สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

นคร มาฉิม หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่มีหลักการที่จะเอาผิดทั้งผู้ให้และผู้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในกรณีที่มีการทุจริตหรือคอรัปชั่น และมีการปรับปรุงกระบวนการในการสืบหาข้อเท็จจริงและลงโทษผู้ที่กระทำความผิด

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้ยื่นคําแปรญัตติแล้วก็ได้สงวนคําแปรญัตติ เพื่อที่จะแสดงเหตุผล ต่อท่านประธานและที่ประชุมในเรื่องของหลักการนะครับ ในส่วนของมาตรา ๕ ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อที่จะให้เข้าใจต่อพี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายของ สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ได้เห็นภาพว่าหลักการและเหตุผลที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้นั้น มีอะไรบ้าง ผมขออนุญาตที่จะอ่านถ้อยคําในมาตรา ๕ ก็คือให้ยกเลิกความใน (๒) ของ มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ก็คือที่ศาลฎีกาได้ เสนอมา (๒) ก็คือ คดีที่มีมูลแห่งคดีเปึนการกล่าวหาบุคคลตาม (๑) หรือบุคคลอื่น เปึนตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทําความผิดทางอาญาตาม (๑) รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลตาม (๑) เพื่อจูงใจให้ กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ ก็คือหลักการที่ทาง ศาลฎีกาได้เสนอมา ก็คือให้เอาผิดทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับ ผมจึงเห็นว่าการเสนอหลักการอันนี้ ซึ่งก็เห็นด้วยว่าควรที่จะเอาผิดทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดในส่วน ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่ที่ผมเห็นว่ากระบวนการที่ผ่านมานี้กฎหมายหลาย ฉบับที่เรามีอยู่แล้วก็ใช้บังคับอยู่จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถที่จะเอื้อมมือไปเอาผิดกับผู้ที่ กระทําความผิดได้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผู้ให้ ผู้จะให้ ผู้เสนอจะให้นี้ ส่วนใหญ่ก็คือเปึนผู้ที่ได้รับงาน ได้รับผลประโยชน์ ยกตัวอย่างก็คือ อย่างเช่น ผู้รับเหมา ผู้ขอความเห็นชอบในการขออนุมัติต่าง ๆ ผู้ขอการอนุมัติตามตําแหน่งหน้าที่ อันนี้ก็คืออยู่ ในฐานะเปึนผู้ให้ ผู้จะให้ หรือว่าผู้สัญญาว่าจะให้ ส่วนผู้รับนี้ส่วนใหญ่ก็จะเปึนผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองที่มีอํานาจหน้าที่โดยตําแหน่ง หรือโดยความรับผิดชอบตาม กฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเปึนผู้มีอํานาจนะครับ มีตําแหน่ง อย่างเช่น ตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือว่าตําแหน่งอื่น ๆ ที่กฎหมายกําหนด ที่มีอํานาจในการที่จะอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบในนามของคณะกรรมการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่ากฎหมายฉบับนี้นะครับ ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ดี มีหลักการที่ดี ต้องการที่จะชําระสะสางบ้านเมืองให้ขาวสะอาด ให้ปลอดจากการทุจริตและเอาผิดกับผู้ให้แล้วก็ผู้รับ เพื่อไม่ให้มีการทุจริต ไม่ให้มีการ คอรัปชั่นใด ๆ เกิดขึ้น ถ้าเกิดว่ามีการคอรัปชั่น มีการทุจริตต่องบประมาณแผ่นดิน ต่อเงินของแผ่นดิน เอาทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับมารับโทษตามกฎหมาย แต่ว่ากระบวนการ ในการที่จะนําตัวผู้กระทําความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับมารับโทษตามกฎหมายฉบับนี้ หรือกฎหมายอื่น ๆ ค่อนข้างเปึนไปได้ยาก ถ้าเกิดว่าเราไม่ทราบข้อมูลในเชิงลึก เพราะฉะนั้นความเห็นของผมจึงเห็นว่าถ้าเกิดว่าเราเอาความผิดทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับ มันจะยากต่อการสืบค้นหาพยานหลักฐาน แล้วก็สืบค้นเอาข้อเท็จจริงที่จะให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพิพากษาแล้วก็ตัดสินลงโทษผู้นั้น ทั้งผู้ให้ แล้วก็ผู้รับได้ ผมจึงเห็นว่าควรที่จะคลายกฎ ควรที่จะคลายกฎโดยหลักการนะครับ คลายกฎในที่นี้ก็คือ อย่างถ้าผู้ให้ ผู้รับว่าจะให้ ผู้สัญญาว่าจะให้ ต่อมาสํานึกผิดว่า สิ่งที่ตนเองทําไปเปึนการสมรู้กัน แล้วก็เปึนความไม่ชอบโดยมโนสํานึก โดยคุณธรรม หรือว่าสํานึกต่อบุญคุณแผ่นดิน สิ่งที่ตนเองให้มันไม่ถูกต้อง สิ่งที่ตนเองกระทํา มันไม่ถูกต้อง มันไม่เปึนธรรมกับคนทั้งประเทศกับแผ่นดิน ในเมื่อถ้าเกิดว่าเขาสํานึกผิด แบบนี้ เขาอาจจะนําหลักฐานให้กับผู้เสียหาย ให้กับ ป.ป.ช. ให้กับศาลฎีกา ให้กับ ผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อที่จะให้กระบวนการในการสืบหาข้อเท็จจริงชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถ ที่จะนําผู้กระทําความผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วเรา ไม่มีกฎในการที่จะผ่อนคลายให้ผู้ที่สํานึกผิด ที่นําเสนอหลักฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เปึนประโยชน์ต่อการพิจารณาของศาลให้ได้ละโทษกับเขาได้ไหมครับ ถ้าเกิดว่า เรามีหลักการแบบนี้ หลักการตามร่างเดิม ผมเชื่อว่าทั้งผู้ให้แล้วก็ทั้งผู้รับต่างสมรู้ แล้วก็สมยอม ซึ่งกันและกัน ยากต่อการที่จะเอาผิดทั้ง ๒ ฝ์าย แต่ถ้าเกิดว่าผู้ให้กลับใจ แล้วนําเอาข้อมูลหลักฐานมาเสนอต่อกระบวนการยุติธรรม และศาลสามารถที่จะ ลงโทษได้ ทําไมศาลถึงไม่เว้นโทษให้กับผู้ที่ให้ข้อเท็จจริงที่เปึนประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงได้แปรญัตติเพิ่มข้อความใน (๒) ของมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเพิ่มข้อความดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ (๒) คดีที่มีมูลแห่งคดีเปึนการกล่าวหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ระบุไว้ชัดนะครับ ก็คืออย่างเช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือบุคคลอื่น เปึนตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทําความผิดทางอาญาตาม (๑) รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลตาม (๑) เพื่อจูงใจ ให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่ ผมเพิ่มว่า เว้นแต่ผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือผู้รับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลตาม (๑) จะให้การอันเปึนประโยชน์ต่อผู้เสียหาย หรือผู้มีอํานาจฟัองคดีตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป่ดโอกาสละเว้นโทษให้กับผู้ที่สํานึกผิด และให้ข้อมูลที่เปึนประโยชน์ต่อศาล ต่อกระบวนการยุติธรรมในการที่จะง่ายต่อการที่จะเอาผู้กระทําความผิดมาลงโทษนะครับ ก็ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานครับ