พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พูดเรื่องการแก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 13 เพื่อความชัดเจนในกฎหมายและความสมบูรณ์ของสถาบันศาล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ในมาตรา ๗ ผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มจากบทบัญญัติเดิมที่มีการแก้ไขมาตรา ๑๕ ของตัวพระราชบัญญัติหลัก ด้วยเหตุที่ผมคิดว่าผมเห็นสอดคล้องกับทางเจ้าของร่าง ที่เสนอร่างเข้ามาเพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๑๓ เพราะว่าในส่วนของผู้พิพากษา ในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส เมื่อไม่เขียนชัดเจนไว้ก็เปึนปัญหาว่าต้องรอให้มีการ โปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งนั้น ๆ แล้วหรือไม่ นี่เปึนการแก้ไขความไม่ชัดเจน ท่านประธานจะพอนึกภาพออกนะครับว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดําเนินคดีอาญานักการเมือง วัตถุประสงค์ เปัาหมายหลัก เพียงเพื่อที่จะไปให้สอดคล้องกับเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั่นคือเหตุผล แต่ว่าที่มีการนําเสนอเข้ามามีการปรับปรุงแก้ไขมากกว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ผมก็เข้าใจว่า ที่มีการปรับปรุงให้เพิ่มมากขึ้นจากที่ต้องทําตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ก็เพื่อให้ มีความสมบูรณ์ของกฎหมายมากขึ้น และนําสภาพปัญหาที่เคยพบหรือเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มาปรับปรุง เพราะฉะนั้นการที่เจ้าของร่างได้มีการเสนอแก้ไขมาตรา ๑๓ นะครับ ผ่านมาตรา ๗ ตรงนี้ ผมจึงเห็นว่าเปึนเรื่องที่มีการปรับปรุงสิ่งที่อาจเกิดปัญหาขึ้นให้มี ความชัดเจนจะได้หมดปัญหา ด้วยเหตุนี้ครับผมจึงมีความเห็น ซึ่งความจริงมีความสงสัย มานานครับตั้งแต่ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ด้วย ว่าการที่ไปกําหนดระยะเวลา ต่าง ๆ เอาไว้ในมาตรา ๑๓ แล้วถ้าหากว่าทําไม่ได้ ในระยะเวลานั้นเกิดข้อขัดข้องอะไรซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นมาที่ทําให้ไม่สามารถมีผลดําเนินการ ได้ภายใน ๑๔ วัน จะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดมานานแล้วครับ แต่เมื่อไม่มีกฎหมาย เขียนทางออกไว้ก็คิดแต่เพียงว่าอย่าให้มันมีเลย เพราะถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะมีปัญหา ตามไปว่าจะแก้ไขกันอย่างไร พอมามีการแก้ไขมาตรานี้ครับ ผมถึงได้ขอถือโอกาสนี้ พ่วงไปกับท่านด้วย เพราะท่านแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะของผู้พิพากษาว่าถ้ายังไม่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็ยังไม่ถือว่ามีสิทธิ นั่นคือการแก้ไขปัญหาที่ ๑ แต่ผม เห็นว่าท่านยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ ๒ ว่าเมื่อมีการคัดเลือกแล้วเกิดเหตุอะไรขึ้นมาภายใน ๑๔ วันทําไม่ทันจะทําอย่างไร นี่คือเหตุผล และเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ท่านประธาน ที่เคารพครับ สถาบันศาลที่อยู่มาได้ทุกวันนี้แล้วก็เปึนหลักที่ทุกคนยอมรับเคารพนับถือ เพราะความเชื่อมั่นในความโปร่งใส จากการทํางานด้วยความมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และก็ แน่นอนของสถาบันเองกับผู้ที่ดํารงตําแหน่งผู้พิพากษา ตรงนั้นคือสิ่งที่ทําให้เกิด ความเชื่อถือ อย่างที่ผมเรียนตอนที่ผมพูดในมาตรา ๓/๑ ว่า เรื่องของกรณีดําเนิน คดีอาญานักการเมืองไม่ใช่เรื่องคดีอาญาปกติ มันเปึนคดีอาญาที่อ่อนไหวและเปึนเรื่อง ของกระแสทางการเมือง เปึนเรื่องของความรู้สึกซึ่งบางครั้งอยู่นอกเหนือความเข้าใจ อะไร เล็กน้อยครับ ไม่เหมือนคดีในคดีศาลยุติธรรมครับ อธิบายกันได้ยาว แต่ในคดีที่เกี่ยวกับ ทางการเมืองเล็กน้อยครับ อาจจะเปึนประเด็นที่ทําให้สถาบันศาลถูกมองไปในทางลบ และท้ายที่สุดจะเปึนภาพลบกับสถาบันศาลในกรณีนี้เอง ตรงนั้นคือความเปึนห่วงของผม ในฐานะที่เปึนอดีตผู้พิพากษาด้วย ผมจึงเห็นว่าถ้าหากว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในระยะเวลา ๑๔ วันทําไม่ทัน ทําไม่เสร็จ ต้องมีทางออกให้กับผู้ที่มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวข้อง จึงได้ เพิ่มเติมไปว่า หากมีเหตุจําเปึนหรือมีเหตุขัดข้องไม่อาจเลือกองค์คณะผู้พิพากษาได้ ภายในกําหนดเวลาดังกล่าว คือสิบสี่วัน ให้ประธานศาลฎีกาแจ้งเหตุจําเปึนหรือ เหตุขัดข้องนั้นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาเป่ดเผยเหตุดังกล่าวนั้นต่อ สาธารณะโดยพลัน และต้องดําเนินการเลือกองค์คณะผู้พิพากษาให้เสร็จสิ้นไม่เกิน สิบสี่วันนับแต่วันที่ครบกําหนดนั้น ที่ผมเขียนเช่นนี้ก็เพื่อ ประการที่ ๑ ครับ ให้ศาลฎีกา มีทางออกหากเกิดปัญหา ประการที่ ๒ เพื่อให้ศาลฎีกาพิสูจน์ตนเองต่อสาธารณชนว่า เพราะว่าผมยังสามารถแก้ไขกฎหมายได้นะครับ แต่ว่าก็เรียนให้ทราบว่าเหตุผลที่มาที่ไป ทั้งหมดที่แก้ไข ไม่ว่าจะเปึนมาตรา ๗ ที่แก้ไขมาตรา ๑๓ วรรคแรก หรือว่ามาตรา ๘ ที่ไปแก้ไขมาตรา ๑๓ วรรคสาม ด้วยเหตุผลทํานองเดียวกันนี้ เพื่อปัองกันไม่ให้องค์คณะ ของศาลเอง ตัวองค์กรศาลเองมีปัญหา และเพื่อเป่ดช่องให้ท่านทํางาน ยกเว้น ในมาตราสุดท้ายครับ ที่ผมตั้งประเด็นเอาไว้ เพราะว่าผมอยากจะไปถกกับ กรรมาธิการวิสามัญจริง ๆ ว่า ระยะเวลาเท่าไรมันถึงจะเพียงพอ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่เมื่อเวลาไม่เอื้ออํานวย มาตราสุดท้ายนะครับ คือมาตรา ๔๔/๑๕ ผมขอสงวน คําแปรญัตติไว้ ผมไม่ติดใจ แต่มาตราอื่นผมยืนยัน เพื่อประหยัดเวลา และจะไม่ใช้สิทธิ อภิปรายแล้วครับท่านประธาน ก็เรียนอย่างนี้ สุดแท้แต่กรรมาธิการครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ