมิหลังที่เราต่อสู้กับเผด็จการมานั้น ผมรับไม่ได้กับการกระทําที่เอื้ออาทรต่อระบบ เผด็จการ ท่านประธานครับ ในกรณีนี้เปึนอีกตัวอย่างหนึ่งของจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเปึนกรรมาธิการศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ผมยังจะไม่พูดในประเด็น เรื่องอื่น ในเรื่องโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถ่ายอํานาจไปให้องค์กรอิสระ บางองค์กร เปึนที ๙ ป้นี่ลูกโตเลยครับ ลูกเปึนหนุ่มก็ได้หลานเลยเหมือนกัน มันไม่เคยมีครับ ไม่ได้อํานาจอะไรจากประชาชน เขียนซ่อนไว้แล้วให้ตัวเอง ตัวเองมาร่างรัฐธรรมนูญ เปึนองค์กรอิสระตามที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น พอนั่งตรงนั้นเสร็จแล้ว ตัวเองมานั่งอยู่ใน สสร. ร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วโยนกลับไปที่สภานิติบัญญัติ พวกตัวก็นั่งตรงนั้น พอนั่งตรงนั้นเสร็จ ก็ไปให้สิทธิกับตนอีก ตรงนี้มันเปึนเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองที่ทับซ้อน ฝากบอก กกต. บางคนด้วยนะครับท่าน ถ้ามีโอกาสประชุมร่วมกับองค์กรอิสระก็บอกด้วยว่าละอายเถอะครับ ละอายในสิ่งที่เผด็จการมันเอื้อประโยชน์ให้ แล้วเราไปรับประโยชน์ตรงนั้น ดังนั้นตรงนี้เอง ที่เปึนมูลเหตุที่ทําให้ผมต้องวิ่งกระหืดกระหอบมาจากการประชุมคณะกรรมาธิการ เพื่อจะต้องมาเสนอข้อคิดเห็นให้กับทางกรรมาธิการและทางตัวแทนของ กกต. เพื่อเราจะ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน กระผมเห็นว่าในบทนี้ ถ้าผมจะอ่านด้วยความเข้าใจของ กระผมเอง จากท่านที่ชี้แจงท่านก็เปึนผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายจากกฤษฎีกา ที่ผมเคารพเปึนระยะเวลานาน เคยทํางานร่วมกันมาโดยตลอด ผมยังเห็นว่ามาตรา ๑๖๕ นั้น เจตนารมณ์ของประชาชนเปึนเรื่องสําคัญ การเขียนในวรรคสามยังได้บอกไว้ติ่งท้ายว่า เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะ ท่าน ส.ส. ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ทั้งที่อยู่ในห้องนี้และทํางานอยู่ข้างนอก ถ้ามีโอกาสฟังผมสักนิดหนึ่ง อย่าได้ไปเชื่อวิปตลอดเวลาครับ เมื่อวานนี้ผมก็ถล่มไปแล้ว ๑ เรื่อง ในลักษณะที่ ออกกฎหมายแล้วผิดหลักการ ไม่ได้นะครับ เราเปึน ส.ส. เรามีความคิดอิสระ มาตรา ๑๒๒ ต้องให้เอกสิทธิ์ในการที่จะโหวต ผมจึงอยากจะเสนอว่า คําว่า เว้นแต่จะมี กฎหมายบัญญัติไว้เปึนการเฉพาะนั้น ท่านก็เปึนคนร่างกฎหมายมาหลายฉบับแล้ว เรามี ความคิดเห็นของเราได้ ผมเห็นว่ากฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะนั้นก็คือพระราชบัญญัติ ฉบับนี้อย่างไรครับ นี่ล่ะครับคือกฎหมายลักษณะเฉพาะที่จะต้องออกมา กําหนดการ ลงคะแนนเสียง และในวรรคท้ายของมาตรา ๑๖๕ ก็เขียนไว้อีกครับว่า หลักเกณฑ์และ วิธีออกเสียงประชามติให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติ ผมจะตีความก็ถือว่าฉบับนี้ครับ ก็เปึนไปตามกฎหมายฉบับนี้ ก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีเปึนกฎหมายเฉพาะขึ้นมา และเปึนกฎหมาย เฉพาะที่เปึนความเห็นของตัวแทนของประชาชนเขา เอาเถอะครับการคิดเห็นในเรื่อง กฎหมายนั้นแตกต่างกันได้ ศาลยังต้องมี ๓ ศาล ยกเว้นศาลของนักการเมืองเท่านั้น แหละครับที่มีศาลเดียวพอ การที่มี ๓ ศาลในหลักการนั้น นั่นหมายความว่านักกฎหมาย ก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ในข้อกฎหมาย คําวินิจฉัยของศาลก็ยังผิดไปได้จากเดิม ในข้อกฎหมายก็มี ในข้อเท็จจริงก็มี แล้วเมื่อผ่านไปแล้ว เมื่อมีข้อกฎหมายที่แตกต่าง กันมากเข้ายังต้องมีที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาวางบรรทัดฐาน ดังนั้นเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครับ การคิดเห็นแตกต่างจากกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่ ความผิดครับ ฟังผม เมื่อวานล้มไปแล้ว ๑ ฉบับ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน ผมจึง ขอสงวนคําแปรญัตติและยังติดใจอยู่ครับท่านประธานครับ ขอให้การลงประชามติ ตามมาตรานี้เปึนไปตามแนวทางเดิมที่ผมนําเสนอไว้ นั่นคือแนวทางที่เคยลงประชามติ รัฐธรรมนูญครับ และคิดว่าไม่ผิดจากกฎหมายนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน ครับ กรุณานะครับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่าได้เชื่อประธานวิปเสมอไป อย่าได้เชื่อเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการเสมอไป ฟังผมบ้างครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ