สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พูดถึงการยกร่างกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 และการเปลี่ยนแปลงของบทบาทของผู้ไต่สวนอิสระและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกระบวนการยุติธรรม โดยเรียกร้องการแก้ไขเพื่อให้กระบวนการดำเนินการชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นครราชสีมา

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ กระผมได้ใช้สิทธิสงวนความเห็นในมาตรา ๙ เปึนประเด็นของกฎหมายมาตรา ๒๓ ซึ่งในมาตราดังกล่าวนี้เปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับ อํานาจฟัองที่จะให้สิทธิว่ามีใครทําได้บ้าง เดิมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ได้กําหนดผู้มีอํานาจฟัองไว้อยู่ ๒ ฝ์ายด้วยกัน คืออัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายหลังจากมีการยกร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ ได้มีการนําเสนอให้ผู้มีอํานาจฟัองเพิ่มเติม ขึ้นมาอีกฝ์ายหนึ่งก็คือผู้ไต่สวนอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสําคัญของ มาตรา ๒๓ นั้นได้กําหนดไว้ว่า ผู้มีอํานาจฟัองคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ได้แก่ ๑. อัยการสูงสุด ๒. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ๓. ผู้ไต่สวนอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เมื่อมีผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมานั้น กระผมเองในฐานะ กรรมาธิการก็ไม่เห็นด้วย แต่ด้วยข้อจํากัดที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ได้เขียนชัดเจนว่าในกรณีผู้เสียหายร้องขอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้มีการตั้งผู้ไต่สวน อิสระ ฉะนั้นผู้ไต่สวนอิสระจึงถือว่าเปึนคณะบุคคลที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ โดยกระบวนการยุติธรรมแล้วเราจะแลเห็นได้ว่ามันจะเริ่มต้น ด้วยตํารวจ พนักงานอัยการ ศาล และราชทัณฑ์ แต่คดีที่นักการเมืองถูกดําเนินคดีนั้น วันนี้เราจะแลเห็นได้ว่าผู้ที่ใช้สิทธิในการฟัองนักการเมืองได้ก็คือคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่นั่นเปึนเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ในขณะนั้น และก็เปึนกฎหมายที่เขียนไว้ ในป้ ๒๕๔๒ และปัจจุบันนี้ก็มีผลบังคับใช้อยู่ แต่เมื่อมีการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาครับ ท่านประธาน ได้มีการตัดข้อความบางข้อความซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายป้ ๒๕๔๒ นั่นก็คือ กรณีในวรรคสองครับท่านประธาน ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีสิทธิในการฟัอง จะต้อง ดําเนินการ ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ ของกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ ๒๕๔๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๑๑ นั้นกําหนดไว้ว่า ภายในสิบสี่วันนับแต่วันได้รับแจ้งข้อความไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ นั้นก็คือ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ากรณีมีมูลที่จะดําเนินคดีตามมาตรา ๙ คือดําเนินคดี กับนักการเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธาน วุฒิสภา ถ้า ป.ป.ช. สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีมูล ก็ให้ประธาน ป.ป.ช. นั้นส่งรายงานเอกสารและพยานหลักฐานพร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ภายในสิบสี่วันเพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฟัองคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดยื่นฟัองคดีภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ภายในเวลาดังกล่าวอัยการสูงสุด มีความเห็นว่าเรื่องที่ส่งมานั้นยังมีข้อความไม่สมบูรณ์และได้แจ้งข้อความไม่สมบูรณ์นั้น ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีนี้มาตรา ๑๑ กําหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ อัยการสูงสุดนั้นตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนของแต่ละฝ์าย จํานวน ฝ์ายละเท่า ๆ กันเปึนคณะทํางานเพื่อให้สํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําหน้าที่เปึน ฝ์ายเลขานุการ คณะทํางานมีอํานาจหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ และ รวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งอัยการสูงสุดเพื่อฟัองคดีต่อไป ในกรณีที่ คณะทํางาน ไม่อาจหาข้อยุติได้เกี่ยวกับการฟัองคดีภายในกําหนดเวลาสิบสี่วันนับแต่วัน ตั้งคณะทํางาน ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจยื่นฟัองคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความ ให้ฟัองคดีแทน แต่ต้องภายในสิบสี่วันนับแต่วันครบกําหนด ท่านประธานครับ สาระสําคัญของ ๒ มาตรานี้ก็แปลความว่ากรณีที่ ป.ป.ช. ได้ทําการสอบสวนคดีที่ นักการเมืองถูกแจ้งความหรือถูกดําเนินคดี ป.ป.ช. นั้นจะต้องส่งสํานวนการสอบสวน ทั้งหมดไปยังอัยการสูงสุด ถ้าอัยการสูงสุดรวบรวมพยานหลักฐานเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ จะต้องตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งฝ์ายละเท่ากัน สุดท้ายก็มาดูสํานวนกันก่อน ถ้าเห็นว่าถูกต้องสมบูรณ์ จึงจะส่งฟัองได้ แต่ถ้าไม่สมบูรณ์ อีก ป.ป.ช. จึงจะมีอํานาจฟัองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองได้ นี่คือสาระที่ เปึนกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความที่กําหนดไว้ในป้ ๒๕๔๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ กับนักการเมืองทุกคนที่ถูกดําเนินคดี ท่านประธานที่เคารพ แต่เมื่อมีการยกร่างกฎหมาย ฉบับนี้ ได้มีคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งที่ผมเรียนท่านประธานข้างต้น คือผู้ไต่สวน อิสระ ผู้ไต่สวนอิสระคือใคร ผู้ไต่สวนอิสระนั้นคือบุคคลซึ่งทําหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและ ทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดีในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคําร้องต่อที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา เพื่อขอให้ดําเนินคดีแก่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง รวมทั้งดําเนินการฟัองคดี หรือตั้งทนายความให้ฟัองคดีแทน นี่คือคณะบุคคลที่สามารถมีสิทธิฟัองได้อีกทางหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ฉะนั้นเมื่อมีคณะบุคคลที่จะฟัองได้อีกทางหนึ่ง สิ่งสําคัญที่สุด เราจะต้องมีการเขียนกฎหมายให้ชัดเจน ให้ประชาชนทั่วไปอ่านกฎหมายแล้วเข้าใจ แล้ว สามารถปฏิบัติได้ ไม่ใช่การเขียนกฎหมายเสร็จเพื่อให้ศาลใช้อย่างเดียว วันนี้นักศึกษา หรือผู้ต้องการศึกษากฎหมายหรือแม้แต่นักกฎหมายทั่ว ๆ ไป อ่านกฎหมายแล้วสามารถ ยึดโยงกันได้ สิ่งหนึ่งซึ่งผมได้สงวนความเห็นก็คือว่า ในร่างกฎหมายเดิมนั้นได้มีการ กําหนดให้ผู้มีอํานาจฟัองอยู่ ๓ ฝ์าย อย่างที่ผมเรียนข้างต้น แต่ได้ตัดข้อความออก บางข้อความ ผมก็เลยเสนอให้เพิ่มเติมข้อความอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ

ในมาตรา ๒๓ นั้น ผู้มีอํานาจฟัองคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ ได้แก่ ๑. อัยการสูงสุด ๒. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการปฏิบัติตาม มาตรา ๑๑ ๓. ผู้ไต่สวนอิสระในการปฏิบัติตามมาตรา ๔๔/๑๐ หมายความว่าอย่างไร ครับท่านประธาน ก็หมายความว่าการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดําเนินการฟัองคดีได้นั้น จะต้องดําเนินการตามมาตรา ๑๑ อย่างที่ผมเรียนข้างต้นแล้วว่าต้องผ่านกระบวนการ ส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อตรวจความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ถ้ามีปัญหาก็ตั้งกรรมการ ร่วมกัน หลังจากนั้นมีปัญหาอีก ป.ป.ช. จึงจะใช้สิทธิในการฟัองได้ ในขณะเดียวกันเมื่อมี ผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องดําเนินการตามมาตรา ๔๔/๑๐ ท่านประธาน มาตรา ๔๔/๑๐ ว่าอย่างไร บอกว่า ในกรณีผู้ไต่สวนอิสระได้ดําเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่า ข้อกล่าวหาตามมาตรา ๔๔/๕ มีมูล ก็ให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ เอามา บังคับใช้โดยอนุโลม นั่นก็แปลความว่าเมื่อมีการร้องขอจากผู้เสียหาย ให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนอิสระไม่น้อยกว่า ๕ คนขึ้นมาแล้ว เมื่อทําการรวบรวมพยานหลักฐาน เรียบร้อยแล้ว ผู้ไต่สวนอิสระจะฟัองได้ ต้องดําเนินการแบบเดียวกับ ป.ป.ช. ก็คือส่งให้ อัยการสูงสุด ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าสํานวนไม่สมบูรณ์ จึงกลับมาก่อน ตั้งกรรมการ ร่วมกัน ถ้ามีปัญหาอีก ผู้ไต่สวนอิสระจึงจะสามารถฟัองต่อศาลฎีกาได้ ทั้งหมดนี้คืออะไร คือกระบวนการที่จะต้องดําเนินการแล้วก็มีเขียนไว้ในกฎหมายป้ ๒๕๔๒ แล้ว ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมนําเรียนทั้งหมดนี้ ถ้าเราระบุไว้ตามที่ผมได้ขอเพิ่มเติมนั้น มันก็จะเปึนการระบุข้อความที่เกิดความชัดเจนในกฎหมายเกี่ยวกับอํานาจฟัอง คนศึกษา กฎหมาย คนอ่านกฎหมาย คนใช้กฎหมาย อ่านเสร็จก็รู้ว่าก่อน ป.ป.ช. จะฟัองได้ ต้องดําเนินการตามมาตรา ๑๑ ผู้ไต่สวนอิสระจะฟัองได้ก็ต้องดําเนินการตามกฎหมาย ที่เขียนไว้ ตามมาตรา ๔๔/๑๐ ฉะนั้น ผมจึงอยากเรียนท่านประธานที่เคารพ ความเห็นผม นั้นควรอย่างยิ่งที่จะเขียนให้ชัดเจน เพื่อความชัดเจน เพื่อการศึกษา เพื่อการอ่านให้เข้าใจ แล้วแนวทางปฏิบัตินั้นก็จะเปึนแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง สิ่งสําคัญที่สุดกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องนี้ป้ ๒๕๔๒ เขาก็ได้เขียนไว้แล้วในเรื่องอํานาจของ ป.ป.ช. ไม่มีสิ่งเสียหายเลย ถ้าเขียนเข้าไปแล้ว ฉะนั้นผมจึงนําเรียนท่านประธานข้างต้นว่าสิ่งที่ผมขอสงวนความเห็น จึงเปึนเช่นนี้ ขอบคุณครับ