อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการไม่ตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความคิดเห็นในเรื่องการก่อเหตุการณ์ทําร้ายร่างกายบุคคลที่อุดรธานี และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อบังคับในการตอบกระทู้ถาม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกรณีของอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และเสนอแนะให้เจ้าหน้าที่เจรจาและบริหารจัดการให้ไม่มีการปะทะกัน โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนและไม่ควรใช้ความรุนแรง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กราบเรียนท่านประธาน คงแยกเปึน ๒ ส่วนด้วยกัน
ประเด็นแรกเลย ก็คือสิ่งที่ผมทวงถามนี้เปึนการทวงถามเพื่อพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน แล้วก็โดยข้อเท็จจริง ผมคิดว่าท่านประธานก็ทราบ รัฐบาลก็ทราบ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบว่ากระทู้ถามสดมีทุกวันพฤหัสบดี เวลาก็ ประมาณ๑๓.๓๐ นาฬิกา เวลาที่ใช้ทั้งหมดตามข้อบังคับก็ไม่เกิน ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น โดยปกติแล้ว ถ้าไม่มีภารกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ รัฐบาลย่อมสามารถที่จะ บริหารเวลาแล้วก็มาตอบคําถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อยู่แล้ว กระผมก็ต้อง ตั้งข้อสังเกตว่าเดิมทีท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ปฏิบัติอย่างที่เราคาดหวังจากท่าน แต่ว่า ระยะหลังนี้กระทู้ที่ท่านไม่ตอบนี้ มันจะเปึนเรื่องทํานองเดียวกันหมด ตั้งแต่เรื่องกรณี เกิดเหตุการณ์ทําร้ายร่างกายบุคคลที่อุดรธานี หรือกรณีที่มีลักษณะที่พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่อยากจะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพวก เราก็เรียกร้องตั้งแต่ต้นว่าการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะโดยฝ์ายใด ผมก็ใช้คําว่า ไม่ว่าจะโดย ฝ์ายใด ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นําประเทศอยู่ในฐานะที่จะต้องออกมาระงับยับยั้ง แล้วก็ปราม ผมถึงเคยตําหนิวันที่ท่านบอกว่า คล้าย ๆ กับว่ามีการฆ่ากันมามากแล้วฝ์ายนี้ ต้องเอาคนของผมไปฆ่าเขาบ้าง ลักษณะคําพูดอย่างนี้ไม่มีออกไปจากผมในฐานะผู้นํา ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรียนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นตรงนี้ แม้ว่าท่านประธานจะทําหนังสือไป สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือความจริงประสานรัฐบาล ได้หรือไม่ ว่าท่านมาอยู่ตรงนี้เถอะ ในเมื่อท่านเองเวลาอ้างความชอบธรรมในการบริหาร ประเทศก็พูดถึงการเลือกตั้ง เลือกตั้งมาเปึนอะไร เลือกตั้งมาเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เวทีของสภาผู้แทนราษฎรแท้ ๆ กลับไม่มีการให้ความสําคัญ อันนี้เปึนประเด็นที่ผม กราบเรียน ที่จริงตอนที่ผมลุกขึ้นครั้งแรกก็ไม่ต้องการที่จะให้ไปกระทบกระทั่งท่าน แต่ว่า ก็ต้องอธิบายให้เกิดความชัดเจน
ประเด็นที่สอง บังเอิญท่านพาดพิงมาถึงผมในฐานะหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าวันนี้ใครก็สามารถตรวจสอบสิ่งที่กระผมได้ดําเนินการ แล้วก็ชี้แจงมาโดยตลอดได้อย่างชัดเจน กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าจริง ๆ ถ้าข้อมูลผมไม่ผิดพลาดแม้กระทั่งวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณผมเลยครับว่าที่ผมได้แสดงความคิดเห็นในช่วง สัปดาห์นี้มีลักษณะที่พยายามที่จะยืนยันในเรื่องของความถูกต้อง กระผมเคยชี้แจงต่อสภา แห่งนี้ว่า กรณีของอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผมได้อธิบายชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น เราเห็นว่าอาจารย์สมเกียรติก็เหมือนประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ย่อมสามารถที่จะ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ทุกประการ ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ผมเองเมื่อครั้งเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกท่านประธานครับ ก็ยืนอยู่บนเวที ปราศรัยนอกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกันร่วมกับเพื่อนสมาชิกจากอีกหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเปึนพรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคเอกภาพ ซึ่งบัดนี้ก็มีอยู่ทั้งใน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชาชน สิทธิตรงนี้ไม่หายไปหรอกครับแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้บอกชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเปึนอาจารย์สมเกียรติ หรือไม่ว่าจะเปึน พันธมิตร หรือจะเปึน นปก. หรือจะเปึนใครก็ตาม ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ทั้งสิ้นและ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย เมื่อวันจันทร์ผมถูกสอบถาม ผมก็ให้ความเห็นตรงไปตรงมา ว่าผมไม่เห็นด้วยถ้าจะมีการไปดําเนินการเข้าไปในพื้นที่ของสถานที่ราชการหรือขัดขวาง การทํางานของเจ้าหน้าที่ ผมก็ถูกพันธมิตรต่อว่าบนเวทีอย่างรุนแรงครับ ผมก็ถือว่าเขาก็มี ความเห็นที่เขาก็แสดงออกได้ แต่ผมก็ได้แสดงจุดยืนของผม เวลาที่มีประเด็นปัญหาขึ้นมา ว่ากรณีของอาจารย์สมเกียรติถูกดําเนินคดีนั้น แนวทางตรงนี้เราก็ชัดครับ เพราะที่ผมบอกว่า อาจารย์สมเกียรติไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตร เนื่องจากเปึนแกนนําพันธมิตรมาก่อน ท่านก็บอกชัดเจนกับพรรคว่า ท่านไปในฐานะที่ทําหน้าที่ตรงนั้นมาก่อน ดังนั้นเมื่อมี คดีความขึ้นมา ท่านประธานเคยเอาเรื่องหนึ่งมาหารือ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราก็ บอกชัดเจนว่าเจ้าตัวเขาบอกเขาให้ความร่วมมือ เขาก็จะไปชี้แจงการสอบสวนอะไรต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องมาพิจารณากันเรื่องเอกสิทธิ กรณีล่าสุดนี้กราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า เจ้าตัวก็ได้บอกว่าจะไม่ขอใช้เอกสิทธิ แต่มันต้องรอในการ ดําเนินการที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่เขาส่งมายังสภาผู้แทนราษฎร และผมกราบเรียนอย่างนี้ ครับว่า โดยประเพณีของเราเรามักจะไม่อนุญาตแม้เจ้าตัวร้องขอครับ เพราะเราเกรงว่า วันหนึ่งข้างหน้ามันอาจจะเกิดการใช้คดีในลักษณะของการตั้งข้อหากันทางการเมือง แล้วมากลั่นแกล้งกันได้แต่ครั้งนี้ผมก็ได้คุยกับอาจารย์สมเกียรติบอกว่าท่านไปไหน ท่านต้องรับผิดชอบ แล้วต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และเมื่อมันมีการตั้งข้อกล่าวหาเช่นนี้ ท่านบอกว่าท่านไปเคลื่อนไหวในฐานะส่วนตัว ท่านก็ตกลงเห็นตรงกับผมว่าจะไม่ใช้ เอกสิทธิ์ของสมาชิก และพรรคก็จะทําเปึนข้อยกเว้นครับ ก็คือว่าแม้ประเพณี จะไม่อนุญาตแต่พรรคบอกว่าอนุญาต ถ้ามีเรื่องเข้ามานะครับ ผมก็กราบเรียนว่าวันนี้ เมื่อเช้านี้ผมก็ให้สัมภาษณ์อีกครับ ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมต้องการให้เห็น เกิดขึ้นในบ้านเมืองในขณะนี้คือ
๑. เรารักษาบ้านเมืองของเราไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากไปกว่านี้ คําว่า มากไปกว่านี้ก็คือว่าอย่าให้มีความสูญเสียในเรื่องของชีวิต เลือดเนื้อ เขาก็ซักถามว่า แล้วมีหมายศาลทั้งหมายจับ หรือมีคําสั่งศาลในเรื่องของการที่จะให้ผู้ชุมนุมหรือแกนนํา ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทําเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติไหม ผมก็เสนอแนะ ชัดเจนว่า ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ได้เจรจาแจ้งให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบว่าบัดนี้ศาลมีหมาย หรือมีคําสั่งอะไร แต่บริหารจัดการอย่าให้เกิดการปะทะกันครับ เพราะผมคิดว่าทุกคน เข้าใจได้ครับ คนที่เขาอยู่ในทําเนียบรัฐบาลท่านจะเรียกเขาว่าเปึนกบฏผมก็มองว่า ผมเชื่อว่าคนจํานวนมากเปึนหลักแสนเขาไม่ได้คิดกบฏต่อบ้านต่อเมือง แต่เขามีความเชื่อ ของเขา ตรงกับท่านตรงกับผมหรือไม่เปึนคนละประเด็นครับ แต่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นเห็นด้วยกับรัฐบาล หรือไม่ ผมก็เสนอแนะไปว่าตํารวจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ละเว้นไม่ได้ แต่สามารถ ใช้วิธีการเจรจาและบริหารจัดการให้เราผ่านเหตุการณ์นี้ไปโดยไม่มีความรุนแรง เพราะความรุนแรงแม้แต่การสูญเสียแม้แต่ชีวิตเดียวครับจะเปึนสิ่งที่ส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงที่สุดต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผมก็หวังว่าประเด็นเหล่านี้ครับมาพูดในสภา ผู้แทนราษฎรและพูดแล้วก็ต้องพูดต่อนะครับ ผมไม่พยายามที่จะไปตําหนิติติงใครเลย ครับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมประชุมพรรคหลังสถานการณ์เกิดขึ้นถูกซักถามมากมายว่า เรื่องนี้ใครผิดใครถูก ผมบอกในสถานการณ์วันนี้เราเอาความสงบเรียบร้อย เราคลี่คลาย สถานการณ์ก่อน ความถูกความผิดไม่หนีไปไหนหรอกครับ ใครทําอะไรเอาไว้สุดท้ายต้อง มีการสะสางตามกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการของกฎหมาย แต่อย่าลากฝ์ายต่าง ๆ เข้ามาเปึนข้อขัดแย้งเพิ่มเติมขึ้นอีกเลย ผมเจอท่านประธานวิปรัฐบาลเมื่อสักครู่ผมก็ยัง บอกเลยว่าพวกผมพยายามไม่ไปลากใครเข้ามาเรื่องขัดแย้งนะครับ แต่ก็มีสมาชิก ของท่านก็ไปยื่นเรื่องวันนี้อีก จะต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคผมนี่ไม่เคยยื่นให้ ยุบพรรคใครเลยครับ แต่ใครทําความผิดอะไรก็ต้องไปให้หน่วยงานเขาวินิจฉัยว่าสมควร ที่จะถูกยุบหรือไม่ พรรคผมเปึนพรรคเดียวครับที่มีสมาชิกพรรคอื่นยื่นเรื่องยุบอยู่ ตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่พร่ําพูดว่าหลักการการยุบพรรคไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าดังนั้นอย่าได้กังวลพวกผมเลยครับ ในฐานะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและพรรคฝ์ายค้าน เรายึดมั่นในกระบวนการแนวทางต่าง ๆ และ ให้ความมั่นใจครับว่าผมยินดีที่จะช่วยกันเพื่อสะสางปัญหานี้ให้บ้านเมืองของเราเดินไป ข้างหน้าให้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ